โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

คู่หูสัตว์วิญญาณ (มี E-book)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 20.52 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 17.09 น. • RCman
เมื่อสาวน้อยเด็กกำพร้า ที่เกิดมาในยุคที่ใครๆก็ต้องมีสัตว์วิญญาณเป็นคู่หู และเธอก็ต้องการสัตว์วิญญาณที่ช่วยเธอหาเงินได้มาเป็นค่ายาให้ยายกับตาที่เลี้ยงดูเธอ แต่ทว่า…สัตว์วิญญาณของเธอดันคือเต่า บ๊องๆ

ข้อมูลเบื้องต้น

⋆。°✮。 [ คู่หูสัตว์วิญญาณ ] 。✮⋆°。⋆

เมื่อสาวน้อยเด็กกำพร้า ที่เกิดมาในยุคที่ใครๆก็ต้องมีสัตว์วิญญาณเป็นคู่หู และเธอก็ต้องการสัตว์วิญญาณที่ช่วยเธอหาเงินได้มาเป็นค่ายาให้ยายกับตาที่เลี้ยงดูเธอ แต่ทว่า…สัตว์วิญญาณของเธอดันคือเต่า บ๊องๆ

ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างใบนี้

มนุษย์ถูกแบ่งออกเป็นสองจำพวกอย่างชัดเจน:

"คนธรรมดา" ผู้ใช้ชีวิตไปตามครรลองของโลก

และ "คนพิเศษ" ผู้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ที่เรียกว่า

"พลังวิญญาณ"

พลังวิญญาณคือสายใยที่เชื่อมต่อโลกมนุษย์เข้ากับ "มิติพิภพสัตว์วิญญาณ" โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ ผู้ครอบครองพลังนี้จะมีความสามารถในการ "อัญเชิญ" และ "ผูกวิญญาณ" กับสัตว์วิญญาณเหล่านั้น การผูกดวงจิตให้เป็นหนึ่งเดียวไม่เพียงแต่จะทำให้ได้คู่หูร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ แต่ยังมอบพลังแฝงอันยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้เป็นนายอีกด้วย เฉกเช่นผู้ที่ผูกวิญญาณกับ "วานรวายุ" ก็อาจจะได้รับพลังแห่งสายลมมาไว้ในครอบครอง พลังวิญญาณยังสามารถใช้เสริมความแข็งแกร่งและรักษาอาการบาดเจ็บให้กับสัตว์วิญญาณได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้เอง ผู้มีพลังวิญญาณจึงเป็นที่หมายปองของตระกูลใหญ่ สำนักฝึกฝน และกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ที่ต้องการนำตัวพวกเขาไปขัดเกลาฝีมือ

ณ หมู่บ้านชาวสวนอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง "มู่หลาน" เด็กสาววัยสิบสองปีกว่าใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายภายใต้การดูแลของตาและยายที่รักเธอสุดหัวใจ แม้จะดูเป็นเด็กหัวอ่อน มึนงงไปบ้างในบางครั้ง แต่หัวใจของนางเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ความซื่อสัตย์ และความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณทั้งสองที่เลี้ยงดูนางมาตั้งแต่ยังเป็นทารก

ทว่าเบื้องหลังชีวิตอันแสนธรรมดานี้ กลับมีความลับที่น้อยคนจะล่วงรู้ซ่อนอยู่…

ความจริงแล้ว มู่หลานคือทายาทสายตรงของตระกูลมู่ผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพล เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน เมื่อคุณยายของนางเลือกที่จะละทิ้งฐานะอันสูงส่งเพื่อหนีตามบุรุษชาวสวนที่นางรัก และให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคน แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อบุตรสาวคนนั้นกลับเดินซ้ำรอยมารดา ชิงสุกก่อนห่ามกับบัณฑิตหนุ่มจนตั้งครรภ์ และเมื่อทารกน้อยลืมตาดูโลก พวกเขาทั้งสองก็เลือกที่จะทิ้งภาระไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า โดยไม่เคยหันกลับมาเหลียวแลบุตรสาวของตนอีกเลย… ทารกน้อยคนนั้นก็คือ มู่หลาน นั่นเอง

บัดนี้ มู่หลานเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยรับรู้ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของตนเอง แต่พลังวิญญาณที่หลับใหลอยู่ในกายนาง กำลังจะถึงเวลาตื่นขึ้น และเมื่อวันนั้นมาถึง ชีวิตอันแสนสงบสุขของนางจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล…

สี่มหาอาณาจักรแห่งพิภพวิญญาณ

1.อาณาจักรพฤกษาบูรพา

ที่ตั้ง: ทิศตะวันออก

ลักษณะ: นี่คือบ้านเกิดของ "มู่หลาน" เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และอบอุ่นที่สุด ได้รับแสงอรุณก่อนใคร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้เขียวชอุ่ม ที่ราบลุ่มแม่น้ำ และหุบเขาที่งดงาม ผู้คนส่วนใหญ่ยึดถือการเกษตรและการทำสวนเป็นหลัก มีความผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เป็นที่เลื่องลือในเรื่องของพืชสมุนไพรและผลไม้วิเศษ สัตว์วิญญาณที่พบส่วนมากมักเป็นประเภทพืช สัตว์ป่า และแมลงต่างๆ เป็นอาณาจักรที่ดูสงบสุขและเรียบง่ายที่สุดในสี่อาณาจักร

เมืองหลวง: นครบุปผา

2. อาณาจักรปราการอุดร

ที่ตั้ง: ทิศเหนือ

ลักษณะ: ดินแดนแห่งความหนาวเหน็บและแข็งแกร่ง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยหิมะและทุ่งน้ำแข็ง มีป้อมปราการที่แข็งแกร่งตั้งอยู่ตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันการรุกราน ผู้คนชาวอุดรขึ้นชื่อเรื่องความทรหดอดทน มีวินัย และเชี่ยวชาญการต่อสู้ เป็นแหล่งผลิตแร่เหล็กและศาสตราวุธชั้นยอด สัตว์วิญญาณมักเป็นประเภทสัตว์เขตหนาวที่มีพละกำลังมหาศาล เช่น หมีขั้วโลก หมาป่าเหมันต์ หรือพยัคฆ์หิมาลัย

เมืองหลวง: นครศิลาทมิฬ

3. อาณาจักรภูผาประจิม

ที่ตั้ง: ทิศตะวันตก

ลักษณะ: ดินแดนที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เป็นที่ราบสูงและเทือกเขาหินทรายสลับซับซ้อน อากาศแห้งแล้งและแปรปรวน ในอดีตเคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองด้วยเหมืองแร่และอัญมณี ปัจจุบันยังคงหลงเหลือซากปรักหักพังของนครโบราณอยู่มากมาย ผู้คนมีความเชื่อในเรื่องภูตผีและจิตวิญญาณที่สถิตในหินผา เป็นแหล่งรวมของผู้ฝึกตนที่ต้องการความสงบและแสวงหาพลังจากธาตุลมและดิน สัตว์วิญญาณที่พบมักเป็นประเภทสัตว์เลื้อยคลาน นกนักล่า หรือสัตว์ที่ปรับตัวเข้ากับความแห้งแล้งได้ดี

