น้องสาวคนดี สามีพี่ยกให้เจ้า!
ข้อมูลเบื้องต้น
ครอบครัวหันหลัง สามีไม่เหลียวแล หลังแต่งงานเพียงหนึ่งวัน เขาก็แต่งภรรยาอีกคนทันทีและสตรีผู้นั้นก็คือน้องสาวของนาง! ซูเนี่ยนเหยียดยิ้มเย้ยหยัน หากอยากได้นักก็เอาไปเลย ชาตินี้นางยกให้!
บทนำ
มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลซู ซูเนี่ยนมีสัญญาหมั้นหมายกับคุณชายเว่ยชิงชานซื่อจื่อแห่งจวนอ๋อง
มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าคุณชายเว่ยชิงชานแม้จะมีสัญญาหมั้นหมายกับคนพี่ แต่ใจนั้นเป็นปฏิพัทธ์ต่อคนน้องคุณหนูรองซู ซูเจินเจิน
ซูเนี่ยนรู้แต่ยังแต่งงานกับเขา ไม่คิดว่าวันต่อมาเขาจะแต่งซูเจินเจินเข้ามาเป็นชายารอง พี่น้องแต่งสามีคนเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกันแต่คนที่ได้รับความรักกลับมีเพียงน้องสาว ในขณะที่พี่สาวถูกเยาะเย้ยถากถาง
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เพราะอีกฝ่ายอ่อนหวานและอ่อนโยนเป็นดวงใจของพ่อแม่และพี่ชาย รวมทั้งคู่หมั้นของนาง
ทุกคนรักซูเจินเจินหาใช่ซูเนี่ยนไม่
ต่อให้นางจะเจ็บเจียนตายตรงหน้า คนที่พวกเขาจะเข้าไปช่วยเหลือก็มีเพียงซูเจินเจินเท่านั้น
ชาตินี้ซูเนี่ยนไม่เคยถูกรัก
หากชาติหน้ามีจริง ขอให้มีสักคนที่รักนาง
ซูเนี่ยนขอเพียงเท่านั้น ไม่ขออะไรอีกเลย
///
ขออนุญาตแนะนำนางเอกน้องใหม่ของไรท์คะ เป็นนิยายแนวจีนโบราณ
อัพเดตวันละ 1 ตอน 18.00 น (เปิดอ่านฟรี หลังจากนั้นจะเริ่มติดเหรียญนะคะ)
ดาราดา
เสียสละ
1.เสียสละ
มันเริ่มตั้งแต่เมื่อใด อาจจะเป็นตอนที่แคว้นฉินรบกับแคว้นจ้าว แคว้นเซี่ยเล่นงานอาณาจักรเฟิงหยวน แคว้นถูประสบกับภัยแล้ง หรืออาณาจักรตงประสบกับภัยหนาว แต่ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะอยู่ที่แคว้นหรือเมืองใดผลกระทบนั้นก็กระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก นำพามาซึ่งโรคระบาด
ก่อนที่โรคนั้นจะแปรเปลี่ยนคนธรรมดาให้บ้าคลั่ง
พวกเขาเริ่มกัดกินกันเอง หายนะของมนุษย์ดำเนินมาจนสุดทาง กระทั่งสัตว์ธรรมดายังดุร้าย ราชวงศ์แต่ละแคว้นล่มสลาย ผู้ฝึกยุทธ์ต้องขึ้นมาปกครอง กลายเป็นเจ้าครองเมือง สร้างกำแพงสูงชันปกป้องตนเอง
ที่เมืองถงหรงแคว้นโจวก็เป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องเลวร้าย แม้จะเป็นเมืองเล็กแต่พวกเขาก็เอาตัวรอดได้ดีในยุคล่มสลาย ส่วนหนึ่งเพราะที่นี่ถูกปกครองด้วยท่านอ๋องห้าผู้มีพลังยุทธ์ขั้นหกและยังเป็นที่ตั้งของสำนักฉือหง สำนักฝึกตนที่เก่งกาจ
ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าพวกเขาจะหลีกเลี่ยงเภทภัยไปได้ทุกเรื่อง
เมื่อองค์กษัตริย์แห่งแคว้นโจวมีรับสั่งให้เมืองถงหรงส่งมอบเสบียงอาหารไปให้เมืองหลวง
ไม่เช่นนั้นจะยกกองทัพมาประชิด
เมืองถงหรงนั้นเรียกได้ว่าเป็นเมืองชายแดนที่เคยยากจนข้นแค้น พอเกิดเรื่องไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากเมืองหลวงแม้แต่น้อย บัดนี้พอตั้งตัวได้ทางนั้นกลับเรียกร้องให้ส่งเสบียงอาหารไปให้
ในสถานการณ์เช่นนี้ ราชวงศ์จะสำคัญอะไรปากท้องสำคัญยิ่งกว่า
กษัตริย์ที่ระแวงพี่น้องกลัวว่าจะถูกแย่งชิงบัลลังก์ ขับไล่ให้มาอยู่ชายแดน
เมืองถงหรงตั้งตนเป็นเอกเทศแล้ว
กระนั้นท่านอ๋องห้าก็ไม่ประสงค์ให้มีการสู้รบ เพราะถ้ามีคนตายพวกซากศพก็จะเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น ทั้งยังดึงดูดให้สัตว์ร้ายตามกลิ่นเลือดมา
ระหว่างที่กำลังหนักพระทัยคิดไม่ตก อาณาจักรเฟิงหยวนก็ส่งราชทูตมาเจรจาแลกเปลี่ยน
กล่าวว่าองค์ราชาสือเทียนประสงค์แลกเปลี่ยนสัมพันธไมตรีกับเมืองถงหรง หากพวกเขายินดีส่งคุณหนูตระกูลซูไปอภิเษกสมรสกับองค์ชายในพระองค์แลกกับศัสตราวุธ นี่นับเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ
ในตอนนี้นอกจากเสบียงอาหาร อาวุธก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เอาไว้สู้กับพวกซากศพที่รุกรานเข้าใกล้ และผู้คนที่จ้องจะแย่งชิง
อีกประการหากได้สานสัมพันธ์กับอาณาจักรใหญ่ จากนี้คงไม่ต้องทนไว้หน้าเมืองหลวง
ข้อแลกเปลี่ยนของพวกเขานั้นดีมาก
เพียงแต่ตระกูลซูคือตระกูลของเจ้าสำนักฉือหง คนที่เหมาะสมและสามารถจะแต่งออกได้ตอนนี้มีเพียงแค่สองคนคือคุณหนูใหญ่ซูเนี่ยนกับคุณหนูรองซูเจินเจิน หากแต่คุณหนูใหญ่นั้นเป็นพระคู่หมั้นของซื่อจื่อแห่งจวนอ๋องเว่ยชิงชาน
เช่นนั้นคนที่ต้องไปก็เหลือเพียงคุณหนูรอง ถ้าเมืองถงหรงตอบตกลง
เพราะเหตุนี้เอง ฮูหยินท่านเจ้าสำนักถึงได้เป็นลมล้มพับ อาณาจักรเฟิงหยวนยิ่งใหญ่เพียงนั้นได้ยินว่าพวกเขาป่าเถื่อนและหัวรุนแรง อีกทั้งทางใต้พวกซากศพก็ดุร้ายกว่า จะให้ส่งบุตรสาวที่รักไปได้อย่างไร
