เชลยศึกสงครามลาว (5)
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (5)
เวียดนามเหนือยังครองทุ่งไหหิน
นับตั้งแต่กำลังทหารราบ 3 กองพันและทหารปืนใหญ่ 2 กองร้อยของไทยเดินทางเข้าสู่สมรภูมิทุ่งไหหินเมื่อกลางปี พ.ศ.2513 แล้วเปิดฉากการรุกขับไล่ทหารเวียดนามเหนือที่กำลังจะเข้ายึดเมืองล่องแจ้งจนถอยร่นไป
จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็วางกำลังประจันหน้ากัน ฝ่ายเวียดนามเหนือยังคงยึดครองและมีเสรีในการปฏิบัติในบริเวณทุ่งไหหิน
ขณะที่กำลังจากไทยเข้ายึดที่มั่น 3 แห่ง ได้แก่ บ้านนา-เนินซีบร้า-ภูล่องมาด สถาปนาแนวป้องกันมิให้ฝ่ายเวียดนามเหนือผ่านเข้ามาคุกคามซำทอง เมืองสุย และโดยเฉพาะล่องแจ้ง
การที่เวียดนามเหนือยังคงเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีในพื้นที่ทุ่งไหหิน จึงสามารถสร้างแรงกดดันต่อฐานที่มั่นทหารไทยอยู่ตลอดเวลาด้วยการโจมตีด้วยอาวุธหนักและกำลังทางพื้นดินเป็นระยะๆ ขณะที่กำลังของฝ่ายไทยสามารถดำเนินกลยุทธ์ตอบโต้ได้อย่างจำกัด การใช้การโจมตีทางอากาศซึ่งเป็นจุดได้เปรียบก็ทำได้อย่างจำกัดเช่นเดียวกันเนื่องจากสภาพลมฟ้าอากาศที่ปิดเกือบตลอดเวลาและยังส่งผลต่อการส่งกำลังบำรุงทุกประเภทที่ต้องอาศัยการส่งกำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียวเนื่องจากขาดแคลนเครือข่ายถนนในพื้นที่อีกด้วย
การเข้าตีฐานกองพัน BI-15 ที่บ้านนา เมื่อพฤศจิกายน พ.ศ.2513 ฝ่ายเวียดนามไม่สามารถขับไล่ทหารไทยออกจากฐานที่มั่นได้และต้องประสบความสูญเสียไม่น้อยตามบันทึก “นรกบ้านนา” ของ ร.ท.ประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” แท้จริงแล้วเป็นเพียงการเข้าหยั่งเชิงทหารไทย
ก่อนการรบใหญ่จะมาถึง
“CAMPAIGN 74 B”
ปลายปี พ.ศ.2513 เข้าสู่ฤดูแล้ง ภูมิประเทศของลาวสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายกำลังพลและสิ่งอุปกรณ์เข้าสู่ทุ่งไหหิน เวียดนามเหนือจึงเปิดยุทธการใหญ่ “CAMPAIGN 74 B” ทุ่มเทกำลังมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยหวังกวาดล้างกำลังประจำการของทหารไทยและเข้ายึดพื้นที่ทุ่งไหหินให้ได้อย่างเด็ดขาด
เวียดนามเหนือหวังเต็มเปี่ยมว่าจะเอาชัยในศึกนี้ได้เหมือนกับที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในการพิชิตทหารฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูเมื่อ พ.ศ.2497
หากทำได้สำเร็จก็จะเป็นการยับยั้งมิให้รัฐบาลไทยส่งกำลังเข้ามาทำสงครามในลาวอีก นครหลวงเวียงจันทน์และลาวทั้งประเทศจะตกอยู่ในกำมือ
นี่ไม่ใช่เป็นเพียงความเพ้อฝันของเวียดนามเหนือ แต่ลักษณะภูมิประเทศของเดียนเบียนฟูและทุ่งไหหินมีความคล้ายคลึงกันในหลายประการ
และยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะการวางกำลังของทหารฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูก็มีความคล้ายคลึงกับการวางกำลังของทหารไทยที่ทุ่งไหหิน
จากเดียนเบียนฟูสู่ทุ่งหิน
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2488 ฝรั่งเศสกลับมาครอบครองอินโดจีนอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่โฮจิมินห์ก็สร้างกองทัพเวียดมินห์ขึ้นจากชาวเวียดนามผู้รักชาติเพื่อทำสงครามปลดแอกขับไล่ฝรั่งเศส นำไปสู่ “สงครามเวียดนามครั้งที่ 1” ซึ่งยืดเยื้อไปจนกระทั่ง พ.ศ.2497 ก็เกิดการรบใหญ่ที่เดียนเบียนฟู
เมืองเดียนเบียนฟูตั้งอยู่บนพื้นที่ราบของเวียดนามตอนเหนือติดกับลาวซึ่งกองทัพฝรั่งเศสเห็นว่าหากสามารถควบคุมได้ก็จะตัดการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่เวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ เป็นการจำกัดเสรีในการปฏิบัติของฝ่ายเวียดมินห์สร้างความได้เปรียบแก่ทหารฝรั่งเศส
ในแง่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความสำคัญของเดียนเบียนฟูมีส่วนคล้ายกับทุ่งไหหินซึ่งเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่เพียงแห่งเดียวท่ามกลางภูมิประเทศเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เครือข่ายถนนในพื้นที่ทุ่งไหหินแม้จะมีจำกัดแต่ก็สามารถใช้เป็นเสมือนประตูสู่นครเวียงจันทน์เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรลาวได้
นอกจากนั้น ในแง่ภูมิประเทศทางทหาร ที่ตั้งของเมืองเดียนเบียนฟูยังมีส่วนคล้ายกับบ้านนาในทุ่งไหหินเนื่องจากวางตัวอยู่ในพื้นที่ราบซึ่งรายล้อมด้วยพื้นที่สูงข่มเช่นเดียวกัน ภูเขาน้อยใหญ่ที่ตั้งข่มรอบเมืองเดียนเบียนฟูในเวียดนามและบ้านนาที่ทุ่งไหหินเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางยุทธวิธี เนื่องจากหากฝ่ายใดยึดครองได้ก็จะเกิดประโยชน์ในการตรวจการณ์และ/หรือใช้เป็นที่ตั้งอาวุธหนักเพื่อยิงทำลายที่หมายที่อยู่ต่ำลงไปได้โดยสะดวก
กองทัพเวียดมินห์เริ่มปิดล้อมเดียนฟูเมื่อต้นปี พ.ศ.2497 มีกำลังทหาร 28 กองพัน จำนวนทหารทั้งสิ้นประมาณ 37,500 คน และมีกำลังกองหนุนเพิ่มเติมเมื่อเข้าสู่การรบเต็มรูปแบบอีกประมาณ 10,000 คน
ขณะที่ฝ่ายฝรั่งเศสมีกำลังทหารทั้งสิ้นวางกำลังในฐานที่มั่นต่างๆ บริเวณเมืองเดียนเบียนฟูด้วยกำลังเพียง 11,000 คน
เทียบสัดส่วนแล้วฝ่ายเวียดมินห์มีกำลังพลมากกว่าประมาณ 3:1