เมืองหลวง: นครวายุนภา

4. อาณาจักรสมุทรทักษิณ

ที่ตั้ง: ทิศใต้

ลักษณะ: อาณาจักรที่โอบล้อมด้วยทะเลสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาล ประกอบด้วยเมืองท่าน้อยใหญ่และหมู่เกาะมากมายนับไม่ถ้วน อากาศร้อนชื้นตลอดปี ผู้คนมีวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำและการเดินเรือ เป็นศูนย์กลางการค้าและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดในสี่อาณาจักร ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล ไข่มุก และศาสตร์การเดินเรือที่ไม่มีใครเทียบได้ สัตว์วิญญาณส่วนใหญ่เป็นสัตว์น้ำนานาชนิด ตั้งแต่เต่าทะเลขนาดยักษ์ วาฬวิญญาณ ไปจนถึงม้าน้ำมายา

เมืองหลวง: นครมุกสมุทร

ระบบการจัดลำดับของสัตว์วิญญาณ

ในโลกแห่ง "คู่หูสัตว์วิญญาณ" ความแข็งแกร่งของสัตว์วิญญาณนั้นสามารถจำแนกได้จากสองลักษณะหลัก คือ "ระดับพลัง" ซึ่งบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งในปัจจุบัน และ "ระดับเผ่าพันธุ์" ซึ่งบ่งบอกถึงศักยภาพและสายเลือดที่สืบทอดมา

1. ระดับพลัง

ระดับพลังคือมาตรวัดความแข็งแกร่งของสัตว์วิญญาณที่สามารถพัฒนาได้ผ่านการต่อสู้และปัจจัยภายนอก ยิ่งสัตว์วิญญาณมีระดับพลังสูงเท่าใด ผู้ผูกวิญญาณก็จะได้รับพลังแฝงและแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย

การแบ่งระดับ: ระดับพลังถูกแบ่งออกเป็น 8 ระดับ โดยในแต่ละระดับจะซอยย่อยออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่:

ขั้นต้น

ขั้นกลาง

ขั้นปลาย

วิธีการเพิ่มระดับ: สัตว์วิญญาณสามารถยกระดับพลังของตนเองได้หลากหลายวิธี เช่น:

การดูดซับพลังวิญญาณ: จากการสังหารสัตว์อสูร หรือเอาชนะสัตว์วิญญาณตนอื่น แล้วดูดซับแก่นพลังงานมาเป็นของตน

การบ่มเพาะ: ฝึกฝนเคียงข้างผู้ผูกวิญญาณในสถานที่ที่มีพลังวิญญาณเข้มข้น

ปัจจัยเสริม: การได้รับโอสถวิเศษ, ผลไม้วิญญาณ หรือสมบัติล้ำค่าจากธรรมชาติ

2. ระดับเผ่าพันธุ์

ระดับเผ่าพันธุ์คือการแบ่งลำดับชั้นตามสายเลือดและชาติกำเนิดของสัตว์วิญญาณ ซึ่งเป็นตัวกำหนดพรสวรรค์และศักยภาพสูงสุดที่สัตว์วิญญาณตนนั้นจะไปถึงได้ โดยแบ่งจากต่ำไปสูงได้ดังนี้

ระดับที่ 1: สัตว์วิญญาณป่า

เป็นสัตว์วิญญาณที่พบเห็นได้ทั่วไปตามธรรมชาติ มีสติปัญญาใกล้เคียงกับสัตว์ป่าธรรมดาแต่แข็งแกร่งกว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ผูกวิญญาณมือใหม่

ระดับที่ 2: สัตว์วิญญาณธาตุ

สัตว์วิญญาณที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับความสามารถในการควบคุมพลังธาตุต่างๆ เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ พฤกษา หรือโลหะหรือที่พบเห็นยากสุด แสงและมืด มีความหายากและแข็งแกร่งกว่าสัตว์วิญญาณป่าอย่างชัดเจน

ระดับที่ 3: สัตว์วิญญาณบรรพกาล

สัตว์วิญญาณที่สืบเชื้อสายมาจากยุคโบราณกาล ในสายเลือดของพวกมันแฝงไปด้วยพลังอันเป็นเอกลักษณ์และความสามารถพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง การปรากฏตัวของพวกมันแต่ละครั้งถือเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยุทธภพ

ระดับที่ 4: สัตว์วิญญาณสวรรค์

เผ่าพันธุ์ที่อยู่ในระดับตำนาน เป็นที่กล่าวขานดุจเทพเจ้าในหมู่ผู้คน มีพลังอำนาจเหนือจินตนาการและสติปัญญาสูงส่ง ว่ากันว่าผู้ที่ได้ครอบครองสัตว์วิญญาณสวรรค์ จะมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกได้

กฎสำคัญแห่งการมีคู่หูวิญญาณ: ข้อแตกต่างที่ควรจำ

การเลือกคู่หูวิญญาณตัวแรก ถือเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผู้มีพลังวิญญาณทุกคน เพราะมันจะส่งผลต่อเส้นทางการเติบโตในอนาคตอย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เพิ่งปลุกพลังวิญญาณขึ้นมาได้จึงไม่รีบร้อน แต่จะทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาทฤษฎีจนรู้แจ้งเสียก่อน

1. การได้มาซึ่งคู่หูวิญญาณตัวแรก

มีสองเส้นทางหลักในการค้นหาคู่หูวิญญาณตัวแรก ซึ่งแต่ละวิธีก็มีปัจจัยแห่งความสำเร็จที่แตกต่างกันไป

การอัญเชิญ

เป็นการใช้พลังวิญญาณของตนเองเพื่อเปิดประตูมิติและเรียกสัตว์วิญญาณจากพิภพสัตว์วิญญาณมาโดยตรง

ปัจจัยชี้วัด: คุณภาพและระดับของสัตว์วิญญาณที่อัญเชิญได้นั้น ขึ้นอยู่กับ ความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณตั้งต้น ของผู้อัญเชิญ และ "เอกลักษณ์เฉพาะตัว" ของพลังนั้นๆ ว่ามีแรงดึงดูดหรือเข้ากันได้กับสัตว์วิญญาณประเภทใดเป็นพิเศษหรือไม่

การผูกวิญญาณในโลก

คือการเผชิญหน้าและพยายามผูกพันธสัญญากับสัตว์วิญญาณที่พบเจอได้ในโลกมนุษย์

ปัจจัยชี้วัด: ความสำเร็จขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้จะสามารถใช้พลังวิญญาณของตน "สยบ" สัตว์วิญญาณตนนั้นให้ยอมจำนนได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเรื่อง "โชคชะตา" เข้ามาเกี่ยวข้อง หากสัตว์วิญญาณเกิดชื่นชอบในพลังวิญญาณของเรา มันก็อาจจะยอมรับการผูกพันธสัญญาโดยง่าย

2. การมีสัตว์วิญญาณมากกว่าหนึ่งตัว

ผู้ผูกวิญญาณสามารถมีสัตว์วิญญาณในครอบครองได้มากกว่าหนึ่งตัว แต่ก็มีเงื่อนไขสำคัญ

เงื่อนไข: ผู้ใช้จำเป็นต้องมี ระดับพลังวิญญาณที่สูงมากพอ

เหตุผล: การดูแลรักษาสัตว์วิญญาณแต่ละตัวนั้น ต้องใช้พลังวิญญาณของผู้เป็นนายหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา หรือที่เรียกว่า "การสิ้นเปลืองพลังวิญญาณในการเลี้ยงดู" หากมีพลังไม่มากพอ การมีสัตว์วิญญาณหลายตัวจะเป็นภาระที่หนักหน่วงเกินไปและอาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาของทั้งคนและสัตว์วิญญาณได้

( Astromata เครดิต ผู้ออกแบบภาพและโปรโมท Graphic Marketimg Designer)

https://www.youtube.com/shorts/tR0HUf7hztY

นิยายเรื่องนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อมอบความสนุกสนาน อบอุ่น หัวใจ (โลกสวย)

โปรดทราบว่า "มู่หลาน" ตัวเอกของเรื่อง ไม่ได้เป็นเด็กสาวที่ฉลาดหลักแหลมหรือมีไหวพริบทันคน ออกจะมึนๆ งงๆ ไปเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เด็กน้อยคนนี้มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม คือ "หัวใจอันงดงาม" ที่บริสุทธิ์และเปี่ยมไปด้วยความเมตตา

ขอเชิญทุกท่านร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวใสซื่อของเธอ ที่จะทำให้คุณยิ้มได้ทั้งน้ำตา และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แท้จริง คนที่คิดอ่านเรื่องนี้ ต้องยอมรับความน่าหมั่นไส้ของตัวละครให้ได้

สงวนลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

ห้ามมิให้สแกนหนังสือ ถ่ายภาพ คัดลอกเนื้อหา ภาพประกอบ หรือดัดแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ในรูปแบบหรือวิธีการใดๆ ก็ตาม ทั้งก่อนและหลังได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์และผู้จัดจำหน่าย ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสาร, ภาพประกอบ, และพูดคุยกับนักเขียน ได้ที่…
FACEBOOK: RCman x Astromata นักเขียนนิยาย

( Astromata เครดิต ผู้ออกแบบภาพและโปรโมท Graphic Marketimg Designer)

มู่หลาน

***แนะนำอ่านข้อมูลเบื้องต้นก่อนนะครับ คำเตือนนางเอกโลกสวย ติงต๊อง ซือๆ ตอน1-100อาจขัดใจ แต่ผ่านไปได้จะรู้เรื่องเลยว่าสุดแค่ไหน(น่าจะนะ)ขอภัยด้วยครับ***

ณ ดินแดนมังกรแห่งพงไพร โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งเป็นที่อาศัยของมวลมนุษย์ ถูกแบ่งกั้นออกเป็นสี่มหาอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่

ณ จุดบรรจบอันเป็นศูนย์กลางของทั้งสี่อาณาจักร เสาหินมหึมาต้นหนึ่งตั้งตระหง่านท้าทายกาลเวลา ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ามันถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด และด้วยความยำเกรง ผู้คนจึงขนานนามมันว่า “เสาแห่งวิญญาณสวรรค์”

ตำนานกล่าวขานว่า เสาต้นนี้คือต้นกำเนิดแห่งพลังวิเศษที่ทำให้มนุษย์บางคนถือกำเนิดขึ้นมาพร้อม “พลังวิญญาณ” อันสามารถเชื่อมโยงกับเหล่าสัตว์วิญญาณจากต่างมิติได้หรือในโลกนี้ได้ ข้อพิสูจน์แห่งตำนานนั้นคืออักขระโบราณที่สลักลึกอยู่บนพื้นผิวของเสา ซึ่งทอแสงเรืองรองมิเคยดับสูญ เผยให้เห็นถึงกฎเกณฑ์และวิถีแห่งการเป็น “นักรบวิญญาณ”

นับแต่นั้นเป็นต้นมา มนุษย์ผู้ได้รับพรสวรรค์จึงได้เรียนรู้วิธีผูกพันธสัญญากับสัตว์วิญญาณ ก่อเกิดเป็นผู้มีอำนาจเหนือคนธรรมดา…

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ ที่ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อมา… จวบจนถึงปัจจุบัน

ณ โรงเตี๊ยมจันทราอิ่มเอม, เมืองโจว

กลิ่นน้ำแกงผสมกับไอดินหลังร้านลอยคลุ้งอยู่ในอากาศยามบ่ายแก่ๆ ของเมืองโจว แสงแดดที่เคยร้อนแรงเริ่มอ่อนกำลังลง ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นที่พอให้รู้สึกสบายตัว เสียงจอแจจากด้านหน้าของโรงเตี๊ยมเริ่มบางเบาลงแล้ว บ่งบอกว่าช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดของวันได้ผ่านพ้นไป

ณ ลานซักล้างหลังร้าน เด็กสาวร่างเล็กในชุดผ้าป่านสีมอซอคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับงานของตนเองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

มู่หลาน.

ในวัยสิบสองปี รูปร่างของนางยังดูผอมบางเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกันเล็กน้อย อาจเพราะอาหารการกินที่ไม่สมบูรณ์นัก มือเล็กๆ ทั้งสองข้างของนางจมอยู่ในอ่างไม้ใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำขุ่นๆ และฟองสบู่จากเมล็ดชา นางกำลังขัดถูคราบไขมันออกจากชามกระเบื้องใบแล้วใบเล่าด้วยความตั้งอกตั้งใจ ข้างๆ กันนั้นมีชามและจานที่ใช้แล้วกองพะเนินรออยู่สูงจนเกือบมิดหัวของนาง

ถึงจะเป็นงานหนักที่เด็กสาวหลายคนอาจเบะปากใส่ แต่มู่หลานกลับทำมันด้วยท่าทีสบายๆ ริมฝีปากบางของนางกำลังฮัมเพลงพื้นบ้านที่ท่านยายชอบร้องให้ฟังก่อนนอนเป็นประจำ เสียงฮัมเพลงขาดๆ หายๆ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุขเล็กๆ ที่นางสร้างขึ้นเองในโลกใบย่อมๆ ของนาง

นางทำงานที่นี่มาได้เกือบครึ่งปีแล้ว ทุกวันหลังเลิกเรียน นางจะรีบวิ่งมาที่โรงเตี๊ยมเพื่อรับจ้างล้างจานแลกกับเงินเล็กๆ น้อยๆ พอให้ได้ซื้อสมุนไพรไปบำรุงร่างกายท่านตา หรือซื้อปิ่นไม้สวยๆ สักอันให้ท่านยายได้ยิ้มกว้างในวันเกิด "ป้าเหมย" เถ้าแก่เนี้ยเจ้าของร้าน แม้จะปากร้ายไปบ้างในบางที แต่ก็ใจดีพอที่จะจ้างเด็กอย่างนางทำงาน

แค่กๆ

เสียงไอเบาๆ ที่ดังขึ้นไม่ไกลนัก ดึงความสนใจของมู่หลานออกจากกองจานตรงหน้า นางชะงักมือแล้วหันไปมองตามเสียงนั้น

ที่มุมกำแพงเก่าๆ ซึ่งมีเงาของชายคาโรงเตี๊ยมทอดตัวบดบัง เด็กชายคนหนึ่งกำลังยืนหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ตรงนั้น เขาดูอายุน้อยกว่านางราวสองถึงสามปี เนื้อตัวมอมแมมราวกับไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งจนแทบจะดูไม่ออกว่าเป็นเสื้อ ผมเผ้ายุ่งเหยิงจับกันเป็นก้อน ร่างกายผอมเกร็งจนเห็นซี่โครงรำไร สิ่งที่สะดุดตามู่หลานที่สุดคือดวงตาของเขา… มันเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง แต่ในขณะเดียวกันก็ฉายแววของความหิวโหยออกมาอย่างปิดไม่มิด สายตาของเด็กชายจับจ้องไปที่เศษอาหารในถังไม้ที่วางอยู่ไม่ไกลจากที่มู่หลานยืนอยู่

ท้องของเด็กชายร้องดัง โครก… เป็นเสียงที่น่าสงสารจับใจ

หัวใจของมู่หลานกระตุกวูบ ความรู้สึกสงสารแล่นปราดเข้ามาในอก นางนึกถึงตัวเองในบางวันที่แทบไม่มีอะไรตกถึงท้อง ความรู้สึกของการรอคอยอาหารสักมื้ออย่างมีความหวังมันเป็นอย่างไร นางเข้าใจดี

นางรีบหันกลับไปมองที่ประตูหลังร้านอย่างรวดเร็ว ป้าเหมยกำลังง่วนอยู่กับการนับเงินในลิ้นชัก เสียงลูกคิดดัง เคร้งๆ เป็นจังหวะ ท่านคงไม่มีเวลามาสนใจหลังร้านในตอนนี้แน่ ส่วนพี่ใหญ่จาง พ่อครัวร่างยักษ์ใจดี ก็คงจะแอบไปงีบหลับในห้องเก็บฟืนเหมือนทุกวัน

เอาล่ะ… เสี่ยงหน่อยแล้วกัน!

ความคิดนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่ววูบ แต่มันก็แรงพอที่จะทำให้นางตัดสินใจได้ในทันที มู่หลานทำทีเป็นหยิบจานชามในตะกร้าใบใหม่มาล้าง แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นหมั่นโถวสองลูกที่ยังดูขาวสะอาดวางอยู่บนสุดของกองเศษอาหารในถัง มันเป็นหมั่นโถวที่ลูกค้าโต๊ะใหญ่กินเหลือไว้เมื่อตอนกลางวัน และยังอยู่ในสภาพดีมาก

นางเช็ดมือที่เปียกชื้นกับผ้ากันเปื้อนอย่างลวกๆ ก่อนจะรีบเดินไปหยิบหมั่นโถวสองลูกนั้นขึ้นมาอย่างแผ่วเบาที่สุด หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับไปขโมยของล้ำค่ามาก็ไม่ปาน นางรู้สึกผิดนิดๆ ที่ทำแบบนี้ แต่ความรู้สึกอยากช่วยเหลือเด็กชายคนนั้นมันมีมากกว่า

มู่หลานกวักมือเรียกเด็กชายคนนั้นเบาๆ "นี่เจ้า… มานี่สิ"

เด็กชายสะดุ้งสุดตัว ท่าทางเหมือนกระต่ายตื่นตูมที่พร้อมจะวิ่งหนีทุกเมื่อ เขาจ้องมองมู่หลานด้วยความไม่ไว้วางใจ

"มาเถอะน่า ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก" มู่หลานส่งยิ้มที่คิดว่าจริงใจที่สุดไปให้ พร้อมกับยื่นหมั่นโถวในมือออกไปข้างหน้า "เอานี่ไปกินสิ ยังอุ่นๆ อยู่เลยนะ"

ดวงตาของเด็กชายเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นของกินในมือของนาง เขาค่อยๆ ก้าวออกจากมุมมืดอย่างลังเล เท้าเล็กๆ ที่เปลือยเปล่าเหยียบย่ำบนพื้นดินเย็นๆ อย่างเงียบเชียบ เขามองหน้ามู่หลานสลับกับหมั่นโถวในมือของนางราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง

"เอาไปสิ" มู่หลานคะยั้นคะยออีกครั้ง นางก้าวเข้าไปหาเขาอีกสองก้าวแล้วยัดหมั่นโถวใส่มือเล็กๆ ที่สั่นเทาของเขา "รีบกินเสียนะ แล้วก็รีบไปจากที่นี่ซะ ก่อนที่เถ้าแก่เนี้ยจะมาเห็นเข้า" นางกระซิบเสียงเบา

ความอุ่นของหมั่นโถวที่สัมผัสกับฝ่ามือ ทำให้เด็กชายแน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เขาก้มลงมองหมั่นโถวในมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมู่หลานอีกครั้ง ในดวงตาคู่นั้นไม่มีแววหวาดระแวงอีกต่อไปแล้ว มีเพียงความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง เขาพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ แต่การกระทำของเขามันดังกว่าคำพูดนับพันเท่า เด็กชายโค้งหัวให้มู่หลานครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะรีบหันหลังวิ่งหายไปในตรอกแคบๆ อย่างรวดเร็ว

มู่หลานมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปจนลับสายตา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง ความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ มันเป็นความรู้สึกที่ดีกว่าการได้รับเงินค่าจ้างเสียอีก

นางหันกลับมายังอ่างล้างจานของตนเอง จัดการกับกองจานที่เหลืออยู่ด้วยความรู้สึกที่สดใสกว่าเดิม ความเหนื่อยล้าที่เคยมีอยู่มลายหายไปสิ้น นางเริ่มฮัมเพลงของท่านยายอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงของนางดูจะสดใสและมีความสุขยิ่งกว่าเก่า…

โดยที่เด็กสาวไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย… ว่าการกระทำเล็กๆ ที่นางคิดว่าไม่มีใครเห็นนั้น อยู่ในสายตาของใครคนหนึ่งมาโดยตลอด

บนชั้นสองของโรงเตี๊ยม หน้าต่างบานที่หันมาทางลานซักล้าง ชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มเรียบหรู กำลังจิบชาชั้นดีจากถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาแพง เขานั่งอยู่ตรงนั้นมาได้สักพักใหญ่แล้ว สายตาคมกริบของเขาไม่ได้จับจ้องไปยังทิวทัศน์ของเมืองโจว แต่กลับมองลงมายังเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นด้านล่างตั้งแต่ต้นจนจบ

เขาเห็นเด็กสาวตัวเล็กทำงานอย่างขยันขันแข็ง เห็นเด็กขอทานที่หิวโซ เห็นความลังเลชั่วครู่และความเมตตาที่ฉายออกมาจากแววตาของเด็กสาว และเห็นการแบ่งปันเล็กๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ

เมื่อเห็นเด็กชายวิ่งจากไปพร้อมกับหมั่นโถวในมือ มุมปากของชายหนุ่มก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ยากจะคาดเดาความหมาย เขาวางถ้วยชาลงอย่างแช่มช้า ก่อนจะหันไปเรียกองครักษ์ในชุดดำที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมห้อง

"ไปสืบเรื่องเด็กสาวคนนั้นมา… ข้าอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับนาง"

"ขอรับ… นายน้อย"

สิ้นเสียงรับคำ องครักษ์ในชุดดำก็หายวับไปราวกับเงา ทิ้งไว้เพียงชายหนุ่มที่หันกลับมาทอดสายตามองไปยังร่างเล็กๆ ของมู่หลานที่กำลังล้างจานอย่างมีความสุขอีกครั้ง

"จิตใจดี มีเมตตา… ไม่เลว" เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ "ช่างเป็นเมล็ดพันธุ์ที่น่าสนใจจริงๆ"

แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงมากระทบใบหน้าของมู่หลาน ทำให้แก้มที่เปื้อนคราบสบู่ของนางดูเปล่งประกาย ในโลกใบเล็กๆ ของนาง วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผ่านไปอย่างปกติสุข โดยไม่เคยล่วงรู้เลยว่า ชะตากรรมของนางกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป… ตลอดกาล…

***ฝากติดตามด้วยนะครับ รับรองจะมันขึ้นเรื่อยๆครับ***

บ้านแสนอบอุ่น

มู่หลานจัดการกับจานชามกองสุดท้ายจนสะอาดเอี่ยมอ่อง แสงตะวันด้านนอกเปลี่ยนจากสีทองเป็นสีส้มเข้ม บ่งบอกว่าวันอันยาวนานกำลังจะสิ้นสุดลง นางเช็ดมือจนแห้งสนิทแล้วเดินเข้าไปในร้าน ซึ่งบัดนี้ว่างเปล่าไร้ซึ่งลูกค้า เหลือเพียง "ป้าเหมย" เถ้าแก่เนี้ยร่างท้วมที่กำลังปัดกวาดพื้นอยู่.

"เสร็จแล้วหรือมู่หลาน" ป้าเหมยถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง

"เจ้าค่ะป้าเหมย เสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะ" นางตอบเสียงใส

ป้าเหมยพยักหน้า ก่อนจะเดินไปที่ลิ้นชักไม้เก่าๆ แล้วหยิบถุงผ้าใบเล็กออกมา นางเทของในถุงลงบนฝ่ามืออวบๆ ของตนเองอย่างระมัดระวัง ของสิ่งนั้นคือ "หินขาว" จำนวนสิบก้อน

ในโลกแห่งนี้ เงินตราไม่ได้อยู่ในรูปแบบของเหรียญทองแดงหรือเงิน แต่เป็นแร่หินวิญญาณที่สามารถพบได้ในเหมืองลึก แร่หินเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีมูลค่าในตัวเอง แต่ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในการหลอมอาวุธ สร้างเครื่องราง หรือแม้กระทั่งใช้เป็นแหล่งพลังงานได้อีกด้วย มันจึงกลายเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่น่าเชื่อถือที่สุด

ค่าเงินถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ หินขาว คือหน่วยที่เล็กที่สุด มักใช้ในการซื้อขายของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อสะสมครบหนึ่งร้อยก้อน จะสามารถแลกเป็น "หินดำ" หนึ่งก้อนได้ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่ามาก และหากสะสมหินดำได้ครบหนึ่งร้อยก้อน ก็จะแลกเป็น "หินทอง" ได้หนึ่งก้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนธรรมดาอย่างมู่หลานไม่เคยแม้แต่จะฝันว่าจะได้สัมผัส

"เอ้านี่… ค่าจ้างของเจ้าวันนี้" ป้าเหมยยื่นหินขาวสิบก้อนส่งให้มู่หลาน "นับดูให้ดีล่ะ"

มู่หลานยื่นสองมือออกไปรับอย่างนอบน้อม หินแต่ละก้อนมีขนาดเท่าปลายนิ้วหัวแม่มือ พื้นผิวเรียบเนียนและเย็นเฉียบ มีสีขาวขุ่นราวกับน้ำนม และทอประกายเรืองรองจางๆ ในแสงสลัวของโรงเตี๊ยม นางนับมันอย่างรวดเร็ว… หนึ่ง, สอง, สาม… จนครบสิบก้อนพอดี

"ครบแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณมากนะเจ้าคะป้าเหมย" นางโค้งคำนับอย่างสวยงาม ก่อนจะเก็บหินขาวทั้งหมดใส่ลงในถุงผ้าเล็กๆ ที่ผูกติดไว้กับเอวอย่างแน่นหนา นี่คือสมบัติล้ำค่าของนางในวันนี้

"ไปเถอะ รีบกลับบ้านได้แล้ว ค่ำมืดมันอันตราย" ป้าเหมยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แววตาที่มองมายังเด็กสาวกลับมีความเอ็นดูฉายอยู่จางๆ

"เจ้าค่ะ!" มู่หลานรับคำเสียงดังฟังชัด ก่อนจะโค้งให้อีกครั้งแล้ววิ่งออกจากร้านไปทันที

เป้าหมายของนางชัดเจน… ร้านยาของลุงหวัง!

นางไม่ได้วิ่งกลับบ้านในทันที แต่กลับมุ่งหน้าไปยังอีกฝั่งหนึ่งของชุมชน เท้าเล็กๆ ที่สวมรองเท้าฟางเก่าๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน ระหว่างทางที่นางวิ่งผ่าน มีแต่รอยยิ้มและเสียงทักทายส่งมาให้นางตลอดเส้นทาง เมืองโจวไม่ใช่เมืองที่ใหญ่โตอะไรนัก ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักกันดี และไม่มีใครเลยที่จะไม่รู้จักมู่หลาน เด็กสาวกำพร้าที่อาศัยอยู่กับตายายในบ้านหลังเก่าท้ายชุมชน

"อ้าว หนูมู่หลาน จะรีบไปไหนน่ะ!" ลุงไป๋ คนขายผลไม้ที่ตั้งแผงอยู่ข้างทางร้องทัก พร้อมกับยื่นแอปเปิ้ลสีแดงสดให้ "เอาไปกินสิ ลุงให้!"