ไม่ใช่แค่ฮูหยินใหญ่ซูที่คัดค้าน กระทั่งซื่อจื่อจวนอ๋องเองก็ด้วย
เขาถึงขั้นคุกเข่าขอร้องพระบิดา ให้ปฏิเสธอาณาจักรเฟิงหยวน
ไม่มีใครไม่รู้ว่าเขารักคุณหนูรองซูมากเพียงใด
แต่ถ้าปฏิเสธ นอกจากพวกเขาจะไม่ได้ศัสตราวุธไว้สู้รบกับเมืองหลวง อาจจะทำให้อาณาจักรเฟิงหยวนขุ่นข้องหมองใจไปด้วย ทางนั้นยื่นไมตรีมาให้ขนาดนี้แล้ว เมืองถงหรงกลับปฏิเสธ คิดว่ามีอีกกี่เมืองที่ต้องการโอกาสดี ๆ เช่นนี้
“ท่านแม่เป็นเช่นไรบ้าง”
“ฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”
ซูเนี่ยนหลับตาลงนึกถึงฝันร้ายที่ยาวนาน ท่านอ๋องจะปฏิเสธการสานสัมพันธ์ครั้งนี้ตามความต้องการของซื่อจื่อ ทำให้เมืองถงหรงไม่ได้รับศัสตราวุธอย่างที่ต้องการ ถึงอย่างนั้นอาณาจักรเฟิงหยวนก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรพวกเขาแค่กลับไปเท่านั้น
หลังจากนั้นนางจะได้แต่งเข้าจวนอ๋องตามสัญญาหมั้นหมาย แต่วันต่อมาน้องสาวก็ได้แต่งเข้าจวนอ๋องเช่นกัน
คุณหนูใหญ่ซูเป็นที่หัวเราะเยาะไปทั่ว
เป็นมารขวางความรักน้องสาว ชายาเอกควรเป็นซูเจินเจิน
ซูเนี่ยนหาได้สนใจ จนกระทั่งเมืองหลวงยกทัพมาจริง ๆ หมายจะยึดครองเมืองถงหรงแย่งชิงเสบียงอาหาร ต่อให้เก่งกาจเพียงใดก็เพลี่ยงพล้ำได้ อีกฝ่ายมีอาวุธและไพร่พลมากกว่า เมื่อกำแพงถูกทำลายไม่ใช่แค่ทหารหลวงที่บุกเข้ามาได้แต่พวกซากศพก็มาด้วย
ท้ายที่สุดเมืองถงหรงก็ไม่อาจจะดำรงอยู่ได้อีกต่อไป
เมืองหลวงไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ พวกซากศพเพิ่มจำนวนขึ้น เป็นหายนะเลวร้าย
ซูเนี่ยนต่อสู้จนตัวตาย มองดูสวามีและครอบครัว ปกป้องน้องสาวไว้ด้านหลัง นางก็ตระหนักรู้ ต่อให้พยายามเพียงใด ก็ไม่มีทางเข้าไปอยู่ในใจของพวกเขาได้
แม้นว่านางจะตายตกไป พวกเขาก็ไม่หันมามอง
กระทั่งก่อนที่จะกลายเป็นซากศพ ก็เป็นสามีที่บั่นคอนางเพื่อหยุดไม่ให้นางทำร้ายผู้ใด
“ข้าจะไปพบท่านพ่อ”
ไม่ว่าฝันนั้นจะจริงหรือเท็จ ซูเนี่ยนก็ตัดสินใจแล้ว
ในเมื่อไม่มีใครรักนาง เช่นนั้นนางก็จะรักตัวเอง
ร่างระหงมุ่งหน้าตรงมาที่ห้องทำงานของซูหนาน เจ้าสำนักฉือหงคนปัจจุบันบิดาของนาง ภายในนั้นไม่ได้มีเพียงซูหนานแต่ยังมีเหล่าศิษย์พี่ ศิษย์พี่ใหญ่เจียงเทียนอี ศิษย์พี่สามกงเพ่ยจวิน ศิษย์พี่สี่เย่วหลิงอันและพี่ชายของนางซูจงหมิน สีหน้าของพวกเขาเคร่งเครียดมึนตึง
และนางรู้ว่าพวกเขาเครียดเรื่องอะไร
“เนี่ยนเนี่ยน”
“คารวะท่านพ่อ พี่ใหญ่ ศิษย์พี่ทั้งสาม” หญิงสาวยอบกายลงคารวะ
“เจ้ามาหาพ่อ มีเรื่องอะไรหรือ”
ปกติแล้วลูกสาวคนโตเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด ไม่เหมือนซูเจินเจินที่ออดอ้อน หากว่าซูเนี่ยนมาหาแสดงว่าจะต้องมีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้น “หรือว่าพวกซากศพจะรุกรานมาใกล้”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ที่ข้ามาเพราะเรื่องของอาณาจักรเฟิงหยวน”
หลายคนนิ่งแล้วหันมามองนาง เรื่องนี้จะว่าเกี่ยวกับหญิงสาวก็เกี่ยว เพราะซูเนี่ยนคือคุณหนูตระกูลซู หากไม่ใช่เพราะว่ามีคู่หมั้นแล้วบางทีคนที่อาจจะถูกส่งตัวไปคงเป็นนาง
“ข้อเสนอของอาณาจักรเฟิงหยวน ข้าจะเป็นคนไปเองเจ้าค่ะ”
ไม่มีใครคิดว่าซูเนี่ยนจะเสนอตัวเอง พวกเขาตกใจ
มองดูแววตาและท่าทางที่ไร้ซึ่งความลังเล ก็รู้ว่านางตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว
“ไม่ได้ เจ้าก็รู้ว่าอาณาจักรเฟิงหยวนเป็นเช่นไร พวกเขาป่าเถื่อนและโหดร้าย” คนที่ห้ามคือศิษย์พี่ใหญ่
“แต่เราต้องการอาวุธ”
“เนี่ยนเนี่ยน”
“ข้ารู้ว่าท่านไม่ยินดีที่จะส่งนางไป” นางที่ว่าก็คือซูเจินเจิน ซูเนี่ยนมองหน้าบิดา
ซูหนานนิ่งงันแล้วคิดว่าเขายินดีจะส่งนางไปเช่นนั้นเหรอ
หญิงสาวไม่พูด สายตาที่นางใช้มองบอกแบบนั้น
“เจ้า” นี่ทำให้ผู้เป็นพ่อถึงจะพูดไม่ออก แม้จะรักลูกสาวคนรองมากกว่า แต่ซูเนี่ยนก็เป็นลูกสาวของเขาเช่นกัน ส่งนางไปอาณาจักรเฟิงหยวน ไม่เท่ากับว่าส่งนางไปตายหรือ
เหตุผลอะไรที่อาณาจักรเฟิงหยวนต้องการคุณหนูตระกูลซู ยังไม่มีใครรู้ เพียงแค่อยากได้เจ้าสาวเช่นนั้นหรือ มันต้องมีจุดประสงค์มากกว่านั้น
พวกเขาคงไม่ขาดแคลนสตรี
“ข้าตัดสินใจแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ”
แต่ซูเนี่ยนไม่ลังเลเลย
หากคนที่ถูกส่งไปเป็นนาง ทุกคนคงไม่มานั่งกลัดกลุ้มอยู่แบบนี้ ท่านแม่เองก็ไม่ต้องเสียใจจนล้มป่วย ศิษย์พี่รองหรือว่าคู่หมั้นของนางเว่ยชิงชาน คงไม่คุกเข่าขอร้องพระบิดาให้เปลี่ยนพระทัย
