TDRI ชี้เลือกตั้ง 69 จุดเปลี่ยนประเทศไทย แนะ 6 นโยบายรัฐบาลใหม่ควรทำ
ดร.สมเกียรติ ทีดีอาร์ไอ มอง เลือกตั้งปี 69 คือจุดเปลี่ยนประเทศ แนะ 6 ชุดนโยบายที่รัฐบาลใหม่ควรทำ ย้ำโลกนี้ไม่มีของฟรีทุกนโยบายหาเสียงต้องมีความรับผิดชอบทางการคลัง
7 ม.ค. 2569 - ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวในการนำเสนอประเด็น "นโยบายที่ประเทศต้องการ และรัฐบาลใหม่ควรทำ" ในงานเสวนา "เขาแจก…แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง" จัดโดยทีดีอาร์ไอ ว่า ปี 2569 ที่จะมีการเลือกตั้งจะเป็นการเลือกตั้งที่มีผลในการเปลี่ยนประเทศไทยได้และประเทศไทยต้องเปลี่ยนเพราะหากไม่เปลี่ยนประเทศไทยจะตกต่ำลงจากที่ตอนนี้ก็หมดเสน่ห์ไปมาก
ขณะที่ฐานะการคลังของไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการที่หนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงถึง 65% ต่อจีดีพี ดังนั้นพรรคการเมืองที่หาเสียงเข้ามาเป็นรัฐบาลต้องเข้าใจข้อจำกัดของประเทศไทยและข้อจำกัดด้านการคลังด้วยว่านโยบายต่างๆ ที่จะนำมาใช้ต้องมีความรับผิดชอบทางการคลังด้วย
“โลกของความเป็นจริงไม่มีอะไรฟรี สุดท้ายนโยบายของพรรคการเมืองที่นำมาหาเสียงก็ต้องมีที่มาว่าเงินที่นำมาใช้จะมาจากไหนและเงินนั้นจะไม่เคยฟรี”
โดยทีมวิจัยของทีดีอาร์ไอได้ศึกษานโยบาย 6 กลุ่มที่คิดว่าประเทศต้องการรัฐบาลควรทำ ได้แก่
1. ลดคอร์รัปชันและสแกมหรือการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยดัชนีความโปร่งใสของไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ ไม่ได้อยู่ 1 ใน 100 อันดับที่มีความโปร่งใสสูง โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีเงินทอนในระดับ 20-30% และมีความเสี่ยงเรื่องการฟอกเงิน โดยปี 2568 ที่ผ่านมามีประชาชนไทยโดนหลอกลวงถึง 3.2 แสนกรณี สูญเสียเงินไปหลายหมื่นล้านบาทแต่สามารถนำเงินคืนได้เพียง 1% เท่านั้น
“ถ้าไม่แก้ปัญหาคอร์รัปชันนโยบายเรื่องอื่นไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปการศึกษา การแก้ปัญหาปากท้องก็จะทำได้ยาก ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นกับสแกมเป็นเรื่องใหญ่”
โดยทีดีอาร์ไอเสนอสิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำตั้งแต่ปีแรกตั้งแต่เป็นรัฐบาล คือ การร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ซึ่งมี Scam Center Strike Force ในการจับกุมและยึดทรัพย์รวมถึงการสืบสวนที่ดี, รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายการฟอกเงินที่ปัจจุบันค้างอยู่ในสภาฯ, ผลักดันกฎหมายให้แพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมรับผิดชอบความเสียหายเนื่องจากปัจจุบันมีแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลกที่ได้รับเงินจากการโฆษณาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ถึง 10% ของรายได้ของแพลตฟอร์มนั้น และ ให้โครงการมูลค่าสูงเข้าสู่กระบวนการภาครัฐ ได้แก่ ข้อตกลงคุณธรรมและโครงการความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างที่ได้เริ่มใช้แล้วในประเทศไทยโดยโครงการข้อตกลงคุณธรรมใช้กับ 215 โครงการ ช่วยประหยัดเงินได้ 8 หมื่นล้านบาท
ส่วนสิ่งที่ควรทำใน 4 ปี คือการยกระดับความโปร่งใสของประเทศไทยให้ใกล้เคียงกับประเทศ OECD เนื่องจากประเทศไทยได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ตลอดจนควรยกระดับความโปร่งใสจาก 34 คะแนน ในเป็น 63 คะแนนให้ได้ใน 4 ปี ยกระดับคะแนนนิติธรรมจาก 0.5 คะแนนเต็ม 1 ให้เป็น 0.74 คะแนนให้ได้ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการยกเครื่องระบบใบอนุญาตธุรกิจเนื่องจากหากการขอใบอนุญาตยุ่งยากจะทำให้เกิดเงินทอน รวมถึงอีกเรื่องที่สำคัญคือการปฏิรูปตำรวจเรื่องการโยกย้ายแต่งตั้ง
