โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตลาดที่อยู่อาศัย 3 จังหวัด EEC เหลือขายเพียบ กดดันตลาดระยะกลางถึงยาว

The Bangkok Insight

อัพเดต 22 พ.ย. 2568 เวลา 03.38 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2568 เวลา 03.38 น. • The Bangkok Insight

สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย 3 จังหวัด EEC ครึ่งแรกและแนวโน้มปี 2568 จำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายเพิ่ม ลงทุนเปิดโครงการใหม่ลดลง กดดันตลาดระยะกลางถึงยาว

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ช่วงครึ่งแรกปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) ในพื้นที่จังหวัดหลัก 27 จังหวัด ซึ่งคาดการณ์ครอบคลุมโครงการที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ ประเภทบ้านจัดสรรและอาคารชุด (ไม่นับรวมบ้านมือสอง) สัดส่วนกว่า 80% ของโครงการที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ทั่วประเทศ

EEC

ทั้งนี้ พบว่ามีโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายจำนวน 3,901 โครงการ รวม
401,869 หน่วย มูลค่า 2,278,945 ล้านบาท จำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 3.6% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 11.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในจำนวนนี้เป็นโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (EEC) ประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขาย รวมทั้งสิ้น 71,841 หน่วย มูลค่า 301,743 ล้านบาท

ภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ EEC ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ในภาวะที่ควรจับตามองอย่างใกล้ชิด ความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก ขณะที่อัตราการดูดซับต่ำและระดับหน่วยเหลือขายที่สูงก่อให้เกิดแรงกดดันต่อตลาดในระยะกลางถึงยาว

จังหวัดชลบุรี

ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จังหวัดชลบุรียังคงเป็นศูนย์กลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ EEC ที่มีความเคลื่อนไหวค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านการสะสมของหน่วยเหลือขาย แม้ว่าปริมาณโครงการเปิดใหม่จะลดลงอย่างมากก็ตาม

จำนวนโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายของจังหวัดอยู่ที่ 46,965 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น อาคารชุด 23,526 หน่วย (ลดลง 1.3%) และบ้านจัดสรร 23,439 หน่วย (เพิ่มขึ้น 11.03%) แสดงถึงการขยายตัวของตลาดที่มาจากบ้านจัดสรรเป็นหลัก

ด้านมูลค่าโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายมีมูลค่ารวม 216,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 24.4% โดยเฉพาะอาคารชุดที่มูลค่าพุ่งขึ้น 31.3% สะท้อนว่าหน่วยที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นมีระดับราคาสูงขึ้นกว่าปีก่อน

อย่างไรก็ตามจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ ในจังหวัดชลบุรี ลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยมีเพียง 3,206 หน่วย มูลค่า 19,091 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนถึง 69.3% (หน่วย) และ ลดลง 51.2% (มูลค่า) ซึ่งเป็นการลดลงในทั้ง 2 ประเภทอสังหาริมทรัพย์ สะท้อนถึงความระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่จากภาวะตลาดที่ยังไม่เอื้อต่อการขาย

ด้านอุปสงค์ ยอดขายใหม่ ลดลงเช่นกัน โดยมีจำนวนเพียง 5,089 หน่วย มูลค่า 25,391 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 36.9% (หน่วย) และลดลง 13.6% (มูลค่า) โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารชุดที่ยอดขายจำนวนหน่วยลดลงถึง 45.4%

เมื่อพิจารณาภาวะคงเหลือ พบว่า จังหวัดชลบุรีมีที่อยู่อาศัยเหลือขายจำนวน 41,876 หน่วย มูลค่า 191,006 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% (หน่วย) และ 32.2% (มูลค่า) จากปีก่อน แสดงถึงปริมาณหน่วยสะสมที่ยังไม่สามารถระบายออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อัตราดูดซับเฉลี่ยต่อเดือนลดลงเหลือเพียง 1.8% จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 3% ทำให้ระยะเวลาที่คาดว่าจะขายหมดเพิ่มขึ้น ด้านราคาขายเฉลี่ยของหน่วยเปิดใหม่ในปีนี้อยู่ที่ 6 ล้านบาท
ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจาก 3.7 ล้านบาทในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงโครงการใหม่ที่มีราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ขณะที่ราคาของหน่วยเหลือขายสะสมเฉลี่ยอยู่ที่ 4.6 ล้านบาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจาก 3.9 ล้านบาท

ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรีช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เผชิญกับภาวะ ยอดขายหดตัว สต็อกเพิ่มสูง ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารชุดที่มียอดขายลดลงต่อเนื่อง

กลุ่มราคาที่ต้องระวังในจังหวัดชลบุรี คือช่วงราคา 2.01-3 ล้านบาท ซึ่งมีหน่วยสร้างเสร็จเหลือขาย 3,582 หน่วย คิดเป็น 27.4% ประเภทหลักคือทาวน์เฮ้าส์ มีจำนวน 1,987 หน่วย หรือ 44.2% สำหรับอาคารชุดมีจำนวนหน่วยสร้างเสร็จเหลือขายมมากที่สุดในกลุ่มราคา 1.01-2 ล้านบาท โดยมีจำนวน 1,528 หน่วย หรือ 28.5% ของหน่วยเหลือขายกลุ่มราคาดังกล่าว

จังหวัดระยอง

ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดระยองช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง แม้ว่าจำนวนหน่วยรวมจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวด้านอุปสงค์และการเปิดโครงการใหม่หดตัวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงภาวะตลาดที่เปราะบางโดยเฉพาะประเภทโครงการอาคารชุด โดยจำนวนเหลือขายรวมในจังหวัดระยอง 17,203 หน่วย มูลค่า 59,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 2.6% (หน่วย) และ 13% (มูลค่า) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากกลุ่มบ้านจัดสรรที่ขยายตัวทั้งในด้านจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 4.5% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 15.5% ขณะที่อาคารชุดมีการหดตัวลงอย่างชัดเจน โดยจำนวนหน่วยลดลง 25.4% และมูลค่าลดลง 20.7%

การเปิดตัวโครงการใหม่ มีเพียงในกลุ่มบ้านจัดสรรเท่านั้น โดยมีจำนวน 776 หน่วย มูลค่า 3,216 ล้านบาท ลดลงมากถึง 54.8% (หน่วย) และลดลง 60.6% (มูลค่า) เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่อาคารชุดไม่มีการเปิดตัวใหม่ช่วงครึ่งปีแรก สะท้อนความระมัดระวังของผู้ประกอบการและการประเมินว่าตลาดยังไม่เอื้อต่อการลงทุนในโครงการอาคารชุด

ด้านอุปสงค์ ยอดขายใหม่ หดตัวตามอุปทาน โดยยอดขายรวมในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1,426 หน่วย มูลค่า 4,074 ล้านบาท ลดลง 37.6% (หน่วย) และลดลง 38.7% (มูลค่า) จากปีก่อน โดยเฉพาะอาคารชุดที่มียอดขายเพียง 80 หน่วย ลดลงถึง 66.7% แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้บริโภคต่ออสังหาริมทรัพย์แนวดิ่ง ขณะที่บ้านจัดสรรมียอดขาย 1,346 หน่วย ลดลง 34.2%

เมื่อพิจารณาภาวะคงเหลือ พบว่าหน่วยเหลือขายสะสม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ 15,777 หน่วย มูลค่า 55,573 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% (หน่วย) และ 20.4% (มูลค่า) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะบ้านจัดสรรที่หน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้นกว่า 10.3% ในขณะที่อาคารชุดลดลง 13.8%