อีกทั้งหากได้ศัสตราวุธ เมืองถงหรงจะมีไพ่เหนือว่าเมืองหลวงทันที พวกเขาจะทำอะไรต้องคิดให้ดี ไม่กล้ากำแหงอีก ใครจะอยากสู้กับเมืองที่มีแสนยานุภาพ
ซูเนี่ยนคิดทบทวนดีแล้ว
“เพื่อบ้านเมือง”
“เพื่อบ้านเมืองจริงหรือ” เจียงเทียนอีมองศิษย์น้องเล็กด้วยความไม่เห็นด้วย
“เราต้องการอาวุธมากเพียงใด ทุกคนรู้ดี ให้ข้าไปเถิดเจ้าค่ะ”
หากมีอาวุธซูเนี่ยนเชื่อว่าเหตุการณ์ในความฝันของนางจะไม่เกิดขึ้น เมืองหลวงอาจจะไม่ยกทัพมาหรือถ้ายกทัพมาก็คงเอาชนะไม่ได้
“เจ้าแน่ใจหรือเนี่ยนเนี่ยน”
“แน่ใจเจ้าค่ะ”
ซูเนี่ยนมองหน้าบิดา
“แล้วสัญญาหมั้นหมายของเจ้าเล่า”
“ข้ายกให้”
“ยกให้งั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ ข้ายกให้นาง”
ในเมื่อซูเจินเจินอยากได้นัก ก็รับไป
บุตรสาวตัดสินใจแล้ว หากจะมีใครห้ามปรามก็คงเป็นบิดา ถึงอย่างนั้นซูหนานก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงนำเรื่องไปกราบทูลท่านอ๋อง
เป็นท่านอ๋องมากกว่าที่หนักใจ ถึงขั้นให้องครักษ์ข้างพระองค์มาถามไถ่ว่านางสมัครใจจริงหรือถูกบังคับ
นี่ทำให้ซูหนานละอายใจไม่น้อย ความลำเอียงของเขาขนาดเจ้านายเหนือหัวยังรู้
“ข้าเต็มใจ” ซูเนี่ยนยืนยันในคำตอบของนาง
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอร้องท่านอ๋อง”
จนกว่าจะถึงวันเดินทางเรื่องของนางห้ามแพร่งพราย
ซูเนี่ยนฝากให้องครักษ์เงาไปแจ้งความประสงค์
คนที่ไม่อยากให้รู้เป็นใครคิดว่าท่านอ๋องทรงทราบดี ไม่ใช่กังวลว่าเว่ยชิงชานจะมาห้ามนาง แต่ซูเนี่ยนอยากจะทรมานเขาเป็นครั้งสุดท้ายให้คิดว่าคนที่จะต้องจากไปเป็นซูเจินเจิน สตรีที่เขารัก
แม้จะมองจุดประสงค์ออก แต่ท่านอ๋องก็ยอมทำตามคำขอของนาง
ซูเนี่ยนนับเป็นว่าที่ลูกสะใภ้คนโปรดหากไม่ใช่เพราะบุตรชายของเขาควงคู่ซูเจินเจินไปไหนมาไหนจนคนเขาลือกันทั่ว ซูเนี่ยนจะตัดสินใจจากไปเช่นนี้หรือ
นางไม่ใช่เพียงเสียสละ ยังต้องการหนีจากความขับข้องใจ ทั้ง ๆ ที่เป็นว่าที่พระชายาที่ถูกต้องกลับถูกทอดทิ้งไว้ด้านหลัง
“นำแหวนมิติของข้ามอบให้นางเป็นสินเดิม”
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!” แหวนมิตินับเป็นของที่หายากยิ่งนัก ในครอบครองของท่านอ๋องมีเพียงสองวงเท่านั้น
“แต่เดิมก็ตั้งใจยกให้นางอยู่แล้ว”
“แหวนวงเดียว ไม่เท่ากับการเสียสละของนาง”
ศัสตราวุธที่จะได้รับ ความแข็งแกร่งของเมืองถงหรง
พ่อบ้านจงไม่มีคำพูดใดอีก แหวนวงนี้แต่เดิมเป็นของพระชายา เมื่อสิ้นพระนางก็จะมอบให้แก่นายหญิงแห่งจวนอ๋องคนต่อไป นี่เท่ากับว่าแม้ซูเนี่ยนจะจากไปแต่นางเป็นคนที่ท่านอ๋องยอมรับในฐานะลูกสะใภ้
ไม่กี่วันหลังจากนั้นแหวนมิติก็มาอยู่ในมือของนาง
หญิงสาวหลับตาลง นึกขอบคุณที่ท่านอ๋องมีเมตตา
“จัดเตรียมเสบียงอาหารให้มากหน่อย ไม่รู้ว่าที่แดนใต้จะเป็นเช่นไร” ได้ยินว่าย่ำแย่มากกว่าตะวันออก
“เจ้าค่ะ”
พรุ่งนี้นางก็ต้องจากไป ทั้งที่ควรกังวลในใจกลับสงบ ไม่รู้ว่าการเลือกครั้งนี้ จะทำให้ต้องตายอย่างอเนจอนาถเช่นความฝันหรือไม่
“คุณหนูเจ้าคะนายท่านให้มาตามไปที่ห้องโถง”
“มีแขกมาหรือ”
“เป็นซื่อจื่อเจ้าค่ะ”
ร่างบางนิ่งงันนับจากวันที่นางตื่นจากฝันร้ายก็ไม่ได้เจอเขาเลย ไม่ใช่ว่านางหลีกเลี่ยงแต่ปกติทั้งสองก็ไม่ค่อยได้พบหน้ากันอยู่แล้ว ทั้งที่เป็นพระคู่หมั้น กระทั่งวันเทศกาลคนที่เขามารับไปเที่ยวก็ยังเป็นซูเจินเจิน
จะไม่ให้ซูเนี่ยนโกรธได้อย่างไร
ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว
ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าเขาคุกเข่าขอร้องท่านอ๋องให้ปฏิเสธข้อเสนอของอาณาจักรเฟิงหยวนไปจนล้มป่วย นี่คงหายดีแล้วถึงได้มาที่นี่ได้
และจุดประสงค์ที่มา
ซูเนี่ยนไม่อยากคาดเดา แต่นางคิดว่ารู้คำตอบ
ฮาโลฮาโลลล ฝากเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยงับบบ
ยอมจากไป
2.ยอมจากไป
“ท่านพ่อให้คนไปตามข้าหรือเจ้าคะ” ซูเนี่ยนมาถึงที่ห้องโถง นอกจากบิดาและเว่ยชิงชานก็มีน้องสาวคนดีของนางอยู่ด้วย
ซูเจินเจินตอนนี้ใบหน้าเศร้าหมองดวงตาแดงก่ำ มีคู่หมั้นของนางนั่งอยู่เคียงข้าง ซูหนานมองภาพนี้แล้วขมวดคิ้วแม้จะรู้ดีว่าซูเนี่ยนตัดสินใจจะจากไป แต่ตอนนี้นางก็ยังเป็นพระคู่หมั้น
กำลังจะบอกให้ซูเจินเจินย้ายที่นั่ง ซูเนี่ยนก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้ว
ในสายตาของนางนี่ไม่สำคัญเลย
ตลอดมาบิดามารดาไม่เคยใส่ใจ เห็นแก่ความสุขของบุตรสาวคนรองละเลยบุตรสาวคนโตแค่เพราะว่านางเข้มแข็ง
มาเปลี่ยนแปลงตอนนี้มันไม่ทันแล้ว
