ส่อง Property Outlook 2026 เมื่ออสังหาฯ ไทย ยังมีทางไปต่อ
เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่า ยามนี้ตลาดอสังหาฯ ไทย เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน
คำถามสำคัญที่ผู้พัฒนาและนักลงทุนทุกคนต้องการคำตอบคือ "โอกาสในการเติบโตที่แท้จริงของอสังหาฯ ไทยในปี 2026 อยู่ที่ใด?"
ในงานสัมมนา TERRAHINT BRAND SERIES ที่ริเริ่มโดยเว็บไซต์ TerraBKK.com ไม่เพียงเป็นงงานสัมมนาประจำปี แต่ยังมอบทิศทางและสร้างสรรค์แรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับปีนี้ TERRAHINT BRAND SERIES 2025จัดขึ้นภายใต้ธีม The Wellness Blueprint #อยู่ดีมีสูตรโดยปีนี้พิเศษขึ้นไปอีก ด้วยการเปิดเวทีบรรยาย หัวข้อ “Property Outlook 2026 โอกาสใหม่ในตลาดอสังหาฯ: วิเคราะห์แนวโน้ม ทิศทาง และปัจจัยเสี่ยง”ที่จะชี้แนวทางพลิกวิกฤตให้เป็นแรงผลักดันเชิงบวก บรรยายโดยทีมงาน TerraBKK นำโดย คุณสุมิตรา วงภักดีกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด พร้อมด้วย คุณคฤตสา จินดานนท์Head of Consulting และ คุณปิยะพร เลิศวิสุทธิไพบูลย์Head of Research เพื่อมอบวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม เพื่อมุ่งสู่ปี 2026 อย่างมั่นคง
The Triple Helix: แกนขับเคลื่อนอสังหาฯ โลกปี 2026
เริ่มต้นด้วยการฉายภาพทัศน์ระดับมหภาคของโลก ชนิดที่ว่า “ย่อสถานการณ์สำคัญ” ที่มีผลกระทบต่ออสังหาฯ “ทั้งโลก” ภายใน 20 นาที
"โลกหลังโควิดได้นำพาเรามาสู่ 'จุดตัด' (Intersection) ของ 3 เทรนด์ใหญ่ คือ Climate Resilience, Longevity, และ Wellness ผู้ประกอบการที่สามารถผสาน Triple Helix นี้เข้ากับผลิตภัณฑ์ได้ จึงจะสามารถสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนได้" ดร. คฤตสา จินดานนท์ Head of Consulting เริ่มต้นเกริ่นความสำคัญของ 3 หัวข้อใหญ่นี้ ก่อนลงลึกไปว่า
เทรนด์ที่ 1 Climate Resilience: ยุคแห่งการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้น ทุกคนต่างตระหนักดีถึงภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายงานทางสถิติยืนยันถึงการทำลายสถิติ New High ของอุณหภูมิโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในขณะที่ประชาคมโลกยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสได้ การปรับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยให้นานขึ้นจากปี 2025 เป็นปี 2050 จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า Environmental Regulation ที่เกี่ยวข้องกับ Carbon Credit จะต้องเข้มข้นขึ้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก่อให้เกิดผลกระทบที่สำคัญต่อวงการอสังหาฯ
ประการแรก: แรงกดดันจากกฎหมายและการเงินสีเขียว ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรับมือกับแรงกดดันทางกฎหมายระดับโลกและระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น
- CBAM (Cross-Border Adjustment Mechanism):มาตรการของสหภาพยุโรปเป็นเพียง "เสียงระฆังเริ่มต้น" ที่ประกาศว่ายุคของการเรียกเก็บ Carbon Tax ได้มาถึงแล้ว และจะตามมาด้วยกฎเกณฑ์ที่กระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ รวมถึงมาตรการ Green Fuel Tax สำหรับการขนส่งทางอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศอย่างสิงคโปร์
- พรบ. โลกร้อนไทย:ความคืบหน้าของ พรบ. โลกร้อนของไทยจะเป็นตัวกำหนดทิศทางมาตรการ Carbon Tax และ Emission Trading Scheme ภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารจัดการต้นทุนและการออกแบบโครงการอย่างลึกซึ้ง
- Green Funding Requirement:ความต้องการในการเข้าถึง Green Funding จากสถาบันการเงินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือการมี Green Certification ต่างๆ ดังนั้นการลงทุนในมาตรฐานเหล่านี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่องโอกาสทางธุรกิจ
ประการที่สอง Adaptive Living และ Resilience Housing ในสถานการณ์ที่การหยุดโลกร้อนเป็นเรื่องยาก สิ่งที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต้องทำคือการสร้างสรรค์ Adaptive Living หรือ วิถีชีวิตที่พร้อมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง ทั้งการรับมือกับสภาพความร้อนที่มากขึ้น ทำให้ที่อยู่อาศัยต้องออกแบบให้รับมือกับความร้อนสูง การใช้ Heat Fighting Material และการผสานทั้งเทคนิค Passive Design และ Active Design มาใช้เพื่อทำให้บ้าน "เย็นขึ้น" และออกแบบระบบปรับอากาศให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานใหม่ ไปจนถึงการรับมือกับภัยธรรมชาติและการฟื้นตัวของที่อยู่อาศัย (Resilience) ทำให้การพัฒนาต้องมุ่งสู่ Climate Resilience Housing นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมการก่อสร้าง
ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น บ้านลอยน้ำ (Amphibious Housing) และอาคารที่ทนทานต่อพายุเฮอร์ริเคนด้วยการออกแบบเชิงวิศวกรรมเฉพาะทาง ล้วนเป็นไอเดียที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างความยืดหยุ่น ในโครงสร้างพื้นฐาน
"เมื่อภัยพิบัติมีความรุนแรงและถี่ขึ้น เราไม่ได้ต้องการบ้านที่เป็น Climate Proof แต่ต้องการบ้านที่ Resilient คือ 'ซ่อมแซมง่าย ดูแลรักษาง่าย' เพื่อให้เมื่อภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว ผู้อยู่อาศัยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตต่อได้ทันที"
เทรนด์ที่ 2.Longevity เมื่อโลกก้าวสู่สังคมสูงวัย (Silver Society) เป็นความจริงที่ว่าผู้คนมีแนวโน้มจะทำงานนานขึ้น ไปจนถึงอายุ 65-70 ปี ส่งผลให้พื้นที่อยู่อาศัยต้องสามารถรองรับการใช้ชีวิตและการทำงานของผู้สูงอายุได้อย่างมีคุณภาพ ได้แก่
- Universal Design ความต้องการหลักของผู้สูงอายุคือการ Aging in Place หรือการได้ "แก่ไปในที่ที่คุ้นเคย" ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อาทิ เปลี่ยน Mindset สู่ Universal Design (UD) จะถูกนำมาใช้โดยมีเจตนาที่ลึกซึ้งกว่าแค่การทำเพื่อคนพิการหรือผู้สูงอายุ แต่เป็นการออกแบบเพื่อทุกคน รวมถึงตัวเราเองในอนาคต
ดังนั้นการออกแบบที่จะลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุจะเพิ่มมากขึ้น โดยภายในบ้านควรต้องมีความราบเรียบ การติดตั้ง Ramp ที่ทางเข้า และการจัดวางอุปกรณ์และปลั๊กไฟในระดับที่เหมาะสม ไม่เพียงช่วยผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้กับทุกคน
“ตลาดการปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิมเพื่อรองรับผู้สูงอายุ (Home Modification) จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและวัสดุที่เข้าใจหลักการ UD อย่างแท้จริง”
- Multi-Generation Community และ Social Connection การออกแบบที่เน้นความโดดเดี่ยวไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป แต่ต้องสร้างชุมชนที่ยืดหยุ่น และส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ อาทิ การออกแบบ Mixed Development เช่น โครงการ B’s Gyozenji ในญี่ปุ่น ได้แสดงให้เห็นถึงพลังของการผสมผสานระหว่างศูนย์สวัสดิการผู้สูงอายุ Daycare สำหรับเด็ก และพื้นที่ค้าปลีกทั่วไป เพื่อให้เกิด Interaction ระหว่างคนต่างวัย ซึ่งเป็น Social Wellness ที่สำคัญต่อสุขภาพจิตของทั้งผู้สูงอายุและคนรุ่นใหม่ หรือการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่จะมาส่งเสริม Physical Activity ที่เหมาะสมกับทุกวัย เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างกระฉับกระเฉงและมีสังคม
เทรนด์ที่ 3 Wellness Mandate: สุขภาพดีคือสิ่งจำเป็นพื้นฐานและคุณค่าใหม่ของอสังหาฯ หลังโควิด-19 Wellness ได้รับการ Accelerate จนกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ โดยมีสาเหตุมาจากวิกฤตสุขภาพและพฤติกรรมในโลกดิจิทัล ได้แก่ เกิดความกังวลเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และผลกระทบจาก Digital Fatigue ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมาใส่ใจเรื่อง Digital Detox และแสวงหา Restorative Space
“ด้วยมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลาด Wellness Real Estate จึงมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะการส่งเสริมสุขภาพ (Physical Activity, Healthy Eating) ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยพื้นที่ในการดำเนินการ”
ต่อไปการออกแบบที่พักอาศัยและสำนักงานให้มี “พื้นที่ฟื้นฟูจิตใจ” จะเป็นกุญแจสำคัญ การนำ Biophilic Design เข้ามาใช้เพื่อเชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติ การจัดสรร Flexible Space สำหรับกิจกรรมทางกาย และการอนุญาตให้มี Power Nap หรือเวลาพักผ่อนในที่ทำงาน ล้วนเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ Wellness
“แนวคิด Wellness ไม่ได้ผูกขาดอยู่กับโครงการหรูหราอีกต่อไป ตัวอย่างของ Affordable Housing ที่เน้นการจัดสรร พื้นที่สีเขียว และ สนามกิจกรรม ก็ถือเป็นการส่งเสริม Physical Activity และ Wellness ที่เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับผู้อยู่อาศัยทุกระดับ”
สถานการณ์อสังหาฯ ไทย: ความท้าทาย & โอกาสในตลาดทำเลทอง
ต่อด้วยการวิเคราะห์ สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ไทย โดย คุณปิยะพร เลิศวิสุทธิไพบูลย์ Head of Research ที่ได้นำเสนอข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ว่าตลาดอสังหาฯ ไทยกำลังเผชิญกับ "วิกฤตความสามารถในการกู้ซื้อ" ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาสินเชื่อและหนี้ครัวเรือน
"ปัญหาที่แท้จริงของตลาดอสังหาฯ ไทย คือ วิกฤตความสามารถในการกู้ซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่มี Reject Rate สูงถึง 70% ซึ่งบังคับให้ดีเวลลอปเปอร์ ต้อง 'หนี' ไปเปิดโครงการในกลุ่ม High-End แทน"
"โอกาสในการซื้อที่อยู่อาศัยของ Real Demand ยังคงอยู่ที่แนวราบในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มต่ำกว่า 10 ล้านบาท ในทำเลชานเมืองที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการต้องกลับมาโฟกัสด้วยการเพิ่มมูลค่าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง"
ทั้งนี้จากวิเคราะห์เจาะลึกโซนทำเลสำคัญ พบว่าจากโครงการกว่า 4,000 แห่ง บ่งชี้ถึงความแตกต่างของกลยุทธ์ที่ต้องนำมาใช้ในแต่ละพื้นที่
1.โซน CBD (Central Business District: สีลม, สาทร, สุขุมวิท, พระราม 3)
- แนวราบ เป็นตลาด Niche ที่การเปิดตัวใหม่น้อย แต่ราคาขายเฉลี่ยยังคงเพิ่มขึ้น 10% โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 65 ล้านบาทต่อยูนิต
- ตลาดคอนโดมิเนียมในโซนนี้ มีการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้น 15% แต่ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร ทรงตัว สินค้าคงเหลือส่วนใหญ่เป็น Luxury Segment ซึ่งต้องการการตลาดที่เจาะกลุ่มเป้าหมายต่างชาติและ High Net Worth โดยเฉพาะ
2.โซน Urban (จตุจักร, พญาไท, รัชดา, ห้วยขวาง)
- ตลาดคอนโดมิเนียมหดตัวอย่างน่ากังวล โดยการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยคอนโดฯ ที่ขายดี คือกลุ่มราคาต่ำกว่า 150,000 บาท/ตร.ม. ซึ่งเป็นราคาที่ตอบโจทย์ Real Demand สำหรับการอยู่อาศัยใกล้เมือง
- แนวราบเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุด คือ ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าทาวน์โฮม 3 ชั้น
3.โซนฝั่งตะวันออก (เกษตร-นวมินทร์, มีนบุรี, อ่อนนุช, ลาดกระบัง)
- แนวราบเป็นตลาดที่โดดเด่นกว่าคอนโดฯ โดยราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11% ต่อเนื่องทุกปี โดยมีสินค้าขายดี คือกลุ่มราคา ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
- คอนโดมิเนียมราคายังทรงตัว ที่ 70,000 – 80,000 บาท/ตร.ม. สินค้าที่ขายดีคือ ต่ำกว่า 150,000 บาท/ตร.ม.
4. โซนฝั่งตะวันตก (ปิ่นเกล้า-กาญจนา-สุขสวัสดิ์-พระราม2)
- ตลาดแนวราบในโซนนี้ ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% แต่การเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงอย่างมาก โดยมีสินค้าคงเหลือกองอยู่ที่ 10-20 ล้านบาท ซึ่งเป็น Segment ที่ขายช้าที่สุด ในขณะที่สินค้าที่ขายดี คือกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท
- ตลาดคอนโดมิเนียมมีการเปิดตัวโครงการใหม่ ลดลงถึง 30% ต่อปี แสดงถึงความระมัดระวังสูงสุดของ Developer
5. โซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ (ดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ-รังสิต-ลำลูกกา)
- ตลาดแนวราบค่อนข้างทรงตัวทั้งราคาและการเปิดตัวโครงการ
สินค้าเหลือขายในตลาดส่วนใหญ่เป็นระดับราคา 3-5 ล้านบาท ที่ส่วนใหญ่จะเป็นทาวน์โฮมแถว รังสิต-ลำลูกกา - ตลาดคอนโดมิเนียม แนวโน้มราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตั้งแต่ปีที่แล้ว ด้วยอานิสงส์จากส่วนต่อขยายหมอชิต-คูคต โดยระดับราคาที่ขายดีคือ 60,000-150,000 บาท/ตร.ม. แต่ก็เป็นระดับราคาที่มีของเหลือในตลาดมาก
6. โซนนนทบุรี
- ตลาดแนวราบโดดเด่นกว่าตลาดคอนโดมิเนียม ทำให้มีการปรับตัวของราคาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 5-6 ปีหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% ต่อปี สินค้าคงเหลือส่วนใหญ่จะเป็นระดับราคา 3-7 ล้านบาท และเป็นระดับราคาที่ขายได้ดีที่สุดในโซน
- ตลาดคอนโดมิเนียมสถานการณ์ยังไม่ค่อยดีนัก ส่วนใหญ่จะเน้นการระบายสต็อคคงค้างของคอนโดฯแนวสายสีม่วงที่ยังคงค้างมาตั้งแต่ปี 2558 ที่แห่เปิดตัวสูงถึง 58,000 ยูนิตภายในปีเดียว จนเกิด over supply ขึ้นในทำเล โดยสินค้าคงเหลือส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคาต่ำกว่า 60,000 บาท/ตร.ม.
โดยสรุปแล้วโอกาสของตลาดอสังหาฯ ไทย ‘ยังมี’ โดยในกลุ่มตลาดไฮเอนด์เป็นตลาดหลบภัยที่มีกำลังซื้อจริงและมีความเสี่ยงต่ำ แต่ต้องระวังเรื่องการแข่งขันที่สูงและการปรับกลยุทธ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์ ในขณะที่ตลาด Mass Segment ยังมีโอกาสทั้งในทาวน์โฮม 3-5 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว 5-10 ล้านบาท เนื่องจากเป็นระดับราคาที่เข้าถึงได้ โดยผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าในการเข้าถึงสินเชื่อ และการสร้าง Value Added ให้กับสินค้าในกลุ่มราคาต่ำเพื่อสร้างความโดดเด่นจากคู่แข่ง
โอกาสใหม่ของอสังหาฯ ไทย สู่การสร้าง "คุณภาพชีวิต" ที่ดี
มองเห็นสถานการณ์ในกรุงเทพฯ แล้ว มาดูภาพใหญ่ของอสังหาฯ ไทยทั้งประเทศกันบ้าง ฉายภาพโดย คุณสุมิตรา วงภักดี แห่ง TerraBKK.com ที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึก สะท้อนก้าวต่อไปของตลาดอสังหาฯ ไทย
สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อหนี้ครัวเรือนผ่อนคลาย : ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งกำลังซื้อและการโอนกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะในตลาดกรุงเทพฯ เมื่อนำข้อมูลยอดโอนกรรมสิทธิ์มาเปรียบเทียบกับสถิติหนี้ครัวเรือน จะเห็นความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกันอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ "ลูกบ้านกู้ไม่ผ่าน" คือภาระหนี้สินส่วนบุคคลสูง
อย่างไรก็ตาม จากหลายข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นสัญญาณบวกว่า “หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง” ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ชี้ว่าในปี 2568 หรือ 2569 โอกาสที่ตลาดอสังหาฯ จะกลับมาผงาดนั้นมีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์รวมในปี 2567 ยังคงติดลบเมื่อเทียบกับปี 2566 แต่การลดลงของหนี้ครัวเรือนนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตามอง
การเติบโตนอกกรุงเทพฯ จุดเปลี่ยนของหัวเมืองใหญ่ : หากมองแค่ตลาดในกรุงเทพฯ อาจเห็นการลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งประเทศไทย ตัวเลขกลับแสดงให้เห็นว่าตลาดอสังหาฯ โดยรวมดีขึ้น สะท้อนว่าโอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป ในอดีต กรุงเทพฯ เคยครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 90% แต่ปัจจุบันหัวเมืองในต่างจังหวัดเริ่มเติบโตขึ้นอย่างเด่นชัด โดยได้รับแรงหนุนจากวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการสร้าง City Branding และการส่งเสริมการจัดตั้งบริษัทพัฒนาเมืองในแต่ละจังหวัด
- จังหวัดที่มีมูลค่าการโอนสูงสุดรองจากกรุงเทพฯ ได้แก่ ชลบุรี ซึ่งครองอันดับ 2 มาโดยตลอด
- ดาวเด่นที่มียอดโอนดีขึ้นในปีที่ผ่านมา ได้แก่ เชียงใหม่ ระยอง และภูเก็ต แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่แตกต่างกันตามลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่
เจาะตลาดกำลังซื้อต่างชาติ: การพุ่งเป้าไปที่ "กำลังซื้อต่างชาติ" เป็นกลยุทธ์ยอดนิยมสำหรับโครงการคอนโดมิเนียม แต่การตั้งเป้าหมายโดยไม่ศึกษาข้อมูลความเป็นจริงอาจนำไปสู่ปัญหา "คอนโดล้าง" ได้
“ชาวต่างชาติไม่ได้ตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ในไทยทันทีที่มาเที่ยว การตัดสินใจมักต้องใช้เวลาและขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน จากการสัมภาษณ์พบว่า ผู้ซื้อชาวต่างชาติส่วนใหญ่มักต้องมาเยี่ยมชม (Visit) ไทย อย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อจริง นี่คือเหตุผลที่เมื่อทำงานร่วมกับเอเจนต์ต่างชาติ ต้องเผื่อเวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการทำการตลาด เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาดูโครงการและสร้างความเชื่อมั่น”
ทั้งนี้ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานมากที่สุด รองจากกรุงเทพฯ คือ ภูเก็ต ตามมาด้วย ชลบุรี ระยอง สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ โดยกลุ่มที่เข้ามาทำงานมากที่สุดในปัจจุบันคือ จีน ตอกย้ำกำลังซื้อและแรงงานจากจีน โดยตลาดนักท่องเที่ยว (รายได้ต่อหัว) กรุงเทพฯ ยังคงเป็นอันดับ 1 แต่รองลงมาคือ ภูเก็ต ตามมาด้วยชลบุรี และ สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) ที่กำลังมาแรงอย่างมากจากกระแส Soft Power และการรับรู้ของชาวต่างชาติ
แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะลดลง แต่การท่องเที่ยวของไทยยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ ยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกา และแอฟริกา ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น การลดลงของนักท่องเที่ยวเอเชียอาจเกิดจากปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทำให้บางส่วนเปลี่ยนไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือญี่ปุ่น การสร้างความเชื่อมั่นในประเทศและการเจรจาระดับรัฐบาลก็เป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดตลาดจีนให้กลับมา
ขุมทรัพย์ทำเลใหม่: การค้นหาทำเลใหม่ๆ ไม่ได้มาจากแค่ปัจจัยเศรษฐกิจ แต่มาจากปัจจัยทางธรรมชาติและความเชื่อมั่นในความปลอดภัย
ภาคใต้ หัวหอกแห่งอนาคต: จากการวิเคราะห์ พบว่าจังหวัดทางภาคใต้หลายแห่งกำลังเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งภูเก็ต กระบี่ และพังงา
ภาคอีสาน ม้ามืดที่น่าจับตา: ขอนแก่น และ นครราชสีมา แสดงสัญญาณที่ดี สาเหตุหนึ่งที่น่าสนใจ คือ พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยสูงขึ้น ส่งผลให้ยอดขายในพื้นที่เพิ่มขึ้น โดยตลาดหลักของภาคอีสานคือ คนไทย ทำให้ราคายังคงต่ำกว่าภาคใต้และมีโอกาสในการพัฒนาตลาดระดับกลางถึงล่าง
ภาคกลาง และ เหนือ: อยุธยา และ เชียงใหม่ พบว่าทำเลที่น้ำไม่ท่วม กลายเป็นที่ต้องการและมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคที่เคยประสบภัยน้ำท่วมหนักต้องการย้ายที่อยู่อาศัยไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่าอย่างถาวร ผู้พัฒนาจึงควรใช้ข้อมูลความเสี่ยงทางธรรมชาติมากำหนดกลยุทธ์ทำเลและราคา
เมกะโปรเจกต์ รากฐานของโอกาสในอนาคต: ยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์และสร้างโอกาสในระยะยาว แม้จะมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการสำคัญด้านการเชื่อมโยงต่างๆ:
- มอเตอร์เวย์ M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี):ช่วยลดเวลาเดินทางเหลือเพียง 1.5 ชั่วโมง เปิดพื้นที่ใหม่ให้การพัฒนาอสังหาฯ ตามแนวเส้นทาง
- แลนด์บริดจ์ (Land Bridge):โครงการเชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามัน ยังคงได้รับการผลักดันอย่างจริงจังจากผู้นำในพื้นที่ เช่น ภูเก็ต สร้างโอกาสด้านโลจิสติกส์และอสังหาฯ ในภาคใต้ตอนบน
- รถไฟฟ้าสายอนาคต:โครงการรถไฟฟ้าอีก 6 สายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ใกล้ดำเนินการที่สุด ถือเป็น "พิมพ์เขียว" ให้นักลงทุนใช้ศึกษาศักยภาพที่ดินและวางแผนกลยุทธ์ในทำเลใหม่
กลยุทธ์การรุกตลาดใหม่: สำหรับผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่ต้องการขยายตลาดสู่ทำเลใหม่ คำแนะนำที่สำคัญคือ "จงทำในสิ่งที่ตนเองเก่งก่อน" เช่น เก่งคอนโด หรือ เก่งแนวราบ แล้วนำความเชี่ยวชาญหลักนี้ไปใช้ในทำเลใหม่เพื่อลดความเสี่ยง และอาศัยการสนับสนุนจากฐานลูกค้าเก่า อย่างไรก็ตามสมาคมอสังหาริมทรัพย์หลักทั้ง 3 แห่ง ยังคงร่วมกันผลักดันมาตรการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความท้าทายทางเศรษฐกิจและกระตุ้นตลาด ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม
ทั้งหมดนี้ คือ Property Outlook 2026 ที่เผยให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสอันสดใส ในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ที่สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จในวงการอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ มิได้วัดกันที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวัดกันที่ความสามารถในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ให้แก่ผู้อยู่อาศัย
#TerraBkk #TERRAHINT #BrandSeries2025 #TerraHintBrandSeries2025
#อยู่ดีมีสูตร #TheWellnessBlueprint #Wellness #Hospitality #อสังหา #เวลเนส #AI