ไม่แตกต่างจากทุ่งไหหินใน 18 ปีต่อมา CAMPAIGN 74 B ของเวียดนามเหนือที่ศึกทุ่งไหหินเมื่อปลายปี พ.ศ.2513 ใช้กำลัง 1 กองพลทหารราบ 2 กรม และ 3 กองพันแซปเปอร์ คิดเป็น 18 กองพัน ประมาณ 10,000 คน ขณะที่ฝ่ายราชอาณาจักรลาวมีทหารไทย 3 กองพัน ทหารลาว 4 กองพัน รวมกำลังพลประมาณ 3,500 คน เทียบสัดส่วนแล้วฝ่ายเวียดนามเหนือมีกำลังพลมากกว่าประมาณ 3:1
ทุกสงครามที่ผ่านมา กองทัพฝ่ายสังคมนิยมให้ความสำคัญกับหลักการสงคราม “การรวมกำลัง ; Mass” โดยจะระดมกำลังเข้าปฏิบัติการให้เหนือกว่าข้าศึก 3 ถึง 5 เท่า จนเกิดคำเรียก “คลื่นมนุษย์” ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเกาหลี และรวมถึงสงครามเดียนเบียนฟูของกองทัพเวียดมินห์ครั้งนี้
นอกจากจำนวนกำลังพลที่ฝ่ายเวียดมินห์เหนือกว่าในอัตรา 3 :1 แล้ว เมื่อการสู้รบเกิดขึ้น ฝ่ายฝรั่งเศสยังเสียเปรียบทางด้านอำนาจการยิงปืนใหญ่อีกด้วย
ซึ่งเป็นความผิดพลาดสำคัญที่ฝรั่งเศสมองข้ามมาแต่แรก…
นอกจากหลักการรวมกำลังที่โวเหงียนเกี๊ยปแห่งกองทัพเวียดมินห์นำมาใช้อย่างได้ผลชัดเจนแล้ว
ยังมีหลักการสงครามอีกข้อหนึ่งที่นำมาประยุกต์ใช้จากผู้นำทัพที่ไม่เคยผ่านหลักสูตรทางการทหารใดๆ เลยคือ “หลักการจู่โจม – Surprise” ด้วยการใช้อำนาจการทำลายจากปืนใหญ่อย่างมหาศาลซึ่งฝรั่งเศสไม่คาดคิด
แนวความคิดนี้มาจากที่ปรึกษารัสเซียและจีนซึ่งประจำอยู่กับฝ่ายเวียดมินห์จากประสบการณ์ที่รัสเซียเคยเอาชนะเยอรมันมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการใช้ปืนใหญ่เป็นจำนวนมหาศาลยิงถล่มฝ่ายเยอรมันก่อนจะเอาชนะเด็ดขาดขั้นสุดท้ายด้วยรถถังและทหารราบ
แต่ในกองทัพเวียดมินห์ พลประจำปืนใหญ่ที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีมีจำนวนไม่พอ จึงต้องคิดค้นยุทธวิธีใหม่ ควบคู่ไปกับคำแนะนำในการรวมอำนาจการยิงปืนใหญ่และอาวุธหนักต่างๆ ที่ฝ่ายฝรั่งเศสนึกไม่ถึง
ฝ่ายฝรั่งเศสบันทึกยุทธวิธีการใช้ปืนใหญ่ของฝ่ายเวียดมินห์ที่เหนือความคาดหมายไว้ว่า เวียดมินห์ได้ใช้วิธีการที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากวิธีการมาตรฐานตามแบบธรรมเนียมการใช้ปืนใหญ่ ปืนใหญ่เวียดมินห์จะเข้าที่ตั้งยิงแยกเป็นรายกระบอก แทนที่จะเข้าที่ตั้งยิงรวมกัน 4-6 กระบอกดังเช่นยุทธวิธีทั่วไป
แม้จะยากลำบากในการนำปืนแต่ละกระบอกเข้าที่ตั้งยิง แต่ก็แก้ปัญหาโดยใช้แรงคนถอดออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วนำเข้าประกอบใหม่ ณ ที่ตั้งยิงซึ่งสามารถ “เล็งตรง” ต่อเป้าหมายที่อยู่ต่ำลงไปได้
ปืนใหญ่เหล่านี้จะตั้งอยู่ในที่กำบังที่มั่นคงและบางครั้งก็ทำการยิงจากภายในที่กำบังเหล่านี้ แต่ก็สามารถลากไปยิงนอกที่กำบังแล้วลากกลับไปในที่กำบังเมื่อถูกยิงตอบโต้ นอกจากนั้นปืนใหญ่แต่ละกระบอกจะมีการวางอาวุธปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานคุ้มกันด้วย