ใบหน้าของหญิงสาวเรียบเฉยไร้ความรู้สึก นี่ยิ่งทำให้ผู้เป็นพ่อละอายใจ
“ซื่อจื่ออยากจะพบเจ้า”
“ศิษย์พี่รองอยากพบข้าหรือเจ้าคะ”
ซูเนี่ยนหันไปมองเว่ยชิงชาน เขาดูลำบากใจที่จะพูด
หญิงสาวไม่เร่งรัดเพียงรออย่างสงบ ซูเนี่ยนก็เป็นเช่นนี้นางวางตัวนิ่ง ศิษย์พี่สี่เคยบอกให้นางเสแสร้งผู้ชายชอบผู้หญิงอ่อนแอ เขาจะได้ปกป้องได้ ซูเนี่ยนทำไม่ได้ นางฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็กติดตามท่านอาจารย์ออกเดินทาง ไม่รู้ศาสตร์ศิลป์ของสตรีนัก ไม่รู้จักออดอ้อนเหมือนน้องสาวที่ใครเห็นก็เอ็นดู
อาจเพราะว่านางมีนิสัยเช่นนี้ถึงมัดใจคู่หมั้นไม่ได้ และดูโตเกินกว่าจะให้พ่อแม่มาดูแลเอาใจใส่ ทำให้ห่างเหินกัน
“เรื่องอาณาจักรเฟิงหยวนเจ้ามีความคิดเช่นไร”
กว่าเว่ยชิงชานจะถามก็เสียเวลาไปตั้งนาน กลับกันซูเนี่ยนไม่เสียเวลาคิดเลย
นางตอบไปตามตรง “ไม่มีเจ้าค่ะ”
“ไม่มีเลยรึ”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ข้ามิอาจก้าวก่าย ยิ่งไม่ควรคาดเดาความคิดของท่านอ๋อง”
เว่ยชิงชานพูดไม่ออก ทุกครั้งที่พูดคุยกับซูเนี่ยนมักเป็นเช่นนี้
นางเป็นคนฉลาดจนเหมือนว่าเขาเป็นคนโง่ที่ทำอะไรไม่คิด
“เจ้ากำลังต่อว่าข้า?”
“ซื่อจื่อเข้าใจผิดแล้วเพคะ”
มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนใบหน้า ไม่เรียกขานว่าศิษย์พี่รองอีกต่อไป
หญิงสาวซ่อนความเจ็บปวดไว้ลึกสุดหยั่ง ราวกับว่าการได้มองเห็นความตายของตัวเองคือการปลดปล่อยจิตวิญญาณ
ซูเนี่ยนไม่คิดจะจมอยู่กับความทุกข์อีกต่อไป
“ท่านมาที่นี่หวังให้ข้าทำเช่นไร ท่อนอ๋องยังไม่มีรับสั่ง อาณาจักรเฟิงหยวนไร้ท่าที เพียงท่านคุกเข่าสามวันสามคืนก็เป็นที่ตะขิดตะขวงใจแล้ว หากข้าที่เป็นพระคู่หมั้นเข้าไปยุ่งวุ่นวาย เกรงว่าจะสร้างความขุ่นเคืองให้แก่คณะทูตที่มาเยือน”
คำพูดนี้ของซูเนี่ยนถูกต้อง
ซื่อจื่อควรรู้ว่าอะไรควรไม่ควร
พอปรายตามองน้องสาว อีกฝ่ายก็หลบสายตาท่าทางน่าสงสาร
“เจ้า แต่เจินเจินเป็นน้องสาวเจ้า”
“เรื่องนั้นข้าทราบดีเพคะ”
ร่างบางลุกยืน “นางเป็นน้องสาวของข้า”
มีเพียงความเย็นชาเท่านั้นที่มอบให้ ซูหนานมองภาพนี้ด้วยความเจ็บปวด ตั้งแต่เมื่อไรที่ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องร้าวฉานถึงเพียงนี้ ถ้าถามซูเนี่ยนอาจจะพูดได้ว่าตั้งแต่ซูเจินเจินเกิด หญิงสาวไม่เคยได้ใกล้ชิดกับน้องสาว
ซูเจินเจินเป็นเด็กอ่อนแอ ผู้เป็นแม่ต้องคอยดูแลใกล้ชิด
เพราะเหตุผลนี้ทุกคนในบ้านถึงได้ประคบประหงมนางไม่เคยดุด่าว่ากล่าว ไม่เคยสั่งสอนว่าสิ่งใดควรไม่ควร
คอยเกาะแกะกับคู่หมั้นของพี่สาว อยู่เคียงข้างเขา จนในที่สุดชายหนุ่มก็ปันใจ เขาเคยให้คำมั่นว่าจะแต่งงานกับนางเพียงผู้เดียวด้วยซ้ำ
ซูเนี่ยนนึกถึงอดีตก็อยากจะหัวเราะ
“เนี่ยนเนี่ยนไปพักเถอะ”
ก่อนสถานการณ์จะเลวร้ายซูหนานก็บอกให้ซูเนี่ยนไปพัก หญิงสาวไม่พูดอะไรเพียงยอบกายลง ก้าวเดินจากมาอย่างมั่นคง นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน
พรุ่งนี้ถึงวันที่นางต้องเดินทางแล้ว
โคมไฟสีแดงประดับประดาพร้อมเสียงดนตรีดังบรรเลงขับขาน นับจากยุคล่มสลายนี่เป็นครั้งแรกที่มีงานรื่นเริงที่ยิ่งใหญ่ในเมืองถงหรง เกี้ยวเจ้าสาวหรูหราบอกฐานะ สินเดิมลากยาวมองไม่เห็นทิศทางที่จากมา
ขนมมงคลถูกแจกจ่าย เด็กน้อยวิ่งเล่นครื้นเครงส่งเสียงเจื้อยแจ้วสนุกสนานเกือบทุกคนมีความสุข ยกเว้นบิดาของเจ้าสาวที่ยืนนิ่งไม่พูดจา
มองดูขบวนเจ้าสาวที่ห่างไปจากสายตา
ซูเนี่ยนจากไปแล้ว
“ได้ยินว่าคนที่อยู่บนเกี้ยวเจ้าสาวเป็นคุณหนูใหญ่ซูเนี่ยน”
“จะเป็นคุณหนูใหญ่ได้อย่างไร นางมีสัญญาหมั้นหมายกับซื่อจื่อไม่ใช่หรือ”
“เจ้าไม่รู้เรื่องซื่อจื่อกับคุณหนูรองหรือ”
“นี่คงทำให้คุณหนูใหญ่เจ็บซ้ำมากถึงได้จากไป”
“ข้าคิดว่าคุณหนูใหญ่ทำเพื่อบ้านเมือง ตลอดมาก็ได้นางที่คอยปกป้องพวกเราจากพวกซากศพ คุณหนูรองนอกจากเกาะแกะคู่หมั้นของพี่สาวก็ไม่ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ ขนาดว่าสละตัวเองนางยังไม่ยินยอม”
“เห็นแก่ตัวเสียจริง ตระกูลซูก็ช่างกระไร”
“ถึงอย่างนั้นเก็บคุณหนูรองไว้ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน นางรู้วิชาแพทย์”
“ข้านับถือคุณหนูใหญ่ แดนใต้อันตรายเพียงใดทุกคนรู้ดี”
ไล่หลังขบวนเจ้าสาวนอกจากถ้อยคำสรรเสริญยกย่อง ก็เต็มไปด้วยข้อครหาว่ากล่าว
คนที่ควรจะจากไปเป็นซูเจินเจินมากกว่าแต่เพราะนางไม่ยอมเสียสละ อยากได้คู่หมั้นของพี่สาวจนเนื้อตัวสั่น ช่างเป็นสตรีที่ร้ายกาจ กลับกันบางคนก็เห็นด้วยเพราะซูเนี่ยนเก่งต่อสู้ ซูเจินเจินรู้วิชาแพทย์ ในยุคที่เต็มไปด้วยโรคภัยหมอย่อมสำคัญกว่า
คำคนก็เป็นเช่นนี้
ซูหนานเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ต่อให้ผู้พูดจะอยู่ห่างไปก็ยังได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจน
และตัวเขาก็ไม่สามารถแก้ต่างอะไรได้เลยเพียงกลับเข้ามาในจวน
ฟางอวี้พึ่งตื่นร่างกายของนางอ่อนแอเพราะเสียใจ มองดูสามีที่เดินมานั่งที่ข้างเตียงก็ใจคอไม่ดี
“ท่านพี่ข้าได้ยินเสียงประทัด”
“อืม”
“หรือว่า ลูกเรา…” คนเป็นแม่ใจแทบสลาย นางร้องไห้สะอึกสะอื้น ซูหนานมองภรรยาแล้วปลอบโยนนาง
“เจินเจินยังอยู่”
“จริงหรือเจ้าคะ! ท่านอ๋องปฏิเสธอาณาจักรเฟิงหยวนเช่นนั้นหรือ”
“ไม่ใช่” เจ้าสำนักฉือหงส่ายหน้า “เป็นเนี่ยนเนี่ยนที่จากไปแทน”
ฟางอวี้ชะงัก มองหน้าสามี
“เนี่ยนเนี่ยนหรือ”
“เนี่ยนเนี่ยนไปแทนเจินเจิน หลังจากนี้เจ้าก็สบายใจได้”
สบายใจได้?
“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไร ท่านพูดเหมือนว่าข้าดีใจที่นางจากไป”
“แล้วเจ้าไม่ดีใจหรือ เจินเจินก็ยังอยู่”
“เนี่ยนเนี่ยนก็เป็นลูกสาวของข้าเหมือนกัน”
ซูหนานเงียบลง “งั้นหรือ หากเจ้าคิดได้เช่นนั้นก็ดีเพียงแต่คำพูดพวกนี้นางไม่ได้อยู่ฟังแล้ว”
ร่างสูงออกมาจากเรือนไม่อยู่ปลอบภรรยา เพราะจิตใจของเขาตอนนี้ไม่ได้มั่นคง เห็นสายตาของฟางอวี้ตอนที่รู้ว่าซูเนี่ยนไปแทนซูเจินเจินเขาก็พูดไม่ออก นางโล่งใจ เหตุใดจึงโล่งใจได้
ต่อให้จะใกล้ชิดกับลูกสาวคนเล็กมากเพียงใด ก็ไม่ควรเย็นชากับลูกสาวคนโตถึงเพียงนี้ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิด
เมื่อก้าวออกมาจากเรือนก็เห็นซูเจินเจินที่รีบร้อนวิ่งมา
“ท่านพ่อ เรื่องพี่สาวจริงหรือเจ้าคะ” ที่นางรีบร้อนก็เพราะอยากรู้เรื่องนี้
ซูหนานมองลูกสาวคนเล็ก
เขาผิดต่อบุตรสาวคนโตยิ่งนัก
“เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนแม่เจ้าเถอะ ช่วงนี้อย่าพึ่งออกไปไหน”
“แต่ข้ามีเรื่องอยากพูดกับพี่ชิงชาน”
“พี่สาวเจ้าไม่อยู่แล้ว ต่อไปเจ้าก็จะได้แต่งงานกับเขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อน”
“ท่านพ่อ”
เป็นครั้งแรกที่ซูเจินเจินได้เห็นแววตาเย็นชาของบิดา
นางก้มหน้าลงด้วยความตื่นตระหนก ซูหนานไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงเดินจากมา ไม่นานคนของท่านอ๋องก็มาตามให้เขาไปดูศัสตราวุธที่ได้รับจากอาณาจักรเฟิงหยวน ทั้งหมดล้วนเป็นของชั้นดีที่จะช่วยให้เมืองถงหรงแข็งแกร่งขึ้น
กระนั้นแววตาของเจ้าสำนักฉือหงก็ไร้แววยินดี
เพราะอาวุธที่ได้รับนี้อาจจะแลกมาด้วยชีวิตของลูกสาวของเขา
“ไม่ใช่ของดีหรือ”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ ทั้งหมดล้วนเป็นของดีโดยเฉพาะกระบี่เล่มนี้ นี่คืออาวุธระดับจิตวิญญาณ”
อาวุธระดับจิตวิญญาณต่างจากอาวุธสามัญตรงที่มันมีจิตนึกคิด หากอยู่ในมือของผู้ฝึกกระบี่และมีพลังยุทธ์จะต้องสำแดงอานุภาพที่ร้ายกาจแน่
“อาวุธระดับจิตวิญญาณ” ท่านอ๋องหยิบกระบี่ขึ้นมาพิจารณา ไม่คิดว่าอาณาจักรเฟิงหยวนจะใจกว้างถึงเพียงนี้
โดยปกติอาวุธระดับจิตวิญญาณก็หายากอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงยุคล่มสลาย “ไม่รู้ว่านับเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ที่พวกเขาใจกว้าง”
ดี ที่ได้อาวุธระดับนี้มาครอบครอง
ที่ไม่ดีคือ เหตุใดเขาถึงมอบอาวุธระดับนี้ให้
เป็นหลักประกันว่าซูเนี่ยนจะอยู่รอดปลอดภัย
หรือเป็นของที่ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับนาง พวกเขาจะได้ไม่ทวงถาม
“ท่านพ่อ”
กระบี่ถูกลดลง ท่านอ๋องหันไปมองบุตรชายเล็กน้อยแต่ไม่ตรัสคำใด
เว่ยชิงชานคงรู้เรื่องที่ซูเนี่ยนจากไปแล้ว
“กระบี่เล่มนี้มอบให้เจ้าจัดการ”
ซูหนานมองท่านอ๋องห้า กระบี่ถูกยื่นมาตรงหน้าเขาไม่ใช่ซื่อจื่อ “เนี่ยนเอ๋อร์เคยกล่าวว่าศิษย์พี่ใหญ่ของนางเชี่ยวชาญวิชากระบี่ที่สุด”
“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“กระบี่เล่มนี้ หากไม่ใช่เพราะนางก็คงไม่ได้มาครอบครอง เช่นนั้นก็สมควรมอบให้คนที่นางเห็นว่าเหมาะสม”
ซูหนานพยักหน้าและรับเอากระบี่ระดับจิตวิญญาณมาถือไว้ เขาไม่ได้มองเว่ยชิงชาน ความจริงอีกฝ่ายก็เป็นผู้ฝึกฝนวิชากระบี่เช่นกัน นี่เป็นการตัดสินพระทัยของท่านอ๋อง
รับกระบี่มาแล้วนายท่านตระกูลซูก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อ
“ที่ป้อมปราการที่สาม ต่อจากนี้เจ้าต้องเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ” เว่ยชิงชานละสายตาจากกระบี่ที่ซูหนานรับไป ก่อนจะมองพระบิดาที่มีรับสั่ง
ตั้งแต่เกิดโรคระบาดและซากศพกลับมามีชีวิต กำแพงเมืองแทบทุกเมืองก็ถูกเสริมให้แน่นหนาแข็งแรง ที่เมืองถงหรงทุกช่วงเวลามีทหารคอยพลัดเปลี่ยนเวรยามดูแลความเรียบร้อย นอกจากนั้นก็จะมีผู้ฝึกยุทธ์ประจำอยู่ที่ป้อมปราการ
กำแพงทางใต้คนที่คอยดูแลอยู่ก็คือซูเนี่ยน
นางเป็นผู้ฝึกยุทธ์ อีกทั้งยังเก่งกาจมาก
ระดับพลังอยู่ที่ขั้นห้าเทียบเท่ากับเขา
เพราะแบบนี้เมื่อบิดามีรับสั่งให้ดูแลทางทิศใต้เว่ยชิงชานจึงไม่กังวล “ขอรับท่านพ่อ”
“ส่วนเรื่องสตรีของเจ้า รอให้ผ่านพ้นช่วงสัตว์คลุ้มคลั่งไปก่อน ถึงตอนนั้นคิดอยากจะแต่งนางมาแทนที่เนี่ยนเอ๋อร์ ข้าก็จะไม่ห้ามปราม”
“แต่กว่าจะผ่านพ้นช่วงสัตว์คลุ้มคลั่งก็หลายเดือนนะขอรับ”
“เจ้ารอ ไม่ได้เลยรึ” แววตาที่มองมานอกจากผิดหวังยังเสียใจ “เช่นนั้นลองออกจากจวนแล้วฟังคำวิจารณ์ของชาวเมืองดู หากดันทุรังรับนางเข้ามาคิดว่าผลจะเป็นเช่นไร”
“…”
“ไม่รู้สึกผิดไม่พอ ยังรีบร้อนหาคนมาแทนที่นาง”
“ท่านพ่อ”
“สำนึกถึงความเสียสละของนางเสียชิงชาน หากเรื่องเพียงเท่านี้เจ้ายังคิดไม่ได้ ตำแหน่งซื่อจื่อก็ไม่คู่ควร!”
ไม่เคยมีสักครั้งที่อ๋องห้าจะต่อว่าบุตรชายอย่างหนักหน่วงถึงเพียงนี้ ในสายตาเขาแม้ว่าทั้งซูเนี่ยนกับซูเจินเจินจะเป็นคุณหนูตระกูลซูเช่นเดียวกัน แต่คนที่เหมาะสมจะเป็นชายาเอกมีเพียงซูเนี่ยน
ตำแหน่งชายา ใช่ว่าใครอยากเป็นก็เป็นได้
สตรีผู้นั้นต้องเหมาะสม ฉลาดและรู้จักปกครองคน
และในสายตาของท่านอ๋องแล้ว คุณหนูรองตระกูลซูไม่มีคุณสมบัตินั้น
ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยงับบบ
เดินทาง
3.เดินทาง
เมื่อออกจากเมืองถงหรง เกี้ยวเจ้าสาวก็ต้องเปลี่ยนเป็นรถม้าเพื่อความสะดวกในการเดินทาง แดนตะวันออกไปแดนใต้ต้องใช้เวลาเดินทางนานนับเดือน และกว่าจะถึงอาณาจักรเฟิงหยวน นี่ยังไม่พูดถึงถ้าหากว่าเจออุปสรรคอย่างเช่นพวกซากศพหรือสัตว์ดุร้ายมาขวางทาง หรือเจอสภาพอากาศที่เลวร้ายย่ำแย่
บางทีอาจจะใช้เวลามากกว่าที่คิด นางจึงจะเดินทางไปถึงที่อาณาจักรเฟิงหยวน
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โรคระบาดที่นางได้เดินทางไกลถึงเพียงนี้ คิดถึงบรรยากาศและสายลม ก็รู้สึกอิสระเสรี
“ศิษย์พี่ใหญ่ส่งข้าเพียงเท่านี้ก็พอเจ้าค่ะ” พวกเขาสมควรจะไปส่งนางให้ถึงอาณาจักรเฟิงหยวนได้ซ้ำ แต่ถ้าข้ามเขาลูกนี้ก็จะออกจากเขตตะวันออกแล้ว ที่รอยต่อเต็มไปด้วยพวกซากศพ นางไม่อยากให้พวกเขาต้องมาเสี่ยงอันตราย
“ได้อย่างไร” เจียงเทียนอีสั่นศีรษะ
เขาเป็นคนเดียวที่เป็นห่วงนางด้วยใจจริง แม้แต่พี่ชายของนางก็ยังไม่เป็นห่วงนางเท่ากับเขา นี่ทำให้หญิงสาวยิ้มออก
“ข้าไม่เป็นอะไรหรอกเจ้าค่ะ พวกท่านควรรีบกลับไปดูแลเมืองถงหรงแทนข้า”
ไม่มีนางอยู่และไม่มีพวกเขา ถ้าหากพวกซากศพเข้ามาใกล้ชาวเมืองจะตกอยู่ในอันตราย
เจียงเทียนอีมองศิษย์น้องเล็กแล้วถอนหายใจกระทั่งตอนนี้นางก็ยังเป็นห่วงผู้อื่นมากกว่าตนเอง “พวกเขาอยู่หลังกำแพง ต้องกังวลเรื่องอะไร เจ้าเสียอีกที่ต้องเดินทางผ่านพวกมัน”
“ข้าคิดว่าพวกเขามีเส้นทางที่หลีกเลี่ยงไปได้”
พวกเขาที่ว่าหมายถึงคณะทูตจากอาณาจักรเฟิงหยวน นางคาดเดาจากรถม้าที่ไร้ร่องรอยขีดข่วน แม้เลือดกระเซ็นก็ไม่มีให้เห็น
นี่แสดงว่ารถม้าหลังนี้ไม่เคยผ่านเหตุการณ์ปะทะมาก่อน
หรือไม่พวกเขาก็ทำความสะอาดก่อนถึงถงหรง แล้วเหตุใดต้องทำเรื่องเสียเวลาเช่นนั้นด้วย
เจียงเทียนก็คิดเช่นเดียวกัน เขามองไปที่คนของเฟิงหยวน
“พวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิ้น”
“เช่นนั้นศิษย์พี่ใหญ่ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงข้าแล้ว” นางยิ้ม
ต่อให้เก็บซ่อนไว้ลึกเพียงใด แต่นั่นก็เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อย
เจียงเทียนอีพูดไม่ออก ไม่รู้เลยว่าชะตาชีวิตซูเนี่ยนต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร
“เจ้าต้องส่งนกมาหาข้าบ่อย ๆ หากไม่อยากให้เป็นกังวล”
“ย่อมได้เจ้าค่ะ” หากว่ามีโอกาส
กว่าจะเกลี้ยกล่อมจนศิษย์พี่ยอมกลับไป ก็เป็นตอนที่พวกเขามาถึงที่ตีนเขาแล้ว ซูเนี่ยนเอ่ยคำล่ำลาอย่างสุภาพกับศิษย์พี่อีกสองคน ศิษย์พี่สามเพียงบอกให้นางโชคดีแล้วมองมาด้วยความหนักใจ ส่วนศิษย์พี่สี่ร่ำไห้กลัวว่านี่จะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย
“หากมีโอกาสเจ้าต้องกลับมาเยี่ยมเยียนรู้หรือไม่ มิเช่นนั้นข้าจะบุกไปหาเจ้าที่อาณาจักรเฟิงหยวน”
จอมยุทธ์หญิงช่างเด็ดเดี่ยวและคนอย่างเย่วหลิงอันจะทำเช่นที่พูดจริง ๆ ซูเนี่ยนจึงรับปากว่านางจะกลับไป
“พาสามีเจ้ามาด้วย”
“ศิษย์พี่หญิง ข้ารู้แล้ว”
