หุ้นอสังหาฯ จีน พุ่งแรงรับสัญญาณนโยบายรัฐบาลเน้นมาตรการพยุงตลาดเฉพาะเมือง
หุ้นอสังหาฯ จีน และฮ่องกงดีดตัวขึ้นแข็งแกร่ง หลังที่ประชุมเศรษฐกิจกลางส่งสัญญาณเดินหน้ามาตรการพยุงตลาด มาตรการใหม่เน้นการแก้ปัญหาที่ระดับเมืองเป็นหลัก ทั้งการควบคุมอุปทานใหม่ การลดสต็อกคงค้าง และการปรับโครงสร้างอุปทานให้เหมาะสม ผู้นำจีนให้คำมั่นใช้นโยบายการคลังเชิงรุกในปี 2569 คาดการณ์นักวิเคราะห์ชี้เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับ 5%
12 ธันวาคม 2565 – ราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของจีนและฮ่องกงได้ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ภายหลังจากที่ประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจกลางของจีน (Central Economic Work Conference) เมื่อวันที่ 10–11 ธ.ค. ได้ส่งสัญญาณถึงทิศทางการดำเนินนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพและพยุงภาคอสังหาริมทรัพย์
กระแสความคาดหวังเชิงบวกจากนโยบายดังกล่าวส่งผลให้ดัชนี Hang Seng Mainland Properties ในตลาดหุ้นฮ่องกง พุ่งขึ้นสูงถึง 1.6% ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของดัชนี CSI 300 ในตลาดหุ้นจีน เพิ่มขึ้น 1.1%
มติจากการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจกลางของจีนเน้นย้ำถึงการใช้มาตรการพยุงตลาดที่เน้นการแก้ปัญหาที่ระดับเมืองเป็นหลัก (City-Specific Measures) ซึ่งรวมถึง :
- การควบคุมโครงการใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด
- การลดสต็อกคงค้าง (Inventory Reduction) ของที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จแต่ยังไม่ได้ขาย
- การปรับโครงสร้างอุปทาน ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของตลาดในแต่ละพื้นที่
การตอบรับเชิงบวกนี้ปรากฏในราคาหุ้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำหลายแห่ง :
- ตลาดฮ่องกง: หุ้น New World Development ปรับขึ้น 2.7%, หุ้น Logan Group พุ่งขึ้น 5%, และหุ้น China Vanke ปรับขึ้นแรงถึง 5.6%
- ตลาดเซินเจิ้น/เซี่ยงไฮ้: หุ้น China Vanke ปรับขึ้น 2.8% ในตลาดเซินเจิ้น ขณะที่หุ้นบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ในตลาดจีนอย่าง Poly Development และ China Merchants Shekou Industrial Zone ปรับตัวขึ้น 1.7% และ 1.6% ตามลำดับ
นอกจากมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์แล้ว ผู้นำจีนยังได้ให้คำมั่นเมื่อวานนี้ว่า รัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังเชิงรุก (Proactive Fiscal Policy) ในปี 2569 ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของนโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ
นักวิเคราะห์ประเมินว่า การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้จีนสามารถตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth Target) ไว้ที่ระดับ ประมาณ 5% ในปีถัดไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการสร้างสมดุลระหว่างการปฏิรูปโครงสร้างในระยะยาวกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะสั้น