โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชลยศึกสงครามลาว (5)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 พ.ย. 2568 เวลา 01.01 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2568 เวลา 01.01 น.

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (5)

เวียดนามเหนือยังครองทุ่งไหหิน

นับตั้งแต่กำลังทหารราบ 3 กองพันและทหารปืนใหญ่ 2 กองร้อยของไทยเดินทางเข้าสู่สมรภูมิทุ่งไหหินเมื่อกลางปี พ.ศ.2513 แล้วเปิดฉากการรุกขับไล่ทหารเวียดนามเหนือที่กำลังจะเข้ายึดเมืองล่องแจ้งจนถอยร่นไป

จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็วางกำลังประจันหน้ากัน ฝ่ายเวียดนามเหนือยังคงยึดครองและมีเสรีในการปฏิบัติในบริเวณทุ่งไหหิน

ขณะที่กำลังจากไทยเข้ายึดที่มั่น 3 แห่ง ได้แก่ บ้านนา-เนินซีบร้า-ภูล่องมาด สถาปนาแนวป้องกันมิให้ฝ่ายเวียดนามเหนือผ่านเข้ามาคุกคามซำทอง เมืองสุย และโดยเฉพาะล่องแจ้ง

การที่เวียดนามเหนือยังคงเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีในพื้นที่ทุ่งไหหิน จึงสามารถสร้างแรงกดดันต่อฐานที่มั่นทหารไทยอยู่ตลอดเวลาด้วยการโจมตีด้วยอาวุธหนักและกำลังทางพื้นดินเป็นระยะๆ ขณะที่กำลังของฝ่ายไทยสามารถดำเนินกลยุทธ์ตอบโต้ได้อย่างจำกัด การใช้การโจมตีทางอากาศซึ่งเป็นจุดได้เปรียบก็ทำได้อย่างจำกัดเช่นเดียวกันเนื่องจากสภาพลมฟ้าอากาศที่ปิดเกือบตลอดเวลาและยังส่งผลต่อการส่งกำลังบำรุงทุกประเภทที่ต้องอาศัยการส่งกำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียวเนื่องจากขาดแคลนเครือข่ายถนนในพื้นที่อีกด้วย

การเข้าตีฐานกองพัน BI-15 ที่บ้านนา เมื่อพฤศจิกายน พ.ศ.2513 ฝ่ายเวียดนามไม่สามารถขับไล่ทหารไทยออกจากฐานที่มั่นได้และต้องประสบความสูญเสียไม่น้อยตามบันทึก “นรกบ้านนา” ของ ร.ท.ประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” แท้จริงแล้วเป็นเพียงการเข้าหยั่งเชิงทหารไทย

ก่อนการรบใหญ่จะมาถึง

“CAMPAIGN 74 B”

ปลายปี พ.ศ.2513 เข้าสู่ฤดูแล้ง ภูมิประเทศของลาวสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายกำลังพลและสิ่งอุปกรณ์เข้าสู่ทุ่งไหหิน เวียดนามเหนือจึงเปิดยุทธการใหญ่ “CAMPAIGN 74 B” ทุ่มเทกำลังมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยหวังกวาดล้างกำลังประจำการของทหารไทยและเข้ายึดพื้นที่ทุ่งไหหินให้ได้อย่างเด็ดขาด

เวียดนามเหนือหวังเต็มเปี่ยมว่าจะเอาชัยในศึกนี้ได้เหมือนกับที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในการพิชิตทหารฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูเมื่อ พ.ศ.2497

หากทำได้สำเร็จก็จะเป็นการยับยั้งมิให้รัฐบาลไทยส่งกำลังเข้ามาทำสงครามในลาวอีก นครหลวงเวียงจันทน์และลาวทั้งประเทศจะตกอยู่ในกำมือ

นี่ไม่ใช่เป็นเพียงความเพ้อฝันของเวียดนามเหนือ แต่ลักษณะภูมิประเทศของเดียนเบียนฟูและทุ่งไหหินมีความคล้ายคลึงกันในหลายประการ

และยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะการวางกำลังของทหารฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูก็มีความคล้ายคลึงกับการวางกำลังของทหารไทยที่ทุ่งไหหิน

จากเดียนเบียนฟูสู่ทุ่งหิน

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2488 ฝรั่งเศสกลับมาครอบครองอินโดจีนอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่โฮจิมินห์ก็สร้างกองทัพเวียดมินห์ขึ้นจากชาวเวียดนามผู้รักชาติเพื่อทำสงครามปลดแอกขับไล่ฝรั่งเศส นำไปสู่ “สงครามเวียดนามครั้งที่ 1” ซึ่งยืดเยื้อไปจนกระทั่ง พ.ศ.2497 ก็เกิดการรบใหญ่ที่เดียนเบียนฟู

เมืองเดียนเบียนฟูตั้งอยู่บนพื้นที่ราบของเวียดนามตอนเหนือติดกับลาวซึ่งกองทัพฝรั่งเศสเห็นว่าหากสามารถควบคุมได้ก็จะตัดการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่เวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ เป็นการจำกัดเสรีในการปฏิบัติของฝ่ายเวียดมินห์สร้างความได้เปรียบแก่ทหารฝรั่งเศส

ในแง่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความสำคัญของเดียนเบียนฟูมีส่วนคล้ายกับทุ่งไหหินซึ่งเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่เพียงแห่งเดียวท่ามกลางภูมิประเทศเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เครือข่ายถนนในพื้นที่ทุ่งไหหินแม้จะมีจำกัดแต่ก็สามารถใช้เป็นเสมือนประตูสู่นครเวียงจันทน์เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรลาวได้

นอกจากนั้น ในแง่ภูมิประเทศทางทหาร ที่ตั้งของเมืองเดียนเบียนฟูยังมีส่วนคล้ายกับบ้านนาในทุ่งไหหินเนื่องจากวางตัวอยู่ในพื้นที่ราบซึ่งรายล้อมด้วยพื้นที่สูงข่มเช่นเดียวกัน ภูเขาน้อยใหญ่ที่ตั้งข่มรอบเมืองเดียนเบียนฟูในเวียดนามและบ้านนาที่ทุ่งไหหินเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางยุทธวิธี เนื่องจากหากฝ่ายใดยึดครองได้ก็จะเกิดประโยชน์ในการตรวจการณ์และ/หรือใช้เป็นที่ตั้งอาวุธหนักเพื่อยิงทำลายที่หมายที่อยู่ต่ำลงไปได้โดยสะดวก

กองทัพเวียดมินห์เริ่มปิดล้อมเดียนฟูเมื่อต้นปี พ.ศ.2497 มีกำลังทหาร 28 กองพัน จำนวนทหารทั้งสิ้นประมาณ 37,500 คน และมีกำลังกองหนุนเพิ่มเติมเมื่อเข้าสู่การรบเต็มรูปแบบอีกประมาณ 10,000 คน

ขณะที่ฝ่ายฝรั่งเศสมีกำลังทหารทั้งสิ้นวางกำลังในฐานที่มั่นต่างๆ บริเวณเมืองเดียนเบียนฟูด้วยกำลังเพียง 11,000 คน

เทียบสัดส่วนแล้วฝ่ายเวียดมินห์มีกำลังพลมากกว่าประมาณ 3:1

ไม่แตกต่างจากทุ่งไหหินใน 18 ปีต่อมา CAMPAIGN 74 B ของเวียดนามเหนือที่ศึกทุ่งไหหินเมื่อปลายปี พ.ศ.2513 ใช้กำลัง 1 กองพลทหารราบ 2 กรม และ 3 กองพันแซปเปอร์ คิดเป็น 18 กองพัน ประมาณ 10,000 คน ขณะที่ฝ่ายราชอาณาจักรลาวมีทหารไทย 3 กองพัน ทหารลาว 4 กองพัน รวมกำลังพลประมาณ 3,500 คน เทียบสัดส่วนแล้วฝ่ายเวียดนามเหนือมีกำลังพลมากกว่าประมาณ 3:1