“อย่าลืมที่ข้าสอนวิธีมัดใจชาย”
“พี่หลิงอัน”
“รู้แล้ว ๆ โชคดีนะเนี่ยนเนี่ยน ข้าจะรอเจ้ากลับมา” พูดจบก็โผเข้ามากอดอย่างอบอุ่น แน่นอนว่ามันทำให้ซูเนี่ยนน้ำตาซึมแต่นางก็ไม่ร้องไห้ออกมา
และเมื่อถูกปล่อยให้เป็นอิสระ พี่ชายก็มายืนอยู่ตรงหน้า หญิงสาวไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกับเขามีเพียงรอยยิ้มที่มอบให้ บางทีในใจของซูจงหมินอาจจะยินดีที่นางจากไป
น้องสาวที่เขารักใคร่มีเพียงซูเจินเจิน
ซูจงหมินพอเห็นว่าซูเนี่ยนไม่ได้พูดอะไร เขาก็พูดไม่ออกเช่นกัน แม้ไม่ได้รักนางเท่ากับเจินเจินแต่ก็ไม่ได้คาดหวังที่จะต้องส่งนางไปตาย ไม่รู้เลยว่าเส้นทางต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร ซูเนี่ยนจะรอดไปถึงอาณาจักรเฟิงหยวนหรือไม่ก็ยังไม่รู้
“รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี”
“ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย”
นี่คงเป็นคำพูดเดียวที่เขาสามารถพูดได้
ซูเนี่ยนพยักหน้ารับ “ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ก็เช่นกัน”
หญิงสาวไม่ฝากฝังอะไร แม้คำพูดถึงคนในครอบครัว นางหลับตาลงหลังจากนี้คือการเดินทางที่แท้จริงแล้ว
“คุณหนูซูไม่ต้องกังวล พวกเราจะดูแลท่านเป็นอย่างดี” เมื่อศิษย์พี่ทั้งสามและพี่ใหญ่จากไปแล้ว เฉินกวงก็มาพูดกับนางเพื่อให้คลายความกังวล
เขาเป็นชายชาวแดนใต้รูปร่างสูงใหญ่เป็นผู้นำในการมาเจรจาแลกเปลี่ยนครั้งนี้ กล่าวว่าเป็นท่านทูตก็ได้แม้จะดูเด็กไปสักหน่อย
แต่ในยุคล่มสลายนี้อะไรก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น
ที่สำคัญชาวยุทธ์ไม่อาจจะดูหน้าตาแล้วคาดเดาอายุ บางทีอาจจะเป็นผู้อาวุโสที่ฝึกฝนจนแตกฉานแล้ว ใครจะรู้
แน่นอนว่าซูเนี่ยนไม่มีท่าทีหวาดกลัว แม้ชาวแดนใต้จะดูดุดัน หญิงสาวเพียงพยักหน้ารับด้วยท่าทางสงบ “รบกวนด้วย”
เฉินกวงค่อนข้างพอใจในท่าทีของคุณหนูซู สตรีที่จะแต่งให้ผู้เป็นนายของเขาไม่ควรเป็นคนขี้ขลาด เท่าที่สืบรู้เรื่องของหญิงสาว คุณหนูซูเป็นคนเก่งมีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นห้า นับว่าหาได้ยากยิ่งสตรีที่มีพลังยุทธ์ขั้นนี้ แต่ก็คงต้องขึ้นอยู่กับนายท่านแล้วว่าจะพอใจกับสตรีที่ฝ่าบาทตั้งใจหามาให้หรือไม่
อะไรบางอย่างบอกกับเขาว่า นายท่านจะพอใจในว่าที่พระชายาตน
เพราะอะไรน่ะหรือ
ก็เพราะว่านางเป็นสตรีที่งามล้ำที่สุดเท่าที่เขาเคยพานพบมาเลย
ซูเนี่ยนคิดถูกเรื่องทางลับ คนของอาณาจักรเฟิงหยวนไม่ได้เดินทางไปในเส้นทางสัญจรเดิม พวกเขาอ้อมไปอีกทาง ซึ่งเส้นทางนี้จะไม่ต้องเจอกับพวกซากศพ แต่ก็มีโอกาสจะได้เจอกับสัตว์ร้าย ที่สำคัญยังต้องผ่านเหวลึก ปกติก็อันตรายอยู่แล้วถ้าฝนตกลงมาจะยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม
พวกเขารู้ว่าเสี่ยงแต่ยังเลือกทางนี้ แสดงว่ามันปลอดภัยกว่าไปเผชิญหน้ากับพวกซากศพ
ซูเนี่ยนเห็นด้วยกับการตัดสินใจของพวกเขา
เพราะถ้าถูกพวกซากศพกัดมีโอกาสที่จะติดเชื้อหรือกลายเป็นพวกมันในขณะที่ถ้าต้องสู้กับสัตว์ร้าย ต่อให้เสียแขนเสียขา ก็ยังมีชีวิตต่อไปได้ถ้าเอาตัวรอดได้ เลวร้ายสุดก็เป็นแค่อาหาร
ยิ่งถ้าพวกเขาชำนาญป่า รู้ว่าจะหลีกเลี่ยงสัตว์ร้ายยังไง การมาทางนี้ถือว่าถูกต้องแล้ว
ซูเนี่ยนคิดว่านางไม่มีอะไรต้องกังวล ชาวแดนใต้เก่งกันมาก
เดินทางต่อมาได้สักพักก็เริ่มได้ยินเสียงของน้ำที่ไหลริน คิดว่าใกล้จะถึงเหวลึกแล้วเพราะบริเวณนั้นมีน้ำตก ไม่นานเฉินกวงก็เดินมาบอกกับนางว่าจะหยุดพักที่นี่เพื่อหาอาหาร แล้วค่อยเดินทางต่อ พวกเขาจะไม่นอนใกล้แหล่งน้ำ เพราะอาจจะเจอสัตว์นักล่าตอนกลางคืน
“คุณชายเฉินคงไม่คิดจะล่าปลาบริเวณนี้ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
คุณหนูซูเงียบมาตลอดทางไม่คิดว่าพอเฉินกวงหยิบหอกขึ้นมานางจะเอ่ยถาม
“ขอรับ” เขาพยักหน้า แดนใต้มีแหล่งน้ำเยอะพวกเขาถนัดล่าปลาที่สุด
“น้ำบริเวณนี้ไม่สะอาด หากท่านจะล่าปลาเดินขึ้นเหนือไปสักหน่อยจะดีกว่า”
“ให้องครักษ์ของข้าไปด้วย เขาจะช่วยแนะนำพวกท่านได้”
เฉินกวงไม่เท่าไร แต่คนอื่น ๆ ไม่ค่อยรับฟัง เชื่อว่าชาวแดนใต้รู้เรื่องแหล่งน้ำดีที่สุดเพราะพวกเขาโตมากับน้ำไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นแนะนำ ซูเนี่ยนเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ยิ้ม ไม่พูดจา
ไม่ผิดที่จะมั่นใจในความสามารถของตัวเอง
“หากไม่เชื่อ ก็ลองดูที่ใต้น้ำ” พูดจบหญิงสาวก็กลับเข้าไปในรถม้า ตอนนั้นเฉินกวงก็สั่งให้คนลงไปดูที่ใต้น้ำ
ไม่นานเขาก็โผล่ขึ้นมาด้วยความตกใจ “ศพ! มีศพเต็มเลยขอรับ!”