เหตุผลสำคัญของหลักนิยมมาตรฐานในการกำหนดที่ตั้งยิงปืนใหญ่รวมกัน 4-6 กระบอก (อย่างน้อย 2 กระบอก) นั้นแล้วใช้เทคนิค “เล็งจำลอง” ซึ่งสลับซับซ้อนเนื่องจากที่ตั้งยิงไม่เห็นที่หมายนั้น ก็เพื่อให้เกิดอำนาจการทำลายสูงสุดต่อเป้าหมายในการยิงพร้อมๆ กันทุกกระบอกในแต่ละครั้ง
แต่วิธีการ “นอกกรอบ” ที่โวเหงียนเกี๊ยปนำมาใช้ด้วยการแยกวางปืนใหญ่เป็นรายกระบอกเช่นนี้ ทำให้ไม่ต้องการเทคนิคการยิงแบบ “เล็งจำลอง” ที่ยุ่งยาก มาเป็นยิง “เล็งตรง” ผ่านลำกล้องปืนแต่ละกระบอกแบบเดียวกับการยิงปืนเล็กทั่วไปซึ่งง่ายกว่า
นอกจากนั้น แม้ปืนใหญ่แต่ละกระบอกจะวางตัวแยกกัน แต่เมื่อยิงเข้าสู่เป้าหมายเดียวกันในเวลาเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด
บันทึกเดียวกันนี้สรุปว่า…
“การใช้ปืนใหญ่และ ป.ต.อ.ด้วยวิธีการเช่นนี้และด้วยกำลังกองทัพมดซึ่งเวียดมินห์มีอยู่ ทำให้การคาดหมายของทหารปืนใหญ่ฝ่ายเราผิดพลาด และเป็นเรื่องคาดไม่ถึงที่สำคัญที่สุดในการรบครั้งนี้”
นอกจากนั้น ฝรั่งเศสยังมิได้คาดหมายว่ากองทัพเวียดมินห์จะสามารถนำปืนใหญ่ขนาดหนักจากเวียดนามเหนือผ่านมาจนถึงเดียนเบียนฟูได้เป็นจำนวนมากเช่นนี้ เนื่องจากเส้นทางลำเลียงมายังเดียนเบียนฟูต้องผ่านภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงชันซึ่งไม่มีเส้นทางคมนาคมที่จะใช้ขนส่งได้เลย
ซึ่งโวเหงียนเกี๊ยปแก้ปัญหานี้โดยใช้เวลาในการเตรียมการมากกว่า 1 ปี ใช้แรงงานคนกว่า 20,000 คนทำงานอย่างหนักตลอดระยะเวลา 3 เดือนเพื่อซ่อมทางหลวงหมายเลข 41 ที่มีอยู่และขยายหัวเลี้ยวต่างๆ เพื่อให้ปืนใหญ่และรถยนต์บรรทุกขนาด 2 ตันครึ่งทำในรัสเซียประมาณ 800 คันได้ใช้ทางหลวงเส้นนี้เป็นเส้นทางลำเลียง
ตอนใดที่ไม่มีทางหลวงก็ถอดปืนใหญ่ออกเป็นชิ้นๆ แล้วใช้แรงงานคนแบกหามฉุดลากขึ้นมาตามภูเขาจนถึงที่ตั้งยิงที่เลือกไว้เพื่อวางกำลังล้อมกองทัพฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูจนได้
การเกณฑ์กำลังคนเข้าทำหน้าที่ขนส่งแบกหามซ่อมถนนทางหลวงนี้ เวียดมินห์ใช้วิธีระดมสรรพกำลังโดยเกณฑ์กำลังทั้งสิ้นที่จะหาได้ ไม่ว่าจะเป็นคนชรา หนุ่มสาว เด็ก
ยานพาหนะทุกชนิดถูกนำมาใช้รวมทั้งจักรยานและสัตว์ต่าง “ทุกอย่างเพื่อแนวหน้า ทุกอย่างเพื่อชัยชนะ” เป็นคำขวัญออกอากาศทางสถานีวิทยุรวมทั้งใบปลิวโฆษณา ในเขตยึดครองของฝ่ายเวียดมินห์ล้วนมีแต่คำขวัญเหล่านี้ทั้งสิ้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (5)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly