โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เมษา พฤษภา 2553 หงุดหงิด บทบาท บูรพาพยัคฆ์ บทแย้ง กรณี ของ 'ชายชุดดำ'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 พ.ย. 2568 เวลา 08.51 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2568 เวลา 01.11 น.

ยุทธการแดงเดือด

ไม่ว่าคำแถลงในฐานะผู้อำนวยการ “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” (ศอฉ.) ไม่ว่าบทบันทึกต่อสถานการณ์เนื่องในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล้วนเป็นคำถาม

หากศึกษาจากการเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องของ “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม” (ศปช.)

ก็จะพบกับการโต้แย้งผ่านบทความของ เกษม เพ็ญภินันท์

โดยระบุว่าของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะ “ผู้อำนวยการ” ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ณ กองพลทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เมื่อเวลา 23.20 น. ของวันที่ 10 เมษายน 2553

ขัดแย้งกับคำสัมภาษณ์ของพยานแวดล้อมที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้งภาพนิ่งและคลิปวิดีโอที่ผู้ร่วมชุมนุมและสื่อมวลชนยืนยันได้ว่า

“ทหารได้ใช้กระสุนจริงยิงเข้าใส่ประชาชน”

นั่นก็คือ การยืนยันผ่านข้อเท็จจริงจากปากคำของ “พยานลำดับที่ 009” ซึ่งให้สัมภาษณ์ “ศปช.” เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 ว่า

“การประกาศของรัฐบาลว่าจะปฏิบัติการสลายการชุมนุมตาม 7 ขั้นตอนนั้น ในการปฏิบัติจริงไม่ใช่เลย มีการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยางใช้แค่ในช่วงหนึ่งเท่านั้น แล้วจากนั้นใช้กระสุนจริงเลย

พยานเห็นมีคนถูกยิงล้มลงต่อหน้าตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยพยานและเพื่อนได้ไปช่วยลากคนบาดเจ็บ มั่นใจทหารเป็นฝ่ายยิงแน่นอนแต่ไม่เห็นคนยิง

คาดว่าทหารที่ยิงเป็นทหารที่ยืนอยู่แถว 4″

ความขัดแย้งระหว่างการแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน และข้อเท็จจริงจากพยานที่ร่วมชุมนุมในความเห็นของ เกษม เพ็ญภินันท์ และ ศปช.

นอกจากจะไม่ได้รับการทำให้กระจ่างแล้ว นายกรัฐมนตรียังไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดวัน

ไม่มีแม้แต่คำ “ขอโทษ” ต่อผู้ที่ได้รับความเสียหาย บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

มาจากปากของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แต่ในทางตรงข้าม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธความรับผิดชอบทุกอย่าง และโยนความผิดทั้งหมดไปยัง “กลุ่มคนชุดดำ” และกลุ่มผู้ชุมนุม “คนเสื้อแดง” ที่อยู่ในเหตุการณ์นี้

เกษม เพ็ญภินันท์ ได้นำเสนอปมว่าด้วย “ตัวตนอันเป็นปริศนาของ ‘ชายชุดดำ'” ไว้ในตอนสุดท้ายของบทความขนาดยาว “ข้อเท็จจริงการเสียชีวิตและความรุนแรง เมษา 53”

ตีพิมพ์ในหนังสือ “ความจริงเพื่อความยุติธรรม : เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53” ของ “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.)”

กองบรรณาธิการประกอบด้วย ชัยธวัช ตุลาธน และคณะ จำเป็นที่จะต้องอ่านก่อนที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงในอีกหลายด้าน

ดังนี้

กลุ่ม “ชายชุดดำ” จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2555) ยังไม่มีข้อยุติว่าเป็นใครแม้ว่าจะมีการจับกุมดำเนินคดีกับบุคคลที่อ้างว่าเชื่อมโยงกับชายชุดดำและ นปช.และในบางกรณีก็มีการยกฟ้องไปแล้ว

มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมาจากความขัดแย้งในกองทัพ

โดยกลุ่มทหารอีกฝ่ายหนึ่งที่ขัดแย้งกับกลุ่มทหารที่มีอำนาจในขณะนั้นและในช่วงเวลานี้ในการกำจัดผู้นำของกลุ่มที่มีอำนาจ

ซึ่งภายหลังเหตุการณ์เพียง 2 วันคือวันที่ 12 เมษายน หนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” และหนังสือพิมพ์ “คมชัดลึก” ก็ได้เสนอบทรายงาน “แกะรอย 10 เมษาฯ นองเลือด ย้อนรอยเอ็ม 79 ถล่มแยกคอกวัว ทหารหักทหารบูรพาพยัคฆ์” และ “ไส้ศึกทหารสอย ‘บูรพาพยัคฆ์'” ตามลำดับ

อธิบายถึงความเป็นไปได้ในข้อสังเกตดังกล่าว อ้างถึงแหล่งข่าวซึ่งเป็นทหารที่อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้น (ไม่มีการระบุตัวตนของทหารคนนี้ในข่าว)

โดยนายทหารคนนั้นได้กล่าวว่า

ในขณะที่สี่แยกคอกวัวกำลังเกิดความวุ่นวายอยู่นั้นพล.ต.วลิต โรจนภักดี กำลังนั่งประชุมวางแผนอยู่ริมทางเท้าถนนตะนาวลึกเข้าไปทางตลาดบางลำพู โดยมี พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และ พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ใกล้ๆ

จากนั้นก็ได้มีระเบิดเอ็ม 79 ยิงลงมาจากที่สูงตกลงกลางวงนายทหารระดับสูงที่กำลังนั่งประชุมอยู่ถึง 2 ลูก

ทำให้ พล.ต.วลิต โรจนภักดี และ พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ได้รับบาดเจ็บ

แต่ไม่ทราบ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ได้รับบาดเจ็บจากระเบิด 2 ลูกนี้หรือไม่ หลังจากมีระเบิดลูกที่ 2 แล้วได้มีการยิงด้วยอาวุธปืนซ้ำอีกครั้งทำให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ทหารที่ให้สัมภาษณ์นี้ตั้งข้อสังเกตว่า

เป็นไปได้ยากที่ผู้ชุมนุมทั่วไป หรือไม่ได้อยู่ในแวดวงการทหารจะสามารถแยกออกได้ระหว่างพลทหารกับนายทหาร เนื่องจากการแต่งกายไม่ได้ต่างกันมากนัก หากไม่ได้มีการสังเกตจะไม่ทราบ

และจากสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นยิ่งเป็นไปได้ยาก

และยังเห็นว่าก่อนที่จะมีระเบิดตกลงกลางวงประชุมยังได้เห็นมีการใช้แสงเลเซอร์สีแดงพุ่งตรงลงไปยังนายทหารอีกด้วย

ทั้งยังอธิบายความเกี่ยวพันระหว่างชายชุดดำกับเหตุการณ์นี้ว่า

อาจจะเกิดจากการ “วางยา” กันเองภายในกองทัพเนื่องจากการปฏิบัติการในวันที่ 10 เมษายนนั้น การเริ่มปฏิบัติการในช่วงบ่ายและยืดเยื้อจนถึงกลางคืนโดยไม่จำเป็นเป็นการสุ่มเสี่ยงจากการถูกโจมตีจากมือที่สาม

และความผิดพลาดในการปฏิบัติการที่ไม่ทำการปิดล้อมจากหลายทิศทางแต่กลับมีการปฏิบัติการเพียง 2-3 ทางทำให้ไม่สามารถกดดันให้ผู้ชุมนุมสลายการชุมนุมได้สำเร็จ

ทำให้ปฏิบัติการยืดเยื้อ

ได้มีการคาดการณ์ถึงสาเหตุของ “การวางยา” ครั้งนี้โดยการอ้างถึงข้อมูลที่ได้จากแวดวง “คนมีสี” ซึ่งได้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นการลงมือของทหารด้วยกันเอง

เนื่องจากมีฝ่ายที่ไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ร.2 รอ.ซึ่งมีนายทหารทั้ง 3 คนนี้คุมกำลังในเหตุการณ์“เมษาฯ เลือดเมื่อปี 2552”

เพราะต้องการให้เกิดการสูญเสีย แต่กลับไม่เกิดความสูญเสียอย่างที่หวัง

และอาจรวมถึงไม่พอใจที่ทหารของ “กลุ่มบูรพาพยัคฆ์” ซึ่งก็คือ พล.ร.2 รอ.ที่ได้เข้ากุมอำนาจในกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ

เงื่อนงำอัน เกษม เพ็ญภินันท์ นำมาอ้างอิงผ่าน “ข้อเท็จจริงการเสียชีวิตและความรุนแรง เมษา 53” ให้น้ำหนักกับ 2 บทรายงานจากหนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” และ “คมชัดลึก” ฉบับประจำวันที่ 12 เมษายน 2553

ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ แหล่งข่าวทางด้าน “การทหาร” แหล่งข่าวจากด้านของ “กองทัพ”

เน้นให้เห็นความขัดแย้งกันเองในหมู่ “ทหาร” เพียงแต่อยู่คนละ “ขั้ว”

อย่าได้แปลกใจหากฐานการวิเคราะห์หนึ่งของ เกษม เพ็ญภินันท์ จะมาจากของ วาสนา นาน่วม อันเป็นนักข่าว “สายทหาร” ที่เกาะติดไม่เพียงบทบาทของกองทัพ หากแต่ยังรวมถึงบทบาทของ นปช.ด้วย

การศึกษาและทำความเข้าใจต่อการนำเสนอของ วาสนา นาน่วม จึงพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมษา พฤษภา 2553 หงุดหงิด บทบาท บูรพาพยัคฆ์ บทแย้ง กรณี ของ ‘ชายชุดดำ’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...