“แม่น้ำสายนี้ไหลมาจากแม่น้ำหวงจิงทางเหนือใกล้สนามรบ คุณหนูศึกษาเรื่องนี้เพื่อหาแหล่งน้ำสะอาดไว้ให้ชาวเมืองดื่มกิน พวกท่านคงไม่เคยเจอแต่พวกเราเจอมาเยอะแล้ว แม้จะมีปลาชุกชุม แต่สิ่งที่อยู่ใต้น้ำเป็นอาหารของพวกมันถ้าเรากินเข้าไปก็จะป่วยได้” จงเลี่ยงองครักษ์เพียงคนเดียวของซูเนี่ยนอธิบาย
ความจริงปลาพวกนี้ไม่ใช่ว่ากินไม่ได้เลย แต่อาหารของพวกมันคือศพมนุษย์ แค่คิดว่าต้องกินเข้าไปก็รู้สึกไม่ดีแล้ว
เฉินกวงฟังที่จงเลี่ยงอธิบายก็เข้าใจ รู้สึกดีกับคนตรงหน้ามากยิ่งขึ้น เขาพูดอย่างเย็นใจไม่เหยียดหยามหรือเยาะเย้ยที่คนของเขาไม่รู้เรื่องแล้วยังอวดเก่ง
หลังจากเห็นว่าใต้น้ำมีศพ เฉินกวงก็เลยทำตามคำแนะนำของซูเนี่ยนคือขึ้นเหนือไปอีกหน่อย ไม่หาปลาบริเวณนี้
และไม่ลืมพาจงเลี่ยงไปด้วย
พอพวกเขาไปแล้วซูเนี่ยนก็เปิดผ้าม่าน แม้ว่าเฉินกวงจะไม่อยู่แต่เขาก็วางกำลังทิ้งคนไว้ดูแลนางเป็นอย่างดี หญิงสาวมองไปที่แม่น้ำที่มีปลาแหวกว่าย ศพที่อยู่ใต้น้ำหากไม่ใช่พวกซากศพก็แสดงว่าเป็นเพียงคนที่ตายในสงครามแล้วกระแสน้ำพัดพามา แต่ถ้าเป็นพวกซากศพก็แสดงว่าพวกซากศพว่ายน้ำไม่เป็นถึงได้จมลงไป
ซูเนี่ยนเคยสู้กับซากศพหลายครั้ง วิธีจะฆ่าพวกมันได้มีเพียงทำลายที่หัว ต้องยิงธนูเข้าที่กลางหน้าผากหรือตัดศีรษะจนขาดออกจากกัน ต่อให้ตัดแขนตัดขาจนขาดหรือแทงทะลุหัวใจก็ไม่ตาย
แสดงว่าอาจจะมีวิธีอื่นที่ใช้จัดการกับพวกมันได้อีกแต่นางยังไม่รู้
“คุณหนูเจ้าคะ”
“อืม”
นอกจากจงเลี่ยง โส่วอี้กับซิ่นอี้คือคนที่ซูเนี่ยนพามาด้วย แม้ตอนแรกนางตั้งใจจะมาคนเดียว แต่ทั้งสามคนก็ขอร้องอ้อนวอน
ในความฝันที่ยาวนานสายตาของซูเนี่ยนมองดูแต่คนที่ไม่เห็นคุณค่าตอนนี้พอมองรอบตัว ถึงรู้ว่าจริง ๆ แล้วก็มีคนที่รักนางอยู่เช่นกัน
พวกเขารู้ว่าการเดินทางไปแดนใต้ครั้งนี้มันอันตราย อาจจะไปไม่ถึงที่หมายก็ได้ ไม่รู้ว่าชะตากรรมของนางจะเป็นเช่นไร แต่ก็ยินดีติดตามรับใช้
ด้วยเหตุนี้แววตาที่ทอดมองทั้งสามคนจึงอ่อนโยนมาก
“ดอกไม้สีน้ำเงินแปลกตายิ่งนักเจ้าค่ะ”
“หือ?” ซูเนี่ยนมองตามสายตาของซิ่นอี้ไป
“ดอกเสาะเวหา หากข้าจำไม่ผิดอาจารย์บอกว่านี่เป็นสมุนไพรหายาก ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี”
“เช่นนั้นข้าจะไปเก็บมาให้คุณหนูนะเจ้าคะ” โส่วอี้ขันอาสา ก่อนจะกระโดดขึ้นต้นไม้ท่าทางกระตือรือร้น
ชาวแดนใต้ตกใจ คิดว่าสาวใช้ที่ติดตามคุณหนูซูมาเป็นเพียงสตรีธรรมดาที่ไหนได้นางก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน หาไม่แล้วจะเหาะเหินได้อย่างไร ที่พวกเขาตกใจเพราะตลอดเส้นทางไม่มีใครมองออก ส่วนหนึ่งอาจเพราะว่าทั้งซูเนี่ยนและสาวใช้ทั้งสองไม่ได้ลงมาจากรถม้าเลย
โส่วอี้ไม่รู้ว่าทำให้ผู้อื่นตกใจ นางกับซิ่นอี้ช่วยกันเก็บดอกเสาะเวหามาให้คุณหนูอย่างตั้งใจ เมื่อเก็บได้มากแล้วก็ลงจากต้นไม้
“ได้แล้วเจ้าค่ะ”
“ช้าก่อน!”
ขอบคุณค่ะ >