โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พลังศรัทธา Gen Z ดัน ‘มูเก็ตติ้ง’ ไทย สู่ Soft Power แสนล้าน! เปิดประตูทองบุกตลาดจีน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 พ.ย. 2568 เวลา 14.11 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 07.11 น.

ตลาดสายมูโลกทะยานสู่ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ! มูเก็ตติ้งไทยไม่น้อยหน้าเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.5 หมื่นล้าน Gen Z ไทย 73.2% เปย์ 'ความเชื่อเป็นแฟชั่น' เสริมพลังใจ ดัน Soft Power เปิดประตูทองสู่ตลาดจีน รัฐ เทคแอคชั่นหนุนผู้ประกอบการ-สร้าง 'สถานะทางกฎหมาย' สกัดโกง ใช้ความโปร่งใสเป็น 'เครื่องราง' เสริมความยั่งยืนตลาด

ตลาดสายมูหรือเศรษฐกิจแห่งความเชื่อได้เปลี่ยนสถานะจากกิจกรรมส่วนบุคคลไปสู่กลไกขับเคลื่อนสำคัญในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยและเป็นกระแสระดับโลกที่มีอัตราการเติบโตอย่างน่าจับตา จากการรวบรวมของ “การเงินธนาคาร” พบว่าตลาดความเชื่อและเครื่องรางของขลังทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตแบบก้าวกระโดด

โดยข้อมูลจาก Transparency Market Research ระบุว่า มูลค่าตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกมีขนาดถึง 13.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปสู่ 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574 การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของรายได้ของผู้คนทั่วโลก การขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซ และการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Practices) และการดูแลสุขภาพจิตใจมากขึ้น

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงได้แก่ เครื่องประดับ เช่น จี้ สร้อยข้อมือ แหวน และต่างหู ที่ใช้วัสดุหลากหลายตั้งแต่อัญมณี ทองคำ ไปจนถึงหินมงคล

สิ่งที่น่าสนใจจากการคาดการณ์มูลค่าตลาดโลกคือ การที่ตัวเลข 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นเน้นไปที่ตลาดสินค้าสำเร็จรูปอย่าง "เครื่องประดับสายมู" ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าตัวเลขประมาณการมูลค่าอุตสาหกรรมเวทมนตร์และโหราศาสตร์โดยรวมทั่วโลกที่เคยมีการประเมินไว้ที่ 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

สะท้อนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ได้มาจากการประกอบพิธีกรรมหรือบริการทางจิตวิญญาณแบบดั้งเดิมแต่มาจาก การกลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงอุตสาหกรรม หรือการแปลงความเชื่อที่จับต้องไม่ได้ให้อยู่ในรูปแบบของสินค้าที่สามารถผลิตซ้ำจำนวนมาก เช่น เครื่องประดับหรือสินค้าแฟชั่น ทำให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการคาดการณ์การเติบโตสู่ระดับ 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

"ตลาด 'มูเตลู' ไทยทะลุหมื่นล้าน! เมื่อความเชื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.5 หมื่นล้านบาท"

ตลาดมูเตลูในประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มูลค่าตลาดไทยโดยประมาณอยู่ระหว่าง 10,800 ล้านบาท และ 15,000 ล้านบาท ความแข็งแกร่งของตลาดมาจากการเป็นประเทศที่มีฐานความเชื่อสูง โดยคนไทยเกือบครึ่งหนึ่ง (44.21%) มีความเชื่อเรื่องมูเตลูในระดับเต็มเปี่ยมหรือพอสมควร ซึ่งเป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่มั่นคงสำหรับการเติบโตในระยะยาว

ในปัจจุบัน ขอบเขตของธุรกิจมูเตลูไทยได้ขยายตัวอย่างมาก จากเดิมที่เน้นพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังแบบดั้งเดิมเท่านั้น ปัจจุบันได้ผนวกเข้ากับอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์อื่นๆ เช่น แฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สมุนไพร

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญยังคงเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือ เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้อาจมีความเสี่ยงด้านการฉ้อโกงหรือการโฆษณาเกินจริง ดังนั้น การสร้างความโปร่งใสและการมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน เช่น การจดทะเบียนนิติบุคคลจึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

ในส่วนของการเปรียบเทียบมูลค่าตลาดสายมูในประเทศไทยและทั่วโลกนั้น พบว่าตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกมีมูลค่า 13.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และมีการคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574 ซึ่งแสดงถึงอัตราการเติบโตเกือบเท่าตัวในเวลาไม่ถึงทศวรรษ ขณะที่มูลค่าตลาดมูเตลูในประเทศไทยโดยประมาณอยู่ที่ 10,800 ล้านบาท ถึง 15,000 ล้านบาท

