โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธ.ค. 2567 เดือนสุดท้ายของ กองทุน SSF ที่นักลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 ธ.ค. 2567 เวลา 12.52 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2567 เวลา 05.52 น.

ปี 2567 เป็นปีสุดท้ายที่นักลงทุนจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนใน “กองทุน SSF” ปัจจุบันกองทุน SSF ในอุตสาหกรรมมี 365 กองทุน ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ยังคงติดลบเฉลี่ย -4% แต่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาฟื้นตัวขึ้น และมีผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 14%

กองทุนรวมเพื่อการออม หรือ Super Savings Fund (SSF) เป็นกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีที่ออกมาในช่วงต้นปี 2563 หลังจากที่กองทุน LTF หมดอายุไปในปี 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวของนักลงทุน ซึ่งเงินลงทุนในกองทุน SSF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่ปี 2563 – 2567

ดังนั้นปีนี้จึงเป็นปีสุดท้ายที่นักลงทุนจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนในกองทุน SSF ได้ หากทางภาครัฐยังไม่มีการประกาศต่ออายุโครงการดังกล่าวเพิ่มเติม

ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทุน SSF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 6.9 หมื่นล้านบาท โดยกองทุนหุ้นมีสัดส่วนมากที่สุดราว 5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 72% ของขนาดโดยรวม รองลงมาคือกองทุนผสม ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท หรือ 16% กองทุนตราสารหนี้ 5.5 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8%

ทั้งนี้ แม้ว่ากองทุน SSF จะมีกรอบการลงทุนที่เปิดกว้างให้สามารถลงทุนในต่างประเทศได้ แต่หากพิจารณาแยกย่อยในด้านประเภทกองทุนตาม Morningstar Category พบว่า กองทุนหุ้นไทยยังคงมีขนาดใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของขนาดโดยรวม รองลงมาคือกองทุน Global Equity และกองทุนผสมประเภท Aggressive Allocation ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีกองทุนหุ้นสหรัฐฯ และกองทุนหุ้นจีน ที่ติดอยู่ในกลุ่มกองทุน 5 อันดับแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วย โดยหากรวมสัดสวนของประเภทกองทุน 5 อันดับแรกนี้เข้าด้วยกัน จะคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 72% หรือเกือบ 3 ใน 4

ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ เปิดเผยว่าหากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเส้นทางของกองทุน SSF พบว่า กองทุนประเภทนี้มีการเติบโตกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบจากปี 2563 จาก 2 หมื่นล้านบาทในปีแรกที่เริ่มโครงการ และมีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จนกระทั่งปัจจุบันมีขนาดเกือบแตะระดับ 7 หมื่นล้านบาท

โดยกองทุนหุ้นมีมูลค่าทรัพย์สินปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเฉลี่ยปีละ 7 พันล้านบาท ตามด้วย กองทุนตราสารหนี้ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นปีละ 1 พันล้านบาท

หากพิจารณาในด้านการเติบโตแล้ว ถึงแม้ว่ากองทุน SSF จะมีอัตราการเติบโตในระดับสองหลักมาอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราการเติบโตดังกล่าวมีแนวโน้มที่ชะลอตัวลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเภทกองทุนผสมที่มีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในปี 2567 โดยมีอัตราการเติบโตเพียง 6% ในขณะที่กองทุนประเภทอื่นๆยังคงมีอัตราการเติบโตในระดับสองหลัก

ส่วนแบ่งตลาดกระจุกตัวในบลจ.ขนาดใหญ่

ตลาดกองทุน SSF ค่อนข้างกระจุกตัวในกลุ่ม บลจ. ขนาดใหญ่ โดยส่วนแบ่งตลาดของ บลจ. 5 อันดับแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 80%

โดย บลจ. ที่มีจำนวนกองทุนและส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในอุตสาหกรรม คือ บลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งมีจำนวนกองทุนที่เสนอขายทั้งหมด 88 กองทุน (รวมทุกชนิดหน่วยลงทุน) และมีมูลค่าทรัพย์สินกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 26% โดยมีการเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินตั้งแต่ต้นปีกว่า 23% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในกลุ่ม บลจ. 5 อันดับแรก และสูงเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมในปีนี้ รองจาก บลจ.ทาลิส และ บลจ.เกียรตินาคินภัทร ทำให้ บลจ.ไทยพาณิชย์สามารถโค่นตำแหน่งที่ 1 ของ บลจ.กสิกรไทยที่เคยเป็น บลจ. ที่ใหญ่ที่สุดในปี 2566 ลงได้

ปัจจุบัน กองทุน SSF ในอุตสาหกรรมมีจำนวนทั้งสิ้น 365 กองทุน (รวมทุกชนิดหน่วยลงทุน) ซึ่งมีการกระจายตัวในหลากหลายประเภทกองทุน โดยกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกนั้น มีประเภทกองทุนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นทั่วโลก, หุ้นไทย, หุ้นสหรัฐ และกองทุนผสม ซึ่งกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน คือ กองทุน K Positive Change Equity-SSF ของ บลจ.กสิกรไทย มีขนาดประมาณ 4.5 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 6.6% ของตลาด

ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปีของกองทุน SSF ยังคงติดลบ

ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของกองทุน SSF ