โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำไม “มหานครฮ่องกง” ที่ทันสมัย จึงยังใช้นั่งร้านไม้ไผ่ในงานก่อสร้างอยู่?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 พ.ย. 2568 เวลา 17.10 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2568 เวลา 10.10 น.

แม้ นั่งร้านไม้ไผ่ จะเป็นมรดกช่างฝีมือเก่าแก่ แต่เหตุไฟไหม้ครั้งรุนแรงได้เร่งให้ฮ่องกงต้องทบทวนอนาคตของงานก่อสร้าง ดึงความปลอดภัย-วัฒนธรรม-ต้นทุน เข้าสู่โต๊ะตัดสินใจอีกครั้ง

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.18 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลฮ่องกงเตรียมยุติการใช้นั่งร้านไม้ไผ่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมการก่อสร้างที่มีมาอย่างยาวนาน หลังเกิดเหตุไฟไหม้ร้ายแรงที่สุดในย่านที่พักอาศัยในรอบกว่า 60 ปี

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุไฟไหม้อาคารชุด Wang Fuk Court เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน โดยหนึ่งในประเด็นที่กำลังตรวจสอบคือ วัสดุที่ใช้ปรับปรุงอาคาร เช่น โครงไม้ไผ่ที่ห่อด้วยตาข่ายพลาสติกสีเขียว อาจมีส่วนทำให้ไฟลุกลามรวดเร็วขึ้นหรือไม่

โดย ฮ่องกง เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งบนโลกที่ยังคงใช้นั่งร้านไม้ไผ่ในงานก่อสร้างอย่างแพร่หลาย ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงไม้ไผ่ที่ไขว้สานกันเป็นภาพคุ้นตาของเมือง ไม่ว่าจะเป็นงานสร้างตึกสูงใหม่หรือการบูรณะอาคารเก่า อย่างไรก็ตามการใช้วัสดุดังกล่าวถูกจับตามากขึ้นเรื่อย ๆ และเหตุโศกนาฏกรรมล่าสุดทำให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าปรับเปลี่ยนนโยบาย ที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศให้เพิ่มสัดส่วนการใช้นั่งร้านโลหะในงานก่อสร้างภาครัฐ

ทำไมฮ่องกงยังพึ่งพา “นั่งร้านไม้ไผ่”?

การใช้นั่งร้านไม้ไผ่เป็นภูมิปัญญาที่มีอายุหลายพันปีจากจีนแผ่นดินใหญ่ และเฟื่องฟูในฮ่องกงช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อเศรษฐกิจบูมและงานก่อสร้างพุ่งสูง แม้จีนแผ่นดินใหญ่จะหันไปใช้นั่งร้านโลหะเป็นหลัก แต่ฮ่องกงยังคงมีแรงงานผู้เชี่ยวชาญนับพันที่มีทักษะการผูกไม้ไผ่ให้เป็นโครงสร้างแข็งแรง น้ำหนักเบา ราคาถูก และหาได้ง่าย ซึ่งไม้ไผ่ยังมีความยืดหยุ่นมากกว่านั่งร้านโลหะ สามารถตัดปรับขนาดได้ง่าย เหมาะกับเมืองที่มีพื้นที่คับแคบและอาคารปลูกชิดติดกัน

ความเสี่ยงของนั่งร้านไม้ไผ่

นั่งร้านไม้ไผ่ถูกเชื่อมโยงกับอุบัติเหตุด้านการก่อสร้างในฮ่องกงมานาน เช่น เหตุนั่งร้านถล่มในโครงการหรูย่าน Kai Tak ปีที่แล้ว ทำให้มีคนงานเสียชีวิต 2 ราย และนำไปสู่การตั้งข้อหาฆ่าคนโดยประมาท เนื่องจากไม้ไผ่แห้งติดไฟได้ และอาจช่วยให้เปลวไฟลุกลามเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ในเดือนตุลาคม อาคาร Chinachem Tower ที่คลุมด้วยโครงไม้ไผ่เกิดไฟไหม้ในย่านธุรกิจ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย

Vincent Ho ผู้ก่อตั้งสถาบันความปลอดภัยอาคารฮ่องกง ระบุว่า ไม้ไผ่ไวไฟมากขึ้นเมื่อเสื่อมสภาพ และต้องใช้แรงงานจำนวนมากในการตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม Lee Kwong-sing ประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยฮ่องกง กล่าวว่า ไม้ไผ่ไม่ใช่วัสดุที่ติดไฟง่ายนัก แต่ผ้าใบพลาสติกที่ใช้คลุมโครงในกรณีไฟไหม้ Wang Fuk Court อาจไม่มีคุณสมบัติกันไฟ ทำให้ไฟลามอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่รัฐยังชี้ด้วยว่าวัสดุปิดคลุมด้านนอกอาคารที่พบในพื้นที่เกิดเหตุเผาไหม้เร็วกว่าวัสดุมาตรฐาน และโฟมไวไฟที่พบในจุดเกิดเหตุก็เร่งให้ไฟลุกลามเร็วขึ้นด้วย

กฎใหม่ด้านนั่งร้านของฮ่องกงคืออะไร?

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลประกาศว่างานก่อสร้างภาครัฐใหม่อย่างน้อย 50% ต้องใช้นั่งร้านโลหะ โดยให้เหตุผลว่าไม้ไผ่มีข้อจำกัดทางกายภาพ เช่น คุณสมบัติด้านความแข็งแรงที่ไม่สม่ำเสมอ เสื่อมสภาพเร็ว และติดไฟง่าย ขณะที่โลหะมีความแข็งแรงกว่าและทนทานกว่า นอกจากนี้รัฐบาลต้องการให้แนวปฏิบัติด้านการก่อสร้างของฮ่องกงสอดคล้องกับจีนแผ่นดินใหญ่และประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ

แต่ข้อกำหนดใหม่นี้ถูกคัดค้านจากภาคอุตสาหกรรมมานาน โดยให้เหตุผลว่าปัญหาเกิดจากการละเลยมาตรการความปลอดภัย ไม่ใช่เพราะไม้ไผ่ไม่แข็งแรง และเกรงว่าการเปลี่ยนไปใช้นั่งร้านโลหะจะทำให้แรงงานท้องถิ่นผู้เชี่ยวชาญไม้ไผ่ตกงาน และสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง

อย่างไรก็ตามภายหลังเหตุไฟไหม้ Wang Fuk Court เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง John Lee ประกาศว่า รัฐบาลจะเดินหน้ายกเลิกการใช้นั่งร้านไม้ไผ่ทั้งหมดและผลักดันให้แรงงานเปลี่ยนไปใช้นั่งร้านโลหะแทน

ถึงแม้นั่งร้านเหล็กทนไฟจะลดความเสี่ยงลง แต่ Vincent Ho เตือนว่าวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เช่น ตาข่าย ปูพื้นไม้ และแผ่นป้องกันต่าง ๆ ก็ต้องได้รับการป้องกันไฟอย่างเหมาะสมเช่นกัน

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...