ทรัมป์ ทุ่มเงินกว่า 82 ล้านดอลลาร์ ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้
ทรัมป์ ซื้อหุ้นกู้เอกชนและพันธบัตรท้องถิ่น อย่างน้อย 82 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปลายเดือนส.ค.ถึงต้นต.ค. 68 ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซื้อหุ้นกู้เอกชนและพันธบัตรท้องถิ่น อย่างน้อย 82 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปลายเดือนส.ค.ถึงต้น ต.ค.2568 โดยเป็นการลงทุนในหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลเขา ตามเอกสารเปิดเผยด้านการเงินที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา
แบบฟอร์มจากสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลสหรัฐฯระบุว่า ทรัมป์ทำรายการซื้อสินทรัพย์มากกว่า 175 รายการระหว่างวันที่ 28 ส.ค. ถึง 2 ต.ค. 2568 แม้เอกสารจะไม่ระบุจำนวนเงินซื้อแต่ละรายการ แต่ค่าสูงสุดรวมของบอนด์ทั้งหมดอาจเกิน 337 ล้านดอลลาร์
สินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรที่ออกโดยเทศบาล รัฐ เคาน์ตี เขตการศึกษา และหน่วยงานที่เชื่อมโยงกับองค์กรภาครัฐ ขณะที่การลงทุนใหม่ของทรัมป์ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากการลดกฎเกณฑ์ทางการเงินภายใต้รัฐบาลของเขา
หุ้นกู้เอกชนที่ทรัมป์ซื้อจากผู้ผลิตชิป เช่น Broadcom และ Qualcomm, กลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Meta Platforms, ผู้ค้าปลีกอย่าง Home Depot และ CVS Health, รวมถึงธนาคารวอลล์สตรีทอย่าง Goldman Sachs และ Morgan Stanley
การซื้อหุ้นกู้ของสถาบันการเงินปลายเดือนสิงหาคมยังรวมถึงพันธบัตรของ JP Morgan ซึ่งเพียงวันศุกร์ก่อนหน้า ทรัมป์เพิ่งขอให้กระทรวงยุติธรรมสอบสวนความเชื่อมโยงของธนาคารกับเจฟฟรีย์ เอปสตีนนักการเงินผู้ล่วงลับและผู้ต้องโทษคดีทางเพศ ธนาคารระบุว่าเสียใจกับความสัมพันธ์ในอดีตและไม่ได้มีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมของเอปสตีน
ทรัมป์ยังซื้อหุ้นกู้ของ Intel หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้การนำของเขาเข้าถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว
ทำเนียบขาวยังไม่แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ โดยรัฐบาลย้ำก่อนหน้านี้ว่าทรัมป์ยังคงยื่นเปิดเผยข้อมูลการเงินตามข้อบังคับ และไม่มีใครในครอบครัวเกี่ยวข้องกับการบริหารพอร์ต ซึ่งจัดการโดยสถาบันการเงินภายนอก
ทรัมป์ซึ่งสร้างฐานะจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก่อนเข้าสู่การเมือง เคยระบุว่าได้โอนบริษัทต่าง ๆ เข้ากองทรัสต์ที่บุตรของเขาดูแล เอกสารเปิดเผยเมื่อเดือนสิงหาคมระบุว่า เขาซื้อบอนด์มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ขณะที่แบบฟอร์มประจำปีซึ่งยื่นเมื่อเดือนมิถุนายนชี้ว่า รายได้จากกิจการต่าง ๆ ยังคงไหลกลับมาถึงตัวเขาเอง ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์
อ้างอิง : www.reuters.com