ทุกสงครามที่ผ่านมา กองทัพฝ่ายสังคมนิยมให้ความสำคัญกับหลักการสงคราม “การรวมกำลัง ; Mass” โดยจะระดมกำลังเข้าปฏิบัติการให้เหนือกว่าข้าศึก 3 ถึง 5 เท่า จนเกิดคำเรียก “คลื่นมนุษย์” ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเกาหลี และรวมถึงสงครามเดียนเบียนฟูของกองทัพเวียดมินห์ครั้งนี้

นอกจากจำนวนกำลังพลที่ฝ่ายเวียดมินห์เหนือกว่าในอัตรา 3 :1 แล้ว เมื่อการสู้รบเกิดขึ้น ฝ่ายฝรั่งเศสยังเสียเปรียบทางด้านอำนาจการยิงปืนใหญ่อีกด้วย

ซึ่งเป็นความผิดพลาดสำคัญที่ฝรั่งเศสมองข้ามมาแต่แรก…

นอกจากหลักการรวมกำลังที่โวเหงียนเกี๊ยปแห่งกองทัพเวียดมินห์นำมาใช้อย่างได้ผลชัดเจนแล้ว

ยังมีหลักการสงครามอีกข้อหนึ่งที่นำมาประยุกต์ใช้จากผู้นำทัพที่ไม่เคยผ่านหลักสูตรทางการทหารใดๆ เลยคือ “หลักการจู่โจม – Surprise” ด้วยการใช้อำนาจการทำลายจากปืนใหญ่อย่างมหาศาลซึ่งฝรั่งเศสไม่คาดคิด

แนวความคิดนี้มาจากที่ปรึกษารัสเซียและจีนซึ่งประจำอยู่กับฝ่ายเวียดมินห์จากประสบการณ์ที่รัสเซียเคยเอาชนะเยอรมันมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการใช้ปืนใหญ่เป็นจำนวนมหาศาลยิงถล่มฝ่ายเยอรมันก่อนจะเอาชนะเด็ดขาดขั้นสุดท้ายด้วยรถถังและทหารราบ

แต่ในกองทัพเวียดมินห์ พลประจำปืนใหญ่ที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีมีจำนวนไม่พอ จึงต้องคิดค้นยุทธวิธีใหม่ ควบคู่ไปกับคำแนะนำในการรวมอำนาจการยิงปืนใหญ่และอาวุธหนักต่างๆ ที่ฝ่ายฝรั่งเศสนึกไม่ถึง

ฝ่ายฝรั่งเศสบันทึกยุทธวิธีการใช้ปืนใหญ่ของฝ่ายเวียดมินห์ที่เหนือความคาดหมายไว้ว่า เวียดมินห์ได้ใช้วิธีการที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากวิธีการมาตรฐานตามแบบธรรมเนียมการใช้ปืนใหญ่ ปืนใหญ่เวียดมินห์จะเข้าที่ตั้งยิงแยกเป็นรายกระบอก แทนที่จะเข้าที่ตั้งยิงรวมกัน 4-6 กระบอกดังเช่นยุทธวิธีทั่วไป

แม้จะยากลำบากในการนำปืนแต่ละกระบอกเข้าที่ตั้งยิง แต่ก็แก้ปัญหาโดยใช้แรงคนถอดออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วนำเข้าประกอบใหม่ ณ ที่ตั้งยิงซึ่งสามารถ “เล็งตรง” ต่อเป้าหมายที่อยู่ต่ำลงไปได้

ปืนใหญ่เหล่านี้จะตั้งอยู่ในที่กำบังที่มั่นคงและบางครั้งก็ทำการยิงจากภายในที่กำบังเหล่านี้ แต่ก็สามารถลากไปยิงนอกที่กำบังแล้วลากกลับไปในที่กำบังเมื่อถูกยิงตอบโต้ นอกจากนั้นปืนใหญ่แต่ละกระบอกจะมีการวางอาวุธปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานคุ้มกันด้วย

