โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

5 เทรนด์ใหญ่ กำหนดทิศทางการท่องเที่ยว ปี 2026

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 ธ.ค. 2568 เวลา 14.05 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2568 เวลา 07.05 น.

เจาะลึก 5 เทรนด์ใหญ่ กำหนดทิศทางการท่องเที่ยว ปี 2026 เมื่อหลังโควิด-19 การท่องเที่ยวไม่ได้วัดกันที่จำนวนแลนด์มาร์กอีกต่อไป แต่ขยับสู่การแสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมาย

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 13.35 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าการท่องเที่ยวในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของจุดหมายปลายทาง หรือแม้แต่การเดินทาง อีกต่อไป แต่คือประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวพกกลับบ้านไปด้วย โดยนับตั้งแต่โควิด-19 คลี่คลาย การท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ (experience-led travel) ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เน้นการเช็กอินสถานที่สำคัญ กลายเป็นการเดินทางที่มีความหมาย ช่วยให้ผู้เดินทางเชื่อมโยงกับผู้คนและสถานที่ที่ไปเยือนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

CNBC วิเคราะห์รายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวช่วงสิ้นปีจำนวน 25 ฉบับ และพบ 5 เทรนด์ใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวในปี 2026 ดังนี้

1. นักท่องเที่ยวสายหลีกเลี่ยงฝูงชน (The anti-tourist)

เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง ลดปัญหาการท่องเที่ยวล้นเกิน (overtourism) และอาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย นักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงพีคซีซันและจุดหมายปลายทางยอดนิยม

ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวจากเอเจนซี Virtuoso ระบุว่า 45% ของลูกค้าปรับแผนการเดินทางเพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในกลุ่มนี้ 76% สนใจเดินทางช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (shoulder season หรือ off-peak) มากขึ้น และ 75% เลือกจุดหมายปลายทางที่มีสภาพอากาศไม่รุนแรง ตามรายงาน “Luxe Report 2026”

รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่าการเดินทางอย่างยั่งยืนเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพื่อลดแรงกดดันต่อชุมชนท้องถิ่นและรักษาประสบการณ์ดั้งเดิม ส่งผลให้เมืองรอง (secondary cities) ซึ่งอยู่นอกศูนย์กลางการท่องเที่ยวหลัก ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะให้ประสบการณ์ที่เข้าถึงท้องถิ่นมากกว่า

แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ Agoda พบว่าการค้นหาที่พักในเมืองรองของเอเชียเติบโตเร็วกว่าจุดหมายยอดนิยมถึง 15% และรายงาน Travel Outlook 2026 ยังระบุว่ารัฐบาลหลายประเทศเริ่มขานรับเทรนด์นี้ เช่น อินโดนีเซียที่เปิดตัวนโยบาย “Tourism 5.0” เพื่อพัฒนา 5 จุดหมายรองระดับเรือธง ลดการพึ่งพาการท่องเที่ยวที่บาหลี ขณะที่ญี่ปุ่นก็รณรงค์ให้กระจายนักท่องเที่ยวออกจากโตเกียวและเมืองใหญ่

2. วันหยุดแบบดีท็อกซ์การตัดสินใจ (Decision detox holidays)

ในอดีต การท่องเที่ยวแบบออลอินคลูซีฟเน้นความคุ้มค่าและการวางแผนให้ใช้เวลาคุ้มที่สุด แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจำนวนมากรู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจก่อนออกเดินทาง และเลือกมอบหมายการวางแผนให้เอเจนซีหรือโรงแรมที่จัดแพ็กเกจแบบครบวงจร

รายงานล่าสุดของ Lemongrass Marketing ระบุว่า นักท่องเที่ยวต้องการ “คนที่ไว้ใจได้” มาช่วยตัดสินใจแทน เพื่อให้ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ภาวะข้อมูลล้นและการตัดสินใจมากเกินไปทำให้การท่องเที่ยวแบบไม่ต้องคิดมาก กลายเป็นความคาดหวังหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มที่ทำงานหนักและมีเวลาจำกัด

เทรนด์นี้ยังเปลี่ยนโฉมการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ จากการมีตัวเลือกมากมาย เป็นการคัดสรรประสบการณ์อย่างตั้งใจ ช่วยให้นักท่องเที่ยวระดับหรูไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือการจัดการระหว่างทริป

3. เวลเนสไม่ได้หยุดแค่สปา (Wellness moves beyond spas)

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพขยายจากแพ็กเกจสปาไปสู่โปรแกรมดูแลสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์ การยืดอายุ และการดูแลสุขภาพจิต ตัวอย่างเช่น โปรแกรมอายุรเวทในอินเดีย ทริปโยคะและโต้คลื่นในคอสตาริกา หรือรีทรีตเงียบในแคนาดา

นักท่องเที่ยวจำนวนมากมองการเดินทางลักษณะนี้เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาว ความนิยมครอบคลุมทุกกลุ่ม ตั้งแต่งบประหยัดไปจนถึงกลุ่ม “สุขภาพดีและมีฐานะ” และได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มเดินทางคนเดียว คู่รัก คนรุ่นใหม่ และผู้สูงอายุ

รายงานของ Contiki ระบุว่านักท่องเที่ยวอเมริกันอายุต่ำกว่า 35 ปี สองในสามชอบทริปแอ็กทีฟ เช่น เดินป่า ล่องแก่ง ปั่นจักรยาน และมากกว่า 50% เชื่อว่าควรรักษารูทีนสุขภาพแม้ระหว่างเดินทาง

4. การท่องเที่ยวแบบหวนรำลึกความหลัง (Nostalgic travel)

นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่กำลังมองหาวันหยุดที่พาย้อนความทรงจำ เกือบ 8 ใน 10 ของชาวอเมริกันอายุต่ำกว่า 35 ปี ระบุว่าเคยหรืออยากกลับไปสร้างประสบการณ์ทริปวัยเด็กอีกครั้ง

ขณะเดียวกันผู้เกษียณอายุรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X รุ่นแรก ๆ กำลังใช้เสรีภาพที่เพิ่งได้มาออกเดินทางยาวแบบ golden gap year ทั้งทางบกและทางเรือ ซึ่งผจญภัยมากกว่าการท่องเที่ยวผู้เกษียณในอดีต รายงาน Future Forecast 2026 ระบุว่าเกือบ 25% ของผู้เกษียณเคยเดินทางยาวหนึ่งปี หรือพร้อมพิจารณาทำเช่นนั้น

5. AI ในการบริการโรงแรม (AI in hotel service)

ขณะที่นักท่องเที่ยวใช้ AI วางแผนทริปมากขึ้น โรงแรมก็ใช้ AI เพื่อเข้าใจลูกค้าได้ลึกยิ่งขึ้น ปีหน้าคาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากการตอบสนองคำขอของลูกค้า ไปสู่การคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า และปรับประสบการณ์ให้เฉพาะบุคคลก่อนเข้าพัก

บางโรงแรมเปิดให้แขกเลือกปรับแต่งรายละเอียดห้องพักได้ ตั้งแต่เครื่องออกกำลังกาย ม่านกันแสง ไปจนถึงตำแหน่งห้องใกล้บุฟเฟต์อาหารเช้า รายงานของ Amadeus ระบุว่า เมื่อ AI พัฒนาเร็วขึ้น การปรับประสบการณ์เฉพาะบุคคลจะไม่ใช่ทางเลือกเสริมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นมาตรฐานหลักของอุตสาหกรรมโรงแรม

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...