โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. ปิดลงทะเบียน โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ช่วยลูกหนี้ 9.4 แสนราย ชี้ 80% กลับมาชำระปกติ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 พ.ย. 2568 เวลา 16.15 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2568 เวลา 09.15 น.

โครงการ 'คุณสู้ เราช่วย' สิ้นสุดลงทะเบียนแล้ว ธปท. เผย ลูกหนี้ 9.4 แสนราย ได้รับสิทธิ์ครอบคลุมหนี้ 6.2 แสนล้านบาท พบ 80% กลับมาชำระหนี้เป็นปกติ ช่วยชะลอ NPL และทำให้ลูกหนี้สามารถ รักษาบ้าน-รถ ที่สำคัญไว้ได้

18 พฤศจิกายน 2568 นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) บางแห่ง

ดำเนินมาตรการชั่วคราวเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภายใต้โครงการ "คุณสู้ เราช่วย"(โครงการฯ) เพื่อช่วยลดภาระหนี้และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวทางการเงินของประชาชน ซึ่งครบกำหนดการลงทะเบียนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นั้น

ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงสิ้นสุดการลงทะเบียน มีลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 9.4 แสนราย ครอบคลุมยอดหนี้ 6.2 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือภายใต้มาตรการ "จ่ายตรง คงทรัพย์" ประกอบด้วยลูกหนี้สินเชื่อรถ 3.1 แสนราย สินเชื่อบ้าน 2.5 แสนราย และสินเชื่อ SMEs 1.7 แสนราย

ซึ่งช่วยให้ลูกหนี้สามารถรักษาทรัพย์สินสำคัญที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและประกอบธุรกิจเอาไว้ได้ รองลงมาเป็นลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือภายใต้มาตรการ "จ่าย ปิด จบ" จำนวน 1.6 แสนราย และมาตรการ "จ่าย ตัด ต้น" อีก 5.1 หมื่นราย ซึ่งช่วยลดภาระและทำให้ลูกหนี้ปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ สถาบันการเงินอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ดำเนินการไปแล้วทั้งสิ้น 6.2 แสนราย คิดเป็นร้อยละ 66 ของลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ ทั้งหมด ครอบคลุมยอดหนี้ 4.4 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71 ของยอดหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ

ทั้งนี้ ในระหว่างที่สถาบันการเงินดำเนินการติดต่อลูกหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ขอให้ลูกหนี้รับการติดต่อดังกล่าวเพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินการได้จริงและเกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์

ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการฯ ช่วยให้ลูกหนี้

(1) มีภาระการผ่อนชำระหนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากค่างวดที่ลดลง ส่งผลให้ลูกหนี้มีเงินเหลือสำหรับการดำรงชีพและใช้หมุนเวียนเพื่อประกอบธุรกิจมากขึ้น

(2) การนำค่างวดทั้งหมดไปตัดต้นเงินทำให้ลูกหนี้สามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและ SMEs สะท้อนจากต้นเงินของหนี้ที่ลดลงได้เร็วขึ้นกว่า 1.5–2 เท่าเทียบกับช่วงก่อนเข้ามาตรการ

(3) ลูกหนี้จำนวนมากสามารถรักษาทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถ หรือสถานประกอบการ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและประกอบธุรกิจไว้ได้

“นอกจากนี้ โครงการฯ ยังมีส่วนช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของลูกหนี้ SMEs และลูกหนี้รายย่อยกลุ่มเปราะบาง โดยพบว่าลูกหนี้ในโครงการฯ ที่กลับมาชำระหนี้ได้เป็นปกติมีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของจำนวนบัญชีที่เข้าโครงการฯ ทั้งหมด”

อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้สถานการณ์ตลาดรถยนต์มือสองปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากปริมาณรถถูกยึดที่ลดลง และอัตราผลขาดทุนจากการขายรถยึด (Loss on Sale) ที่ปรับลดลง

ธปท. และหน่วยงานที่ร่วมผลักดันโครงการฯ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในส่วนของลูกหนี้ที่ประสบปัญหาในการชำระหนี้แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้โดยตรงได้ที่สาขาหรือ Call center ของสถาบันการเงินเจ้าหนี้ กด 99 เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible lending) หรือหากมีข้อร้องเรียน สามารถติดต่อ BOT contact center ของ ธปท. โทร. 1213

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...