มู่หลานชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย โค้งหัวขอบคุณอย่างรวดเร็ว "ขอบคุณเจ้าค่ะลุงไป๋ แต่ข้าไม่รบกวนดีกว่าเจ้าค่ะ! ข้ารีบอยู่!" นางปฏิเสธอย่างนอบน้อมแต่มั่นคง ก่อนจะวิ่งต่อไป

"กลับบ้านดีๆ ล่ะ!" เสียงของลุงไป๋ตะโกนไล่หลังมา

นางวิ่งผ่านป้าจางที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่หน้าบ้าน, ผ่านกลุ่มเด็กๆ ที่กำลังเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนาน ทุกคนต่างส่งเสียงเรียกชื่อนางด้วยความคุ้นเคย "พี่มู่หลาน!" "มู่หลาน!" ซึ่งนางก็ได้แต่ยิ้มกว้างและพยักหน้าตอบกลับไปเท่านั้น เพราะตอนนี้ทุกวินาทีของนางมีค่า

ในที่สุดนางก็มาถึงหน้าร้านขายยาที่คุ้นเคย กลิ่นสมุนไพรฉุนๆ ลอยออกมาแตะจมูกทันทีที่นางก้าวเข้าไป "ลุงหวังเจ้าคะ! ข้ามาซื้อยาเจ้าค่ะ!"

ชายวัยกลางคนผู้มีหนวดเคราสีดำแซมขาวเงยหน้าขึ้นจากตำรายาเล่มหนา เขาส่งยิ้มใจดีมาให้ "มาแล้วรึแม่หนู วันนี้อาการของท่านตาท่านยายเป็นอย่างไรบ้าง"

"ก็… ทรงๆตัว เจ้าค่ะ ยังไออยู่ตลอดเลย" ใบหน้าของมู่หลานสลดลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงอาการป่วยของคนในครอบครัว

"เฮ้อ… โรคคนแก่มันก็แบบนี้แหละนะ" ลุงหวังถอนหายใจ "เอ้า… ยาชุดเดิมใช่หรือไม่ ข้าจัดเตรียมไว้ให้แล้วล่ะ เห็นว่าใกล้จะถึงเวลาที่เจ้าต้องมาพอดี" เขายื่นห่อยาที่ทำจากกระดาษสีน้ำตาลสี่ห่อส่งให้นาง "ทั้งหมดแปดหินขาว"

มู่หลานพยักหน้า นางล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าที่เอว บรรจงหยิบหินขาวออกมาแปดก้อนส่งให้ลุงหวัง เหลือติดตัวอยู่อีกแค่สองก้อนเท่านั้น

"ขอบคุณมากเจ้าค่ะลุงหวัง"

"ดูแลท่านตา ท่านยายดีๆ ล่ะ หากมีอะไรขาดเหลือก็มาบอกลุงได้นะ"

"เจ้าค่ะ" มู่หลานรับคำ นางเก็บห่อยาใส่ลงในอกเสื้ออย่างดี ก่อนจะโค้งคำนับแล้วรีบวิ่งออกจากร้านไป คราวนี้จุดหมายของนางคือบ้านที่รออยู่จริงๆ เสียที

นางวิ่งจนพ้นเขตชุมชนที่คึกคัก เข้าสู่เส้นทางดินเล็กๆ ที่ทอดยาวไปยังทุ่งนาท้ายเมือง อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้าไปแล้ว ในที่สุด ที่ปลายสุดของทางเดิน นางก็มองเห็นบ้านหลังเล็กๆ ของตนเองตั้งอยู่อย่างเงียบสงบ

มันเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวหลังเก่าๆ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานหลายสิบปี หลังคามุงด้วยฟางที่บางลงไปมากแล้ว ตัวบ้านดูทรุดโทรมแต่กลับสะอาดสะอ้าน รอบๆ บ้านมีแปลงผักเล็กๆ ที่ท่านตาเคยทำไว้ก่อนจะล้มป่วย มีควันสีขาวจางๆ ลอยออกมาจากปล่องไฟ บ่งบอกว่ามีคนอยู่ข้างใน

มู่หลานผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเข้าไปเบาๆ "ท่านตา ท่านยาย ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ!"

ภาพแรกที่นางเห็นคือชายชราและหญิงชราสองคนกำลังนั่งพิงผนังอยู่บนเตียงไม้เตี้ยๆ ทั้งคู่หันมามองนางด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก "กลับมาแล้วรึหลานรัก" เสียงของท่านยายแหบพร่าและขาดห้วงด้วยอาการไอ

"เหนื่อยหรือไม่" ท่านตาถามต่อ ก่อนจะไอโขลกๆ ออกมาอีกหลายครั้ง

"ไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ!" มู่หลานส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส นางไม่อยากให้ทั้งสองคนต้องเป็นกังวล "ข้าซื้อยามาให้แล้วนะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะรีบไปต้มให้เลย ส่วนนี่ ข้าเหลือเงินมาสองหินขาวแน่ะ พรุ่งนี้เราซื้อเนื้อมาต้มซุปกันดีไหมเจ้าคะ!" นางชูหินขาวสองก้อนที่เหลือให้ดูอย่างภาคภูมิใจ

"ดีๆๆ" ท่านยายพยักหน้าช้าๆ "แต่เจ้ากินเยอะๆ นะหลานรัก ทำงานหนักทุกวัน ผอมลงไปมากแล้ว"

"ข้าแข็งแรงดีเจ้าค่ะ!"

มู่หลานไม่ได้พูดคุยต่อนานนัก นางรู้ว่าหน้าที่ของตนเองคืออะไร นางเดินไปยังมุมหนึ่งของบ้านซึ่งเป็นส่วนของห้องครัวอย่างคล่องแคล่ว วางห่อยาลงบนโต๊ะ จัดการจุดไฟในเตาเพิ่ม เติมน้ำลงในหม้อดินสำหรับต้มยา ฉีกห่อยาหนึ่งห่อเทสมุนไพรลงไป แล้วยกขึ้นตั้งบนเตาอย่างชำนาญ

จากนั้นนางก็หันไปจัดการกับข้าวของในบ้าน เก็บกวาดจานชามที่กินค้างไว้เมื่อตอนกลางวันไปล้าง กวาดพื้นไม้ที่เริ่มมีฝุ่นเกาะ เช็ดถูทำความสะอาดทุกอย่างเงียบๆ การเคลื่อนไหวของนางดูเป็นธรรมชาติและไม่ติดขัดเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่านี่คืองานที่นางทำอยู่ทุกวันจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

นางหุงข้าว ต้มแกงจืดผักกาดขาวที่เก็บมาจากสวนหลังบ้าน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของอาหารและกลิ่นฉุนของยาต้มลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งบ้านหลังเล็กๆ แต่มันกลับเป็นกลิ่นที่ทำให้มู่หลานรู้สึกสบายใจที่สุด… กลิ่นของ "บ้าน"

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็ประคองท่านตาท่านยายให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ ป้อนยาที่ต้มจนได้ที่แล้วให้ทั้งสองคนดื่ม แม้ยาจะขมแต่ทั้งคู่ก็ดื่มมันจนหมดโดยไม่อิดออด จากนั้นนางก็ตักข้าวตักแกงมาป้อนให้ทีละคนอย่างใจเย็น

ภาพของเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่กำลังดูแลชายชราหญิงชราอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยภายใต้แสงตะเกียงริบหรี่ เป็นภาพที่เรียบง่าย แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความผูกพันที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายได้

นี่แหละคือโลกทั้งใบของมู่หลาน… โลกที่แม้จะยากลำบากและไม่ได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย แต่ก็เป็นโลกที่ทำให้นางมีความสุขที่สุดแล้ว…ขอแค่มีข้าวกินท่านตากับท่านยายแข็งแรงก็พอแล้ว

เรียนรู้

แสงอรุณรุ่งแรกของวันสาดส่องผ่านรอยแตกของผนังไม้เก่าๆ ปลุกมู่หลานให้ตื่นจากการหลับใหลเช่นทุกวัน นางลุกขึ้นจากที่นอนฟางบางๆ อย่างเงียบเชียบที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนท่านตาและท่านยายที่ยังคงหลับใหลอยู่พร้อมกับเสียงไอกระเสาะกระแสะเป็นระยะ

กิจวัตรยามเช้าของนางเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว นางจัดการก่อไฟในเตา อุ่นอาหารที่เหลือจากเมื่อคืน และต้มยาหม้อใหม่เตรียมไว้ให้พร้อมสำหรับมื้อเช้า เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย นางจึงค่อยๆ ปลุกท่านทั้งสองให้ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตาและกินข้าวกินยา

"วันนี้ก็ไปเรียนอีกแล้วรึหลานรัก" ท่านยายลูบหัวนางเบาๆ ขณะที่นางกำลังป้อนข้าวต้มให้

"เจ้าค่ะท่านยาย วันนี้ท่านอาจารย์เฉินจะเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของสี่อาณาจักรให้ฟัง น่าสนุกออกเจ้าค่ะ" นางตอบด้วยดวงตาเป็นประกาย

"ดีแล้ว… ตั้งใจเรียนนะหลานยาย" ท่านตาพูดเสริมด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น "ความรู้จะติดตัวเจ้าไปตลอด"

หลังจากดูแลท่านทั้งสองจนอิ่มหนำและกินยาเรียบร้อยแล้ว มู่หลานก็รีบคว้าตำราเก่าๆ เล่มหนึ่งกับพู่กันที่ขนหลุดลุ่ยไปหลายเส้น แล้ววิ่งออกจากบ้านไปยังจุดหมายเดิมๆ ของนางในทุกๆ เช้า… สถานศึกษาชนบท

มันไม่ใช่โรงเรียนที่ใหญ่โตอะไรเลย เป็นเพียงศาลาไม้เก่าๆ ท้ายหมู่บ้านที่เคยถูกทิ้งร้างมาก่อน ชาวบ้านช่วยกันปัดกวาดซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ พอให้ใช้เป็นที่เรียนหนังสือของเด็กๆ ที่ครอบครัวไม่มีเงินส่งเสียให้ไปเรียนในสำนักศึกษาดีๆ ในเมืองได้ สถานที่แห่งนี้ดำรงอยู่ได้ด้วยจิตใจเมตตาของคนเพียงคนเดียว… "ท่านอาจารย์เฉิน" บัณฑิตเฒ่าที่เกษียณอายุราชการกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิด และอาสามาสอนหนังสือให้เด็กๆ โดยไม่คิดค่าตอบแทน

เมื่อมู่หลานวิ่งมาถึง บรรยากาศในศาลาก็เป็นเหมือนเช่นทุกวัน… วุ่นวาย

เด็กๆ ราวสิบกว่าคนกำลังวิ่งไล่จับกัน บ้างก็จับกลุ่มนั่งเล่นดีดลูกแก้วอยู่มุมห้อง บ้างก็แอบเอาขนมขึ้นมากินแล้วคุยกันเสียงดังโหวกเหวก ไม่มีใครสนใจตำราที่วางอยู่บนโต๊ะไม้โทรมๆ ของตนเองเลยแม้แต่น้อย

ณ ด้านหน้าสุดของห้องเรียน บัณฑิตชราผมขาวโพลนในชุดผ้าฝ้ายสีซีดกำลังยืนนิ่งๆ มองภาพความวุ่นวายนั้นด้วยแววตาที่เรียบเฉย ท่านอาจารย์เฉิน… ในวัยเจ็ดสิบกว่าปี หลังของท่านเริ่มงุ้มลงเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตาของท่านยังคงฉายแววแห่งปัญญาและความเมตตาออกมาเสมอ

หลายคนอาจจะคิดว่าท่านคงจะรู้สึกท้อแท้หรือหมดหวังที่ต้องมาสอนเด็กๆ ที่ไม่เคยให้ความร่วมมือเหล่านี้ แต่เปล่าเลย… เหตุผลที่ท่านยังคงอดทนมายืนอยู่ตรงนี้ได้ทุกวัน ไม่ใช่เพราะเด็กเหล่านั้น แต่เป็นเพราะ "ความหวังเดียว" ของท่านกำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในศาลาพอดี

"ท่านอาจารย์! ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ! ขออภัยที่สายนะเจ้าคะ!" มู่หลานวางตำราลงบนโต๊ะแถวหน้าสุด ก่อนจะโค้งคำนับให้อาจารย์ของนางจนสุดตัว

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นของท่านอาจารย์เฉินเป็นครั้งแรกของวัน "ไม่เป็นไรมู่หลาน เจ้ารีบไปดูแลท่านตา ท่านยายมาใช่หรือไม่ นั่งลงเถอะ"

"เจ้าค่ะ" นางตอบรับแล้วรีบนั่งลงอย่างเรียบร้อย เปิดตำราและเตรียมฝนหมึกรออย่างตั้งใจ

ท่านอาจารย์เฉินกระแอมไอเสียงดัง "เอาล่ะ! ทุกคนนั่งที่ได้แล้ว! วันนี้เราจะมาเรียนกันต่อเรื่องดินแดนของเรา!"