2. แก้ปัญหาปากท้อง (สร้างงาน เพิ่มรายได้ แก้ปัญหาหนี้) ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 90% ต่อจีดีพี มาจากรายได้เติบโตช้า สัดส่วนค่าจ้างแรงงานไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นควรสร้างงานที่ดีมีความมั่นคงให้เกิดขึ้น ปฏิรูปให้เกิดการอนุญาตให้เกิดการทำธุรกิจ การแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ใช่การยกหนี้แต่แก้ที่พฤติกรรมเรื่องการใช้เงินของประชาชน
โดย สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำใน 1 ปี คือ การให้บีโอไอส่งเสริมการลงทุนจากโครงการที่สร้างตำแหน่งงานที่ดีมีรายได้สูงให้คนไทย, ลดการอนุมัติ-อนุญาตที่ไม่จำเป็น การกิโยตินกฎหมาย ยกเลิกการอนุมัติอนุญาตที่ไม่จำเป็นลงครึ่งหนึ่งจากปัจจุบัน, การออกกฎหมายอำนวยความสะดวกในการอนุญาตของภาครัฐซึ่งปัจจุบันค้างอยู่ในสภาฯ, ใช้กระบวนการทางดิจิทัลในการขออนุญาต, พัฒนาทักษะให้คนไทย
“ปัจจุบันหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานของไทยมีจุดอ่อน เราใช้หลักสูตรการศึกษาปี 2551 ตั้งแต่แอปเปิลออกไอโฟน 1 ออกมาแต่ปัจจุบันเรายังใช้หลักสูตรเดิมมา 18 ปีแล้วดังนั้นควรปรับให้เน้นการเพิ่มทักษะให้ใช้งานได้จริง ขณะที่อยากเห็นกกร. ให้มีการทำงานเรื่องทักษะแรงงานให้มีการทำงานกับสถาบันการศึกษาภาครัฐเพื่อให้ฝึกงานได้ตรงตามความต้องการ”
ด้านการแก้หนี้ปัจจุบันมีโครงการภาครัฐหลายโครงการโดยควรทบทวนและยกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่าออกไป
สำหรับ สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำใน 4 ปี ได้แก่ การทบทวนกฎหมายที่เคยทำมาทั้งหมดทำให้มีการบูรณาการมากขึ้นโดยหน่วยงานที่เป็นอิสระจากหน่วยราชการนั้น, พัฒนาการศึกษาด้วยการจัดตั้งสถาบันหลักสูตรแห่งชาติและสร้างแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะ โดยอาจแจกคูปองให้ประชาชนไปเรียนรู้เพิ่มทักษะ ขณะที่การแก้หนี้ควรปรับที่เชิงพฤติกรรม
3. รับมือโลกรวน-เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดย สิ่งที่รัฐบาลควรทำใน 1 ปี คือ การผ่านกฎหมายอากาศสะอาดและกฎหมายรับโลกร้อน, พัฒนาระบบการตรวจจับการเผาไหม้แบบ real-time, ถอดบทเรียนน้ำท่วมโดยคณะกรรมการอิสระและทำระบบเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยง, ทำแผนผลิตพลังงานไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP และเปิดซื้อขายพลังงานสะอาดโดยตรง
ส่วน สิ่งที่ควรทำใน 4 ปี คือ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่เสี่ยงไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ หาดใหญ่ กรุงเทพ, ตั้งเป้าเพิ่มการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดอย่างน้อย 5 เท่าจากปีที่ผ่านมา, เปิดซื้อขายไฟฟ้าตรงทุกเขตอุตสาหกรรม และ พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและจัดการซากเทคโนโลยีสีเขียว
4. สร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยปัจจุบันสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนท่าทีในการกีดกันการค้าไปทางยุโรปประกอบกับไทยยังเจอการแข่งขันจากสินค้าจีน ดังนั้นไทยที่เป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กและเป็นเศรษฐกิจเปิดจึงควรปรับตัวให้ได้อย่างรวดเร็ว
โดย สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำใน 1 ปี คือ การบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ, การทำ FTA กับ EU และเริ่มทบทวนข้อตกลงการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA, ใช้มาตรฐานสูงในการควบคุมสินค้าคุณภาพต่ำ, ให้แพลตฟอร์มออนไลน์คัดกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
สำหรับ สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำใน 4 ปี ได้แก่ การขยาย FTA กับคู่ค้าสำคัญ เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา, เตรียมพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD และ ใช้การเจรจาการค้าผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจ
5. ปรับสวัสดิการสำหรับสังคมสูงวัย โดยปัจจุบันไทยมีสัดส่วนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 15% ของประชากรทั้งหมดทำให้เป็ยสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ดังนั้นต้องเตรียมการเรื่องการดูแลสุขภาพ การรักษาพยาบาลของผู้สูงวัยเพื่อไม่ให้เกิดต้นทุนทางการคลัง ในส่วนของประกันสังคมด้านบำนาญจะหมดใน 20 ปีหลังจากนี้ โดยคนอายุ 40 ปีในตอนนี้จะไม่ได้รับเงินบำนาญเพราะเงินประกันสังคมจะหมดไป
โดย สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำภายใน 1 ปี ได้แก่ การพัฒนาระบบ Long-Term Care ที่บ้าน และใช้โรงเรียนเด็กเล็กเป็นศูนย์ Day Care, ปรับอายุรับบำนาญขั้นต่ำเป็น 60 ปีและเริ่มยกร่างกฎหมาย และ ตั้งคณะทำงานปรับอัตราค่ารักษาผู้ป่วยในให้เท่าเทียม 3 ระบบ
สำหรับ สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำใน 4 ปี ได้แก่ การมี Long-Term Care ครอบคลุมทุกชุมชน, ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเข้าถึง Palliative Care ทุกคน, แยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากประกันสังคม และ ลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลอย่างเป็นระบบ
6. รักษาความยั่งยืนทางการคลัง โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไทยอยู่ที่ 65% ขณะที่ภาระหนี้ที่ต้องชำระต่องบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปีจากปัจจุบันอยู่ที่ 10.9% เป็น 15% ในปี 2571 ซึ่งหมายความว่าจะมีเงินมาพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ลดน้อยลง ทั้งการรับมือสังคมผู้สูงอายุ ภัยพิบัติ รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดเครดิตเรตติ้งลงได้ ซึ่งหากถูกลดเครดิตเรตติ้งจะทำให้ต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจสูงขึ้น
โดย สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำใน 1 ปี ได้แก่ ยึดกรอบการคลังระยะปานกลางอย่างเคร่งครัด ซึ่งรัฐบาลอนุทินได้ดำเนินการไว้เรียบร้อยแล้ว เช่น หากมีการใช้จ่ายเกินเป้าหมายต้อมีการหารายได้มาทดแทน, เปิดเผยข้อมูลการคลังและค่าใช้จ่ายภาษีตามมาตรฐานสากล, คุมงบล้างท่อและจำกัดเงินนอกงบประมาณ และ ปรับเกณฑ์พิจารณางบประมาณตามความคุ้มค่า
สำหรับ สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำใน 4 ปี ได้แก่ ปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างเน้นผลลัพธ์ไม่ใช่ราคาต่ำสุด, เพิ่มรายได้ภาษีอย่างเป็นธรรม สิ่งที่ควรทำคือเรื่องภาษีทรัพย์สิน ขึ้น VAT อย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีการคืนภาษีช่วยคนจน, ยกระดับสำนักงบประมาณของรัฐสภา หรือ Parliamentary Budget Office ให้เป็นอิสระจริงเพื่อตรวจสอบการใช้เงินของรัฐบาล และ แก้พ.ร.บ. งบประมาณ - พ.ร.บ. วินัยการคลังเพื่อเพิ่มการถ่วงดุล
ดร.สมเกียรติ ทีดีอาร์ไอได้เข้าไปศึกษาต้นทุนทางการเงินในการทำนโยบายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งไทยในปี 2566 ที่ผ่านมาจากเอกสารที่พรรการเมืองได้เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าทำถูกต้องหรือไม่ และในการเลือกตั้งครั้งนี้ทีดีอาร์ไอก็จะดำเนินการเช่นกัน
“เรามองว่า 6 นโยบายที่เราเสนอในวันนี้อาจจะมีบางนโยบายที่อาจทำได้ยากในเชิงการเมืองเพราะจะมีผู้เสียประโยชน์แต่เชื่อว่ามีหลายนโยบายที่อยากขายความคิดให้พรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาเป็นรัฐบาลพิจารณา”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ส่อง “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” พรรคใหญ่ส่งใครมาชิงบ้าง?
- ส่อง “นโยบายด้านเศรษฐกิจ” พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเลือกตั้ง 2569