พลังศรัทธา Gen Z ดัน ‘มูเก็ตติ้ง’ ไทย สู่ Soft Power แสนล้าน! เปิดประตูทองบุกตลาดจีน
ตลาดสายมูโลกทะยานสู่ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ! มูเก็ตติ้งไทยไม่น้อยหน้าเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.5 หมื่นล้าน Gen Z ไทย 73.2% เปย์ 'ความเชื่อเป็นแฟชั่น' เสริมพลังใจ ดัน Soft Power เปิดประตูทองสู่ตลาดจีน รัฐ เทคแอคชั่นหนุนผู้ประกอบการ-สร้าง 'สถานะทางกฎหมาย' สกัดโกง ใช้ความโปร่งใสเป็น 'เครื่องราง' เสริมความยั่งยืนตลาด
ตลาดสายมูหรือเศรษฐกิจแห่งความเชื่อได้เปลี่ยนสถานะจากกิจกรรมส่วนบุคคลไปสู่กลไกขับเคลื่อนสำคัญในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยและเป็นกระแสระดับโลกที่มีอัตราการเติบโตอย่างน่าจับตา จากการรวบรวมของ “การเงินธนาคาร” พบว่าตลาดความเชื่อและเครื่องรางของขลังทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตแบบก้าวกระโดด
โดยข้อมูลจาก Transparency Market Research ระบุว่า มูลค่าตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกมีขนาดถึง 13.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปสู่ 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574 การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของรายได้ของผู้คนทั่วโลก การขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซ และการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Practices) และการดูแลสุขภาพจิตใจมากขึ้น
ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงได้แก่ เครื่องประดับ เช่น จี้ สร้อยข้อมือ แหวน และต่างหู ที่ใช้วัสดุหลากหลายตั้งแต่อัญมณี ทองคำ ไปจนถึงหินมงคล
สิ่งที่น่าสนใจจากการคาดการณ์มูลค่าตลาดโลกคือ การที่ตัวเลข 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นเน้นไปที่ตลาดสินค้าสำเร็จรูปอย่าง "เครื่องประดับสายมู" ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าตัวเลขประมาณการมูลค่าอุตสาหกรรมเวทมนตร์และโหราศาสตร์โดยรวมทั่วโลกที่เคยมีการประเมินไว้ที่ 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ
สะท้อนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ได้มาจากการประกอบพิธีกรรมหรือบริการทางจิตวิญญาณแบบดั้งเดิมแต่มาจาก การกลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงอุตสาหกรรม หรือการแปลงความเชื่อที่จับต้องไม่ได้ให้อยู่ในรูปแบบของสินค้าที่สามารถผลิตซ้ำจำนวนมาก เช่น เครื่องประดับหรือสินค้าแฟชั่น ทำให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการคาดการณ์การเติบโตสู่ระดับ 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
"ตลาด 'มูเตลู' ไทยทะลุหมื่นล้าน! เมื่อความเชื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.5 หมื่นล้านบาท"
ตลาดมูเตลูในประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มูลค่าตลาดไทยโดยประมาณอยู่ระหว่าง 10,800 ล้านบาท และ 15,000 ล้านบาท ความแข็งแกร่งของตลาดมาจากการเป็นประเทศที่มีฐานความเชื่อสูง โดยคนไทยเกือบครึ่งหนึ่ง (44.21%) มีความเชื่อเรื่องมูเตลูในระดับเต็มเปี่ยมหรือพอสมควร ซึ่งเป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่มั่นคงสำหรับการเติบโตในระยะยาว
ในปัจจุบัน ขอบเขตของธุรกิจมูเตลูไทยได้ขยายตัวอย่างมาก จากเดิมที่เน้นพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังแบบดั้งเดิมเท่านั้น ปัจจุบันได้ผนวกเข้ากับอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์อื่นๆ เช่น แฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สมุนไพร
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญยังคงเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือ เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้อาจมีความเสี่ยงด้านการฉ้อโกงหรือการโฆษณาเกินจริง ดังนั้น การสร้างความโปร่งใสและการมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน เช่น การจดทะเบียนนิติบุคคลจึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
ในส่วนของการเปรียบเทียบมูลค่าตลาดสายมูในประเทศไทยและทั่วโลกนั้น พบว่าตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกมีมูลค่า 13.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และมีการคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574 ซึ่งแสดงถึงอัตราการเติบโตเกือบเท่าตัวในเวลาไม่ถึงทศวรรษ ขณะที่มูลค่าตลาดมูเตลูในประเทศไทยโดยประมาณอยู่ที่ 10,800 ล้านบาท ถึง 15,000 ล้านบาท
Gen Z “มู” ตะโกนความเชื่อต้องแสดงออกเปย์เครื่องรางเสริมพลังใจ
คนรุ่น Gen Z ซึ่งนิยามว่าเป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540 ถึง 2555 ถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตลาดสายมูเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีคนรุ่นใหม่มากถึง 73.2% ที่ระบุว่าตนเองเป็น "สายมู" พฤติกรรมการมูเตลูที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่
- การดูดวงหรือพยากรณ์ 33.9% โดยมีแรงจูงใจทางจิตวิทยาหลักคือการแสวงหาทิศทางและลดความไม่แน่นอน ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ที่เป็นบริการออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน
- การบูชาเครื่องราง/พระเครื่อง อยู่ที่ 30.1% โดยมีแรงจูงใจเพื่อเสริมความมั่นใจและการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ (Self-Expression) ซึ่งนำไปสู่การเกิดผลิตภัณฑ์เครื่องประดับแฟชั่น (Faith Fashion) และวัตถุมงคลดีไซน์ใหม่
- การเลือกสี/เลขมงคล อยู่ที่ 26.9% โดยแรงจูงใจหลักคือการต้องการควบคุม (Internal Locus of Control) และพบในรูปแบบของวอลเปเปอร์มงคล หรือเสื้อผ้า/เครื่องสำอางตามสีมงคล
ความสำคัญของการมูเตลูสำหรับ Gen Z ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามความเชื่อดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง (Self-Expression) การใช้จ่ายซื้อสินค้าสายมูจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ที่ชัดเจน แสดงให้เห็นถึงการ การหลอมรวมความเชื่อเข้ากับวัฒนธรรมป๊อป โดยแปลงความเชื่อและพิธีกรรมที่มองไม่เห็นให้กลายเป็น "ไอเท็มแฟชั่น" ที่จับต้อง มองเห็นได้ง่ายและสามารถสร้างเรื่องราวให้ตัวเองได้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่นวอลเปเปอร์มงคล สีมงคล หรือเครื่องประดับที่ออกแบบทันสมัยทำให้ตลาดความเชื่อขยายขนาดและทำการตลาดทั่วโลกได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่คนดังในระดับโลกอย่างศิลปิน K-Pop ก็เปลี่ยนชื่อเพื่อเสริมความมั่นใจ นำมาซึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ยิ่งสร้างแรงบันดาลใจและเป็นเหตุผลให้ Gen Z หันมาสนใจการมูเตลูมากขึ้น
ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผันผวนส่งผลให้ Gen Z เผชิญกับความเครียดและความวิตกกังวลสูง จึงแสวงหาความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตมากกว่าคนรุ่นก่อน นักวิชาการด้านจิตวิทยาระบุว่า คำแนะนำจากหมอดูหรือการมูเตลูคล้ายกับการช่วยให้บุคคลกลับมามี "อำนาจควบคุมภายใน" อีกครั้ง ทำให้รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น
ประเด็นที่น่าสนใจคือตลาดสายมูในไทยถูกขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น TikTok ซึ่งมีส่วนแบ่งการมีส่วนร่วม (Engagement) เกี่ยวกับมูเตลูสูงถึง 94.5% ของการกล่าวถึงทั้งหมดการเติบโตของธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) บนแพลตฟอร์มนี้ เป็นผลมาจากวิถีการช็อปปิ้งแบบ Shoppertainment (การซื้อผ่านคอนเทนต์บันเทิง/ไลฟ์สด) ซึ่งทำให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกว่า 7.8 เท่า และมียอดวิวไลฟ์เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
ส่งผลต่อเนื่องให้กลยุทธ์การตลาดที่เรียกว่า Muketing จึงมีความสำคัญ การทำการตลาดสายมูที่ประสบความสำเร็จจะต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการ "โฆษณา" ตรงๆ ไปเป็นการ "สร้างสรรค์เนื้อหา" ที่มีคุณค่าและน่าสนใจบนแพลตฟอร์มที่ Gen Z ใช้งาน เพื่อให้พวกเขา "ค้นพบ" แบรนด์ได้ด้วยตนเอง การสร้างเนื้อหาที่ผสานความเชื่อเข้ากับความงาม การรีวิวผลิตภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องหลังที่จริงใจ จึงเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือในระยะยาว
"DIPROM ปลุก 'Faith Fashion' 4 ภาค Soft Power สายมูไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจพุ่ง 100 ล้านบาท"
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ได้ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุน Soft Power โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อน "กิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นสายมูมงคลเชื่อมโยงซอฟต์พาวเวอร์ไทย (Faith Fashion)" โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนใน 4 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทย, อัญมณีและเครื่องประดับไทย, หัตถอุตสาหกรรมไทย, และเครื่องสำอางและความงามใน 3 มิติ คือ
1) การสร้างสรรค์และต่อยอด เพื่อเพิ่มเสน่ห์ คุณค่า และมูลค่าให้กับสินค้า
2) การโน้มน้าว เพื่อสร้างการยอมรับและความต้องการจากผู้บริโภค
3) การเผยแพร่ เพื่อสร้างเรื่องราวและทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักในตลาดสากล
ความสำเร็จของโครงการนี้สะท้อนจากตัวเลขการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท จากการพัฒนาผู้ประกอบการ 50 กิจการ ที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการนี้เน้นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและมนต์เสน่ห์ของความเชื่อจากทั้ง 4 ภาคของไทย เพื่อสร้างความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย
เช่น ภาคเหนือที่มีความโดดเด่นด้านเครื่องประดับเงินล้านนา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเน้นผ้าไหมมัดหมี่ และภาคใต้ที่มีอิทธิพลจากวัฒนธรรมไทย-มุสลิม การผสานความเชื่อโบราณ (รากฐานวัฒนธรรม) เข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ (เทคโนโลยี, ดีไซน์) คือการสร้างความยั่งยืนและความแตกต่างที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคระดับโลกได้ นี่คือการสร้าง Soft Power ที่มีจุดแข็งในการป้องกันคู่แข่ง โดยแบรนด์ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงจากการรวมเอาเรื่องเล่าทางจิตวิญญาณเข้ากับการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือจริยธรรม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก
กระเป๋าพลังหิน-น้ำมันอโรม่า-นิลเมืองจันท์ 'มูเตลู + นวัตกรรม' ตอบโจทย์ตลาดโลก
3 ผู้ประกอบการภายใต้โครงการ ผลักดัน Soft Power ด้าน “Faith Fashion” หรือแฟชั่นสายมูมงคล ของ DIPROM เผยกลยุทธ์การผสานความเชื่อเข้ากับนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยเน้นสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ เตรียมปูทางบุกตลาดโลกโดยใช้จุดแข็ง Storytelling ตอบโจทย์ดีมานด์ที่พึ่งทางใจของผู้บริโภคยุคใหม่ ได้แก่
● THAIS ECOLEATHERS: “รักษ์โลก” คู่ “หินมงคล” สร้างกระเป๋าพลังงาน
นายธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ THAIS ECOLEATHERS เผยถึงการนำปัญหาขยะเศษหนังปริมาณมหาศาลมาพัฒนาเป็นหนังรีไซเคิลที่ยั่งยืน ซึ่งคว้ารางวัล Green Technology จาก UNIDO แบรนด์ได้เข้าร่วมโครงการ DIPROM เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีมิติใหม่ โดยประสบความสำเร็จในการสร้าง "กระเป๋าพลังหิน" ที่ผสานลวดลายจากหินมงคลและเรื่องเล่าที่น่าสนใจ
นายธันยวัฒน์ มองว่า แฟชั่นสายมูไทยมีศักยภาพเป็น Soft Power ระดับโลก แต่ต้องมีดีไซน์ที่ทันสมัยและผสานกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้ แผนในอนาคตคือการพัฒนาคอลเลกชันต่อเนื่องจากยันต์มหาอุตม์ และขยายการใช้วัสดุรีไซเคิลอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจที่สร้างคุณค่าครบทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
● Anya The Herb: นวัตกรรมบิวตี้ ผสาน 'น้ำมันอโรม่าปลุกเสก' ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
นางสาวอารยา เริงสำราญ เจ้าของแบรนด์ Anya The Herb ซึ่งเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย มองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพองค์รวมเข้ากับความเชื่อ จึงได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “สุวรรณณ์ธารา” น้ำมันอโรม่าที่ได้รับการปลุกเสก เพื่อเสริมพลังและความมั่นใจ
นางสาวอารยาชี้ว่า ตลาดแฟชั่นสายมูเติบโตสูงเพราะผู้คนต้องการที่พึ่งทางจิตใจในภาวะเศรษฐกิจผันผวน การนำเครื่องสำอางและบิวตี้มาผสมผสานกับสายมูนับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ หากสามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าความเชื่อช่วยสร้างความมั่นใจในทางบวกได้ ตลาดจะขยายตัวยิ่งขึ้น แบรนด์วางแผนเปิดตัวน้ำมันหอมสายมูมงคลที่ผ่านพิธีให้พรจากพระอาจารย์สู่ตลาดภายในปี 2569
● Pennin Jewelry: พลอยจันท์สู่ "นางกวักร่วมสมัย" ดันเครื่องประดับไทยสู่สากล
น.ส.อาคิรา เจียมรัตนศิลป์ เจ้าของแบรนด์ Pennin Jewelry จากจันทบุรี ผู้สืบทอดธุรกิจอัญมณีพลอยนิล เผยว่า การเข้าร่วมโครงการ DIPROM เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ และสร้างสรรค์ คอลเลกชัน "นางกวัก" ในรูปแบบร่วมสมัย โดยลดทอนรูปทรงคงไว้เพียงลักษณะยกมือเรียบง่าย ฝังอัญมณีประจำวันเกิด และประดับยันต์มงคล
น.ส.อาคิรา ระบุว่า ตลาดเครื่องประดับสายมูมีโอกาสเติบโตสูง เพราะแบรนด์ไม่ได้แค่ขายสินค้า แต่ขาย "สตอรี่" และ "คุณค่า" ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกดีและมั่นใจมากขึ้น อนาคตจะต่อยอด Soft Power สายมูไทยสู่สากล ผ่าน Storytelling ที่เชื่อมโยงรากเหง้าวัฒนธรรมไทยกับความเชื่อสากล เพื่อให้โลกได้รู้จักความศักดิ์สิทธิ์และเสน่ห์ของเทพเจ้าไทย
บุกตลาดจีน! ส่งออก 'เสรีภาพทางวัฒนธรรม' ดึงกำลังสายมูแดนมังกร
ตลาดจีนถือเป็นโอกาสทองสำหรับการส่งออก Soft Power สายมูของไทย เนื่องจากชาวจีนมีความสนใจในวัตถุมงคลไทย (泰国佛牌) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 โดยได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์สยองขวัญไทยและดาราจากฮ่องกง/ไต้หวันที่มีการพกพาเครื่องรางของขลังในระยะแรก ความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นหญิงชาวจีนเน้นไปที่การมองพระเครื่องเป็นเครื่องประดับที่มีความสวยงามและทันสมัย
อย่างไรก็ตาม ความต้องการของชาวจีนไม่ได้เป็นเพียงกระแสแฟชั่นชั่วคราว แต่มีแรงจูงใจทางสังคมที่ลึกซึ้งกว่านั้น เนื่องจากในประเทศจีนมีกฎและข้อบังคับหลายอย่างที่อาจจำกัดการแสดงออกด้านความเชื่อทางจิตวิญญาณการซื้อและสวมใส่เครื่องรางของขลังไทยที่ถูกนำเสนอในรูปแบบของแฟชั่นหรือไลฟ์สไตล์จึงเป็นช่องทางให้ชาวจีนสามารถ ปลดปล่อยและแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่
ด้วยเหตุนี้ เครื่องรางของขลังไทยจึงไม่ได้ขายแค่ "พร" แต่เป็นการ ส่งออก "เสรีภาพทางวัฒนธรรม" (Exporting Cultural Freedom) ที่อนุญาตให้ผู้บริโภคได้แสดงออกถึงอัตลักษณ์และความเชื่อส่วนตัวอย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดจีนมีความต้องการสูงมาก ทำให้ความต้องการสินค้าสายมูของไทยมีความทนทานและลึกซึ้งในเชิงกลยุทธ์
กลยุทธ์การเจาะตลาดจีนด้วย KOLs และ Douyin
การเข้าถึงตลาดจีนต้องอาศัยกลยุทธ์ดิจิทัลที่เจาะจง การใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักของจีน เช่น Douyin (TikTok จีน) และ Little Red Book เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างการรับรู้และยอดขาย Key Opinion Leaders (KOLs) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการโน้มน้าวผู้บริโภคจีน โดยแบรนด์หรูประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับ KOLs ที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์แบรนด์สายมูไทยจึงควรใช้ KOLs/KOCs (Key Opinion Consumers) เพื่อรีวิวสินค้าในรูปแบบวิดีโอสั้นที่เน้นความสวยงาม สุนทรียภาพ และการผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย
กลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์จะต้องเน้น 'ความเป็นไทย' (Thainess) ควบคู่ไปกับ การสร้างเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงสากล (Universal Storytelling) ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงเครื่องรางเข้ากับการเพิ่มความมั่นใจในการทำงานหรือความรัก ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ชาวจีนสามารถเข้าใจได้ง่าย นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นในช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ข้ามพรมแดนก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยการใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่จัดส่งทั่วโลก มีระบบการชำระเงินที่น่าเชื่อถือ (เช่น PayPal) และไม่มีภาษี จะช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อขายระหว่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคต่างชาติ
การขยายตลาดสายมูไทยสู่ตลาดจีนนั้น ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักสี่ด้าน คือ
ด้านแรกคือ ผลิตภัณฑ์และการออกแบบ ที่ต้องเน้น "Faith Fashion" ผสมผสานดีไซน์ร่วมสมัย เช่นเดียวกับกรณีของ THAIS ECOLEATHERS ที่ใช้กระเป๋าและเครื่องประดับซ่อนลวดลายมงคล เพื่อตอบโจทย์ Gen Z ที่ใช้สินค้าในการแสดงออกถึงอัตลักษณ์
ด้านที่สองคือ การตลาดดิจิทัล โดยแนะนำให้ใช้ KOL/KOC ในแพลตฟอร์ม Douyin/Little Red Book ด้วยการรีวิวผลิตภัณฑ์ในรูปแบบวิดีโอสั้นที่เน้นความงามและไลฟ์สไตล์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย Gen Z จีนได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ
ด้านที่สามคือ การสื่อสารแบรนด์ ซึ่งต้องเน้น 'ความเป็นไทย' (Thainess) ควบคู่กับการสื่อสารเชิง 'การเสริมพลัง' เช่น การเชื่อมโยงเครื่องรางกับการเพิ่มความมั่นใจและแรงจูงใจสู่ความสำเร็จซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างจากตลาดท้องถิ่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน
และด้านสุดท้ายคือ ช่องทางการจัดจำหน่าย ที่ต้องรองรับการชำระเงินข้ามพรมแดนและการขนส่งที่น่าเชื่อถือ โดยการใช้ E-commerce แพลตฟอร์มเฉพาะทางที่รับ PayPal และสามารถจัดส่งทั่วโลก จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกในการซื้อขายระหว่างประเทศ
เร่งจดทะเบียน 'มูเตลู' สร้างความโปร่งใส สกัดโกง
แม้ว่าตลาดสายมูจะมีศักยภาพสูง แต่ความเชื่อถือก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพนำไปใช้ในการหลอกลวงผู้บริโภคได้ เช่น การแอบอ้างเป็นร่างทรงหรือการหลอกระดมทุนทำบุญ ซึ่งพบผลตอบรับเชิงลบในโซเชียลมีเดีย แม้จะมีสัดส่วนน้อย แต่ก็กระทบต่อภาพรวมความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ในอดีตยังเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์พุทธคุณของวัตถุมงคลเกินจริงเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดมูเตลูในยุคดิจิทัลจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการควบคุมคุณภาพและจริยธรรม การดำเนินการที่สำคัญคือการสร้างมาตรฐานคุณภาพของสินค้า (Quality Control) และการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นจากภาครัฐ โดยเฉพาะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)การสร้างความโปร่งใสและระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมดุลเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความไว้วางใจในระยะยาว ซึ่งจะส่งเสริมให้ตลาดเติบโตได้อย่างยั่งยืน
การยกระดับธุรกิจสายมูจากระดับวิสาหกิจชุมชนไปสู่ระดับสากลต้องอาศัยการสร้างความน่าเชื่อถือเชิงสถาบัน การจดทะเบียนนิติบุคคลและการมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภคต่างชาติ
นอกจากนี้ การสื่อสารแบรนด์ต้องปรับเปลี่ยนโดยไม่ใช้ความเชื่อเป็นจุดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นย้ำถึงคุณค่าและคุณภาพของสินค้าควบคู่ไปด้วย
สำหรับตลาดคนรุ่นใหม่ การสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งโดยการอธิบาย "เหตุผล" เชื่อมโยงความเชื่อกับข้อมูลเชิงบวกทางจิตวิทยา (เช่น การเสริมความมั่นใจและการมีแรงจูงใจ) จะช่วยให้ตลาดขยายตัวและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น การที่แบรนด์สามารถนำเสนอว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพจิต (Mental Wellness) จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น