ขณะที่อัตราการดูดซับต่อเดือนลดลงเหลือเพียง 1.4% จาก 2.3% ในปีก่อน ส่งผลให้ต้องใช้เวลาในการขายหมดในอัตราที่นานที่สุดในพื้นที่ EEC สะท้อนภาวะตลาดที่ซบเซาและการระบายสต๊อกที่ล่าช้า โดยราคาของหน่วยเหลือขายเฉลี่ยอยู่ในกลุ่มราคา 3.5 ล้านบาทต่อหน่วย สะท้อนถึงโครงสร้างราคาที่กระจุกตัวอยู่ในระดับกลาง และอาจยังสูงเกินศักยภาพของผู้บริโภค โดยกลุ่มราคาที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากมีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จเหลือขายมากที่สุดคือระดับราคา 1.01-2 ล้านบาท โดยมีจำนวนสูงถึง 2,233 หน่วย ซึ่ง 70.3% เป็นทาวน์เฮ้าส์

จังหวัดระยองเผชิญแรงกดดันรอบด้านทั้งจากฝั่งอุปทานที่เริ่มสะสมหน่วยเหลือขาย และฝั่งอุปสงค์ที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารชุดที่แทบไม่มีการเปิดตัวใหม่ และมียอดขายลดลงเกินครึ่ง ในขณะที่บ้านจัดสรรยังคงขับเคลื่อนตลาด แต่ก็มีหน่วยเหลือขายสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการในพื้นที่จึงควรปรับกลยุทธ์ทั้งด้านขนาด ราคาและรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับกำลังซื้อจริง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในระยะกลางถึงยาว

จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดฉะเชิงเทราในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 แสดงภาพความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง โครงการบ้านจัดสรรกับโครงการอาคารชุด โดยกลุ่มบ้านจัดสรรยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่อาคารชุดหดตัวลงอย่างมากเกือบทั้งระบบ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและความระมัดระวังของผู้ประกอบการ ในด้านอุปทาน

จังหวัดฉะเชิงเทรามีจำนวนหน่วยขายรวม 7,673 หน่วย เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเกิดจากการเพิ่มขึ้นของบ้านจัดสรรที่ขยายตัว 18.13% ขณะที่อาคารชุดลดลงถึง 72.3% ส่งผลให้ภาพรวมอยู่ในระดับทรงตัว

การเปิดตัวโครงการใหม่ ในครึ่งปีแรกมีเพียง 95 หน่วย จากประเภทโครงการบ้านจัดสรรเท่านั้น ลดลง 81.8% จากปีก่อนที่เคยมีจำนวน 522 หน่วย และในปี 2568 ไม่มีการเปิดขายโครงการอาคารชุดใหม่ เช่นเดียวกับมูลค่าการเปิดขายใหม่ที่ลดลงจาก 2,201 ล้านบาท เหลือเพียง 282 ล้านบาท หรือลดลง 87.2%

ด้านอุปสงค์ ยอดขายใหม่หดตัวเช่นกัน โดยมียอดขายใหม่ 682 หน่วย มูลค่า 2,175 ล้านบาท ลดล'จากปีก่อน 39.5% มูลค่าลดลง 30.3% โดยเฉพาะอาคารชุดที่ยอดขายลดลงถึง 78.3% ส่งผลให้การสะสมของหน่วยเหลือขายยังคงอยู่ในระดับสูงโดยมีจำนวน 6,991 หน่วย มูลค่า 23,524 ล้านบาท โดยจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 7% มูลค่าเพิ่มขึ้น 23%

ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดฉะเชิงเทรายังคงอยู่ในภาวะทรงตัว โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มบ้านจัดสรร ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมหดตัวทั้งในด้านอุปทานและอุปสงค์อย่างรุนแรง การไม่มีโครงการใหม่ในกลุ่มอาคารชุดสะท้อนถึงภาวะ หยุดลงทุน ที่ชัดเจน โดยกลุ่มราคาที่ต้องระวังคือกลุ่มราคา 1–3 ล้านบาท ควรชะลอการเปิดโครงการใหม่ โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวระดับราคาเกิน 3 ล้านบาท ที่มียอดเหลือขายค้างสูง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...