เสียงของท่านแทบจะจมหายไปในความวุ่นวายของเด็กคนอื่นๆ มีเพียงไม่กี่คนที่ยอมกลับมานั่งที่โต๊ะของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจบทเรียนอยู่ดี

ทว่าท่านอาจารย์เฉินไม่ได้ใส่ใจเสียงรอบข้างอีกต่อไปแล้ว สายตาของท่านจับจ้องมาที่ลูกศิษย์เพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ตรงหน้า ดวงตาของนางที่จ้องกลับมานั้น ใสซื่อและเปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่รู้ มันเป็นแววตาที่เติมเต็มจิตวิญญาณความเป็นครูของท่านได้อย่างน่าอัศจรรย์

"อย่างที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง… ดินแดนของเรา หรือที่ถูกเรียกขานกันว่า 'ดินแดนมังกรแห่งพงไพร' นั้น ถูกแบ่งออกเป็นสี่มหาอาณาจักรใหญ่ตามทิศทั้งสี่… มู่หลาน เจ้าจำได้หรือไม่ว่ามีอาณาจักรอะไรบ้าง"

ราวกับว่าทั้งสองคนอยู่ในโลกอีกใบที่มีเพียงแค่ครูกับศิษย์ มู่หลานลุกขึ้นยืนแล้วตอบฉะฉาน "จำได้เจ้าค่ะ! มีอาณาจักรพฤกษาบูรพาซึ่งเป็นบ้านของเรา, อาณาจักรปราการอุดรทางทิศเหนือ, อาณาจักรภูผาประจิมทางทิศตะวันตก และอาณาจักรสมุทรทักษิณทางทิศใต้เจ้าค่ะ!"

"ดีมาก! ดีมาก!" ท่านอาจารย์เฉินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "แต่ละอาณาจักรก็มีลักษณะภูมิประเทศและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป แต่พวกเจ้ารู้หรือไม่ ว่าอะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงอาณาจักรทั้งสี่นี้ไว้ด้วยกัน"

ท่านอาจารย์แกล้งถามไปอย่างนั้นเอง ท่านรู้ดีว่าไม่มีเด็กคนไหนตอบได้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เสียงจ้อกแจ้กจอแจยังคงดังอยู่เช่นเดิม มีเพียงมู่หลานเท่านั้นที่ทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง นางส่ายหน้าเบาๆ "ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะท่านอาจารย์"

บัณฑิตเฒ่ายิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนจะใช้นิ้วที่เหี่ยวย่นของตนวาดภาพแผนที่อย่างง่ายๆ ลงบนกระดานดำเก่าๆ "ณ จุดศูนย์กลาง ที่ซึ่งเขตแดนของทั้งสี่อาณาจักรมาบรรจบกัน มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่กว่าประวัติศาสตร์ใดๆ ทั้งปวง… มันคือเสาหินขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า…"

คำพูดของท่านอาจารย์เฉินทำให้เสียงพูดคุยของเด็กคนอื่นๆ เงียบลงไปเล็กน้อยด้วยความสนใจ แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับไปวุ่นวายเหมือนเดิม

แต่สำหรับมู่หลานแล้ว… ทุกถ้อยคำของท่านอาจารย์กลับตราตรึงอยู่ในห้วงความคิดของนาง นางจินตนาการภาพตาม… เสาหินที่สูงเสียดฟ้า… มันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันนะ?

"ตำนานที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกล่าวว่า เสาต้นนั้นคือต้นกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง… และเป็นสิ่งที่ทำให้โลกของเราแตกต่างจากโลกอื่นๆ ผู้คนต่างเรียกขานมันด้วยชื่อเดียวกันว่า 'เสาแห่งวิญญาณสวรรค์'"

เมื่อชื่อนั้นถูกเอ่ยออกมา มู่หลานรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าสายเล็กๆ วิ่งผ่านร่างของนางไป 'เสาแห่งวิญญาณสวรรค์…' มันเป็นชื่อที่ฟังดูยิ่งใหญ่และลึกลับอย่างบอกไม่ถูก ความอยากรู้อยากเห็นที่นางมีอยู่เต็มเปี่ยมถูกจุดประกายขึ้นมาอย่างรุนแรง นางไม่สนใจอีกแล้วว่าเพื่อนคนอื่นๆ จะส่งเสียงดังหรือวิ่งเล่นกันอย่างไร ในหัวของนางตอนนี้มีแต่คำว่า "เสาแห่งวิญญาณสวรรค์" วนเวียนอยู่เต็มไปหมด

นางยกมือขึ้นช้าๆ รอจนท่านอาจารย์เฉินพยักหน้าอนุญาต

เด็กสาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตของนางจ้องมองไปยังบัณฑิตเฒ่าด้วยแววตาที่จริงจังและใฝ่รู้ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา ก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่อยู่ในใจของนางออกมาด้วยเสียงที่ดังฟังชัด

"เสาแห่งวิญญาณสวรรค์คืออะไรเจ้าค่ะท่านอาจารย์?"

ความเงียบเข้าปกคลุมศาลาไม้เก่าๆ เป็นครั้งแรกของวันอย่างน่าอัศจรรย์ คำถามที่ตรงไปตรงมาและเปี่ยมไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ของมู่หลาน ดึงความสนใจของเด็กคนอื่นๆ ให้หยุดจากการเล่นและหันมามองเป็นตาเดียวกัน พวกเขาก็เคยได้ยินชื่อ "เสาแห่งวิญญาณสวรรค์" มาบ้างจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ แต่มันก็เป็นเพียงชื่อที่ผ่านหูไปเท่านั้น ไม่เคยมีใครคิดจะตั้งคำถามกับมันอย่างจริงจังเช่นนี้มาก่อน

ท่านอาจารย์เฉินไม่ได้เอ่ยปากตอบในทันที ดวงตาอันเปี่ยมปัญญาของท่านจับจ้องมาที่มู่หลานอย่างอ่อนโยน บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยปรากฏรอยยิ้มที่อบอุ่นและภาคภูมิใจอย่างที่สุด มันเป็นรอยยิ้มของครูที่ได้พบกับลูกศิษย์ที่ตนเองเฝ้ารอมาทั้งชีวิต

"เป็นคำถามที่ดีมาก… มู่หลาน" บัณฑิตเฒ่าเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของท่านไม่ได้ดัง แต่กลับก้องกังวานไปทั่วทั้งศาลาที่เงียบสงัด “เป็นคำถามที่ดีสำหรับการสอนวันนี้”

ท่านค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะของมู่หลาน ก่อนจะหันหน้าไปทางเด็กคนอื่นๆ ที่กำลังตั้งใจฟังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

"พวกเจ้าทุกคน… ฟังให้ดี" ท่านอาจารย์เฉินกล่าว "สิ่งที่ข้าจะเล่าต่อไปนี้ คือรากฐานของโลกที่เราอาศัยอยู่ คือประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่กว่าอาณาจักรใดๆ และคือสิ่งที่ทำให้พวกเราแตกต่างจากมนุษย์ในดินแดนอื่นๆ"

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...