“ตลาดหุ้นเอเชีย” เปิดบวก คาดเฟดลดดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า หนุนหุ้นเทคขึ้นทั้งภูมิภาค
"ตลาดหุ้นเอเชีย" เปิดบวก ตามแรงหนุนจากตลาดสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวจากหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่ความหวังการลดดอกเบี้ยของเฟดพุ่งขึ้นแตะเกือบ 90% ก่อนการประชุมวันที่ 9-10 ธ.ค.
วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกเป็นส่วนใหญ่ในวันอังคารที่ 3 ธันวาคม โดยได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศเชิงบวกของตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนก่อนหน้า หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาฟื้นตัว และนักลงทุนมีความคาดหวังเพิ่มขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 9–10 ธันวาคมนี้ ความหวังดังกล่าวช่วยพยุงความเชื่อมั่นในหลายตลาด แม้บางตลาดยังเคลื่อนไหวผสมผสานท่ามกลางแรงขายในหุ้นท้องถิ่นบางกลุ่ม
บรรยากาศการซื้อขายช่วงเปิดตลาดสะท้อนภาพรวมการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดย
- ดัชนีนิกเกอิ ของญี่ปุ่นเปิดที่ 49,540.64 จุด เพิ่มขึ้น 237.19 จุด หรือ 0.48% หนุนจากแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยี
ขณะที่ตลาดฮ่องกงเคลื่อนไหวสวนทางเล็กน้อย โดย
- ดัชนีฮั่งเส็ง เปิดลบ 114.16 จุด หรือ –0.44%
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีน ลดลง 3.55 จุด หรือ –0.09% สะท้อนแรงระมัดระวังของนักลงทุนต่อข้อมูลเศรษฐกิจภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ตลาดออสเตรเลีย ปรับตัวขึ้น 0.3% และดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ บวก 0.29% ตามแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีเช่นกัน
ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟดเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในตลาด โดย FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 89.2% ต่อความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมรอบหน้า เพิ่มขึ้นจากระดับคาดการณ์เพียง 63% เมื่อเดือนก่อน สะท้อนมุมมองว่าเฟดกำลังเดินหน้าเข้าสู่รอบผ่อนคลายนโยบายการเงินรอบใหม่ หลังเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายส่งสัญญาณสนับสนุนการลดดอกเบี้ยมากขึ้น
นักลงทุนยังจับตาตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนกันยายน ซึ่งจะประกาศในวันศุกร์นี้ โดย PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากสะท้อนพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้อย่างละเอียดและครอบคลุมกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางการตัดสินใจของเฟดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
อีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือกระบวนการสรรหาประธานเฟดคนใหม่ หลังวาระของเจอโรม พาวเวล จะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคมปีหน้า โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า จะประกาศชื่อผู้ได้รับการเสนอในช่วงต้นปี ขณะที่รายงานของสื่อหลายสำนักชี้ว่า เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติและที่ปรึกษาคนใกล้ชิดของทรัมป์ เป็นตัวเต็งในการรับตำแหน่งสำคัญนี้ ซึ่งตลาดต่างติดตามว่าจะส่งผลต่อแนวทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในยุคใหม่อย่างไร