Gen Z “มู” ตะโกนความเชื่อต้องแสดงออกเปย์เครื่องรางเสริมพลังใจ

คนรุ่น Gen Z ซึ่งนิยามว่าเป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540 ถึง 2555 ถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตลาดสายมูเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีคนรุ่นใหม่มากถึง 73.2% ที่ระบุว่าตนเองเป็น "สายมู" พฤติกรรมการมูเตลูที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • การดูดวงหรือพยากรณ์ 33.9% โดยมีแรงจูงใจทางจิตวิทยาหลักคือการแสวงหาทิศทางและลดความไม่แน่นอน ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ที่เป็นบริการออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน
    • การบูชาเครื่องราง/พระเครื่อง อยู่ที่ 30.1% โดยมีแรงจูงใจเพื่อเสริมความมั่นใจและการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ (Self-Expression) ซึ่งนำไปสู่การเกิดผลิตภัณฑ์เครื่องประดับแฟชั่น (Faith Fashion) และวัตถุมงคลดีไซน์ใหม่
    • การเลือกสี/เลขมงคล อยู่ที่ 26.9% โดยแรงจูงใจหลักคือการต้องการควบคุม (Internal Locus of Control) และพบในรูปแบบของวอลเปเปอร์มงคล หรือเสื้อผ้า/เครื่องสำอางตามสีมงคล

ความสำคัญของการมูเตลูสำหรับ Gen Z ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามความเชื่อดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง (Self-Expression) การใช้จ่ายซื้อสินค้าสายมูจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ที่ชัดเจน แสดงให้เห็นถึงการ การหลอมรวมความเชื่อเข้ากับวัฒนธรรมป๊อป โดยแปลงความเชื่อและพิธีกรรมที่มองไม่เห็นให้กลายเป็น "ไอเท็มแฟชั่น" ที่จับต้อง มองเห็นได้ง่ายและสามารถสร้างเรื่องราวให้ตัวเองได้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่นวอลเปเปอร์มงคล สีมงคล หรือเครื่องประดับที่ออกแบบทันสมัยทำให้ตลาดความเชื่อขยายขนาดและทำการตลาดทั่วโลกได้

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่คนดังในระดับโลกอย่างศิลปิน K-Pop ก็เปลี่ยนชื่อเพื่อเสริมความมั่นใจ นำมาซึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ยิ่งสร้างแรงบันดาลใจและเป็นเหตุผลให้ Gen Z หันมาสนใจการมูเตลูมากขึ้น

ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผันผวนส่งผลให้ Gen Z เผชิญกับความเครียดและความวิตกกังวลสูง จึงแสวงหาความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตมากกว่าคนรุ่นก่อน นักวิชาการด้านจิตวิทยาระบุว่า คำแนะนำจากหมอดูหรือการมูเตลูคล้ายกับการช่วยให้บุคคลกลับมามี "อำนาจควบคุมภายใน" อีกครั้ง ทำให้รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจคือตลาดสายมูในไทยถูกขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น TikTok ซึ่งมีส่วนแบ่งการมีส่วนร่วม (Engagement) เกี่ยวกับมูเตลูสูงถึง 94.5% ของการกล่าวถึงทั้งหมดการเติบโตของธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) บนแพลตฟอร์มนี้ เป็นผลมาจากวิถีการช็อปปิ้งแบบ Shoppertainment (การซื้อผ่านคอนเทนต์บันเทิง/ไลฟ์สด) ซึ่งทำให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกว่า 7.8 เท่า และมียอดวิวไลฟ์เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

ส่งผลต่อเนื่องให้กลยุทธ์การตลาดที่เรียกว่า Muketing จึงมีความสำคัญ การทำการตลาดสายมูที่ประสบความสำเร็จจะต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการ "โฆษณา" ตรงๆ ไปเป็นการ "สร้างสรรค์เนื้อหา" ที่มีคุณค่าและน่าสนใจบนแพลตฟอร์มที่ Gen Z ใช้งาน เพื่อให้พวกเขา "ค้นพบ" แบรนด์ได้ด้วยตนเอง การสร้างเนื้อหาที่ผสานความเชื่อเข้ากับความงาม การรีวิวผลิตภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องหลังที่จริงใจ จึงเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือในระยะยาว

"DIPROM ปลุก 'Faith Fashion' 4 ภาค Soft Power สายมูไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจพุ่ง 100 ล้านบาท"

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ได้ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุน Soft Power โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อน "กิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นสายมูมงคลเชื่อมโยงซอฟต์พาวเวอร์ไทย (Faith Fashion)" โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนใน 4 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทย, อัญมณีและเครื่องประดับไทย, หัตถอุตสาหกรรมไทย, และเครื่องสำอางและความงามใน 3 มิติ คือ

1) การสร้างสรรค์และต่อยอด เพื่อเพิ่มเสน่ห์ คุณค่า และมูลค่าให้กับสินค้า

2) การโน้มน้าว เพื่อสร้างการยอมรับและความต้องการจากผู้บริโภค

3) การเผยแพร่ เพื่อสร้างเรื่องราวและทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักในตลาดสากล

ความสำเร็จของโครงการนี้สะท้อนจากตัวเลขการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท จากการพัฒนาผู้ประกอบการ 50 กิจการ ที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการนี้เน้นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและมนต์เสน่ห์ของความเชื่อจากทั้ง 4 ภาคของไทย เพื่อสร้างความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย

เช่น ภาคเหนือที่มีความโดดเด่นด้านเครื่องประดับเงินล้านนา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเน้นผ้าไหมมัดหมี่ และภาคใต้ที่มีอิทธิพลจากวัฒนธรรมไทย-มุสลิม การผสานความเชื่อโบราณ (รากฐานวัฒนธรรม) เข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ (เทคโนโลยี, ดีไซน์) คือการสร้างความยั่งยืนและความแตกต่างที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคระดับโลกได้ นี่คือการสร้าง Soft Power ที่มีจุดแข็งในการป้องกันคู่แข่ง โดยแบรนด์ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงจากการรวมเอาเรื่องเล่าทางจิตวิญญาณเข้ากับการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือจริยธรรม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก

กระเป๋าพลังหิน-น้ำมันอโรม่า-นิลเมืองจันท์ 'มูเตลู + นวัตกรรม' ตอบโจทย์ตลาดโลก

3 ผู้ประกอบการภายใต้โครงการ ผลักดัน Soft Power ด้าน “Faith Fashion” หรือแฟชั่นสายมูมงคล ของ DIPROM เผยกลยุทธ์การผสานความเชื่อเข้ากับนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยเน้นสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ เตรียมปูทางบุกตลาดโลกโดยใช้จุดแข็ง Storytelling ตอบโจทย์ดีมานด์ที่พึ่งทางใจของผู้บริโภคยุคใหม่ ได้แก่

● THAIS ECOLEATHERS: “รักษ์โลก” คู่ “หินมงคล” สร้างกระเป๋าพลังงาน

นายธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ THAIS ECOLEATHERS เผยถึงการนำปัญหาขยะเศษหนังปริมาณมหาศาลมาพัฒนาเป็นหนังรีไซเคิลที่ยั่งยืน ซึ่งคว้ารางวัล Green Technology จาก UNIDO แบรนด์ได้เข้าร่วมโครงการ DIPROM เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีมิติใหม่ โดยประสบความสำเร็จในการสร้าง "กระเป๋าพลังหิน" ที่ผสานลวดลายจากหินมงคลและเรื่องเล่าที่น่าสนใจ

นายธันยวัฒน์ มองว่า แฟชั่นสายมูไทยมีศักยภาพเป็น Soft Power ระดับโลก แต่ต้องมีดีไซน์ที่ทันสมัยและผสานกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้ แผนในอนาคตคือการพัฒนาคอลเลกชันต่อเนื่องจากยันต์มหาอุตม์ และขยายการใช้วัสดุรีไซเคิลอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจที่สร้างคุณค่าครบทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

● Anya The Herb: นวัตกรรมบิวตี้ ผสาน 'น้ำมันอโรม่าปลุกเสก' ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

นางสาวอารยา เริงสำราญ เจ้าของแบรนด์ Anya The Herb ซึ่งเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย มองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพองค์รวมเข้ากับความเชื่อ จึงได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “สุวรรณณ์ธารา” น้ำมันอโรม่าที่ได้รับการปลุกเสก เพื่อเสริมพลังและความมั่นใจ