เหตุผลสำคัญของหลักนิยมมาตรฐานในการกำหนดที่ตั้งยิงปืนใหญ่รวมกัน 4-6 กระบอก (อย่างน้อย 2 กระบอก) นั้นแล้วใช้เทคนิค “เล็งจำลอง” ซึ่งสลับซับซ้อนเนื่องจากที่ตั้งยิงไม่เห็นที่หมายนั้น ก็เพื่อให้เกิดอำนาจการทำลายสูงสุดต่อเป้าหมายในการยิงพร้อมๆ กันทุกกระบอกในแต่ละครั้ง

แต่วิธีการ “นอกกรอบ” ที่โวเหงียนเกี๊ยปนำมาใช้ด้วยการแยกวางปืนใหญ่เป็นรายกระบอกเช่นนี้ ทำให้ไม่ต้องการเทคนิคการยิงแบบ “เล็งจำลอง” ที่ยุ่งยาก มาเป็นยิง “เล็งตรง” ผ่านลำกล้องปืนแต่ละกระบอกแบบเดียวกับการยิงปืนเล็กทั่วไปซึ่งง่ายกว่า

นอกจากนั้น แม้ปืนใหญ่แต่ละกระบอกจะวางตัวแยกกัน แต่เมื่อยิงเข้าสู่เป้าหมายเดียวกันในเวลาเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด

บันทึกเดียวกันนี้สรุปว่า…

“การใช้ปืนใหญ่และ ป.ต.อ.ด้วยวิธีการเช่นนี้และด้วยกำลังกองทัพมดซึ่งเวียดมินห์มีอยู่ ทำให้การคาดหมายของทหารปืนใหญ่ฝ่ายเราผิดพลาด และเป็นเรื่องคาดไม่ถึงที่สำคัญที่สุดในการรบครั้งนี้”

นอกจากนั้น ฝรั่งเศสยังมิได้คาดหมายว่ากองทัพเวียดมินห์จะสามารถนำปืนใหญ่ขนาดหนักจากเวียดนามเหนือผ่านมาจนถึงเดียนเบียนฟูได้เป็นจำนวนมากเช่นนี้ เนื่องจากเส้นทางลำเลียงมายังเดียนเบียนฟูต้องผ่านภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงชันซึ่งไม่มีเส้นทางคมนาคมที่จะใช้ขนส่งได้เลย

ซึ่งโวเหงียนเกี๊ยปแก้ปัญหานี้โดยใช้เวลาในการเตรียมการมากกว่า 1 ปี ใช้แรงงานคนกว่า 20,000 คนทำงานอย่างหนักตลอดระยะเวลา 3 เดือนเพื่อซ่อมทางหลวงหมายเลข 41 ที่มีอยู่และขยายหัวเลี้ยวต่างๆ เพื่อให้ปืนใหญ่และรถยนต์บรรทุกขนาด 2 ตันครึ่งทำในรัสเซียประมาณ 800 คันได้ใช้ทางหลวงเส้นนี้เป็นเส้นทางลำเลียง

ตอนใดที่ไม่มีทางหลวงก็ถอดปืนใหญ่ออกเป็นชิ้นๆ แล้วใช้แรงงานคนแบกหามฉุดลากขึ้นมาตามภูเขาจนถึงที่ตั้งยิงที่เลือกไว้เพื่อวางกำลังล้อมกองทัพฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูจนได้

การเกณฑ์กำลังคนเข้าทำหน้าที่ขนส่งแบกหามซ่อมถนนทางหลวงนี้ เวียดมินห์ใช้วิธีระดมสรรพกำลังโดยเกณฑ์กำลังทั้งสิ้นที่จะหาได้ ไม่ว่าจะเป็นคนชรา หนุ่มสาว เด็ก

ยานพาหนะทุกชนิดถูกนำมาใช้รวมทั้งจักรยานและสัตว์ต่าง “ทุกอย่างเพื่อแนวหน้า ทุกอย่างเพื่อชัยชนะ” เป็นคำขวัญออกอากาศทางสถานีวิทยุรวมทั้งใบปลิวโฆษณา ในเขตยึดครองของฝ่ายเวียดมินห์ล้วนมีแต่คำขวัญเหล่านี้ทั้งสิ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (5)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...