นางสาวอารยาชี้ว่า ตลาดแฟชั่นสายมูเติบโตสูงเพราะผู้คนต้องการที่พึ่งทางจิตใจในภาวะเศรษฐกิจผันผวน การนำเครื่องสำอางและบิวตี้มาผสมผสานกับสายมูนับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ หากสามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าความเชื่อช่วยสร้างความมั่นใจในทางบวกได้ ตลาดจะขยายตัวยิ่งขึ้น แบรนด์วางแผนเปิดตัวน้ำมันหอมสายมูมงคลที่ผ่านพิธีให้พรจากพระอาจารย์สู่ตลาดภายในปี 2569

● Pennin Jewelry: พลอยจันท์สู่ "นางกวักร่วมสมัย" ดันเครื่องประดับไทยสู่สากล

น.ส.อาคิรา เจียมรัตนศิลป์ เจ้าของแบรนด์ Pennin Jewelry จากจันทบุรี ผู้สืบทอดธุรกิจอัญมณีพลอยนิล เผยว่า การเข้าร่วมโครงการ DIPROM เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ และสร้างสรรค์ คอลเลกชัน "นางกวัก" ในรูปแบบร่วมสมัย โดยลดทอนรูปทรงคงไว้เพียงลักษณะยกมือเรียบง่าย ฝังอัญมณีประจำวันเกิด และประดับยันต์มงคล

น.ส.อาคิรา ระบุว่า ตลาดเครื่องประดับสายมูมีโอกาสเติบโตสูง เพราะแบรนด์ไม่ได้แค่ขายสินค้า แต่ขาย "สตอรี่" และ "คุณค่า" ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกดีและมั่นใจมากขึ้น อนาคตจะต่อยอด Soft Power สายมูไทยสู่สากล ผ่าน Storytelling ที่เชื่อมโยงรากเหง้าวัฒนธรรมไทยกับความเชื่อสากล เพื่อให้โลกได้รู้จักความศักดิ์สิทธิ์และเสน่ห์ของเทพเจ้าไทย

บุกตลาดจีน! ส่งออก 'เสรีภาพทางวัฒนธรรม' ดึงกำลังสายมูแดนมังกร

ตลาดจีนถือเป็นโอกาสทองสำหรับการส่งออก Soft Power สายมูของไทย เนื่องจากชาวจีนมีความสนใจในวัตถุมงคลไทย (泰国佛牌) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 โดยได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์สยองขวัญไทยและดาราจากฮ่องกง/ไต้หวันที่มีการพกพาเครื่องรางของขลังในระยะแรก ความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นหญิงชาวจีนเน้นไปที่การมองพระเครื่องเป็นเครื่องประดับที่มีความสวยงามและทันสมัย

อย่างไรก็ตาม ความต้องการของชาวจีนไม่ได้เป็นเพียงกระแสแฟชั่นชั่วคราว แต่มีแรงจูงใจทางสังคมที่ลึกซึ้งกว่านั้น เนื่องจากในประเทศจีนมีกฎและข้อบังคับหลายอย่างที่อาจจำกัดการแสดงออกด้านความเชื่อทางจิตวิญญาณการซื้อและสวมใส่เครื่องรางของขลังไทยที่ถูกนำเสนอในรูปแบบของแฟชั่นหรือไลฟ์สไตล์จึงเป็นช่องทางให้ชาวจีนสามารถ ปลดปล่อยและแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่

ด้วยเหตุนี้ เครื่องรางของขลังไทยจึงไม่ได้ขายแค่ "พร" แต่เป็นการ ส่งออก "เสรีภาพทางวัฒนธรรม" (Exporting Cultural Freedom) ที่อนุญาตให้ผู้บริโภคได้แสดงออกถึงอัตลักษณ์และความเชื่อส่วนตัวอย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดจีนมีความต้องการสูงมาก ทำให้ความต้องการสินค้าสายมูของไทยมีความทนทานและลึกซึ้งในเชิงกลยุทธ์

กลยุทธ์การเจาะตลาดจีนด้วย KOLs และ Douyin

การเข้าถึงตลาดจีนต้องอาศัยกลยุทธ์ดิจิทัลที่เจาะจง การใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักของจีน เช่น Douyin (TikTok จีน) และ Little Red Book เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างการรับรู้และยอดขาย Key Opinion Leaders (KOLs) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการโน้มน้าวผู้บริโภคจีน โดยแบรนด์หรูประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับ KOLs ที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์แบรนด์สายมูไทยจึงควรใช้ KOLs/KOCs (Key Opinion Consumers) เพื่อรีวิวสินค้าในรูปแบบวิดีโอสั้นที่เน้นความสวยงาม สุนทรียภาพ และการผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย

กลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์จะต้องเน้น 'ความเป็นไทย' (Thainess) ควบคู่ไปกับ การสร้างเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงสากล (Universal Storytelling) ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงเครื่องรางเข้ากับการเพิ่มความมั่นใจในการทำงานหรือความรัก ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ชาวจีนสามารถเข้าใจได้ง่าย นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นในช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ข้ามพรมแดนก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยการใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่จัดส่งทั่วโลก มีระบบการชำระเงินที่น่าเชื่อถือ (เช่น PayPal) และไม่มีภาษี จะช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อขายระหว่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคต่างชาติ

การขยายตลาดสายมูไทยสู่ตลาดจีนนั้น ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักสี่ด้าน คือ

ด้านแรกคือ ผลิตภัณฑ์และการออกแบบ ที่ต้องเน้น "Faith Fashion" ผสมผสานดีไซน์ร่วมสมัย เช่นเดียวกับกรณีของ THAIS ECOLEATHERS ที่ใช้กระเป๋าและเครื่องประดับซ่อนลวดลายมงคล เพื่อตอบโจทย์ Gen Z ที่ใช้สินค้าในการแสดงออกถึงอัตลักษณ์

ด้านที่สองคือ การตลาดดิจิทัล โดยแนะนำให้ใช้ KOL/KOC ในแพลตฟอร์ม Douyin/Little Red Book ด้วยการรีวิวผลิตภัณฑ์ในรูปแบบวิดีโอสั้นที่เน้นความงามและไลฟ์สไตล์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย Gen Z จีนได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ

ด้านที่สามคือ การสื่อสารแบรนด์ ซึ่งต้องเน้น 'ความเป็นไทย' (Thainess) ควบคู่กับการสื่อสารเชิง 'การเสริมพลัง' เช่น การเชื่อมโยงเครื่องรางกับการเพิ่มความมั่นใจและแรงจูงใจสู่ความสำเร็จซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างจากตลาดท้องถิ่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน

และด้านสุดท้ายคือ ช่องทางการจัดจำหน่าย ที่ต้องรองรับการชำระเงินข้ามพรมแดนและการขนส่งที่น่าเชื่อถือ โดยการใช้ E-commerce แพลตฟอร์มเฉพาะทางที่รับ PayPal และสามารถจัดส่งทั่วโลก จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกในการซื้อขายระหว่างประเทศ

เร่งจดทะเบียน 'มูเตลู' สร้างความโปร่งใส สกัดโกง

แม้ว่าตลาดสายมูจะมีศักยภาพสูง แต่ความเชื่อถือก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพนำไปใช้ในการหลอกลวงผู้บริโภคได้ เช่น การแอบอ้างเป็นร่างทรงหรือการหลอกระดมทุนทำบุญ ซึ่งพบผลตอบรับเชิงลบในโซเชียลมีเดีย แม้จะมีสัดส่วนน้อย แต่ก็กระทบต่อภาพรวมความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ในอดีตยังเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์พุทธคุณของวัตถุมงคลเกินจริงเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดมูเตลูในยุคดิจิทัลจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการควบคุมคุณภาพและจริยธรรม การดำเนินการที่สำคัญคือการสร้างมาตรฐานคุณภาพของสินค้า (Quality Control) และการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นจากภาครัฐ โดยเฉพาะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)การสร้างความโปร่งใสและระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมดุลเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความไว้วางใจในระยะยาว ซึ่งจะส่งเสริมให้ตลาดเติบโตได้อย่างยั่งยืน

การยกระดับธุรกิจสายมูจากระดับวิสาหกิจชุมชนไปสู่ระดับสากลต้องอาศัยการสร้างความน่าเชื่อถือเชิงสถาบัน การจดทะเบียนนิติบุคคลและการมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภคต่างชาติ
นอกจากนี้ การสื่อสารแบรนด์ต้องปรับเปลี่ยนโดยไม่ใช้ความเชื่อเป็นจุดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นย้ำถึงคุณค่าและคุณภาพของสินค้าควบคู่ไปด้วย

สำหรับตลาดคนรุ่นใหม่ การสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งโดยการอธิบาย "เหตุผล" เชื่อมโยงความเชื่อกับข้อมูลเชิงบวกทางจิตวิทยา (เช่น การเสริมความมั่นใจและการมีแรงจูงใจ) จะช่วยให้ตลาดขยายตัวและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น การที่แบรนด์สามารถนำเสนอว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพจิต (Mental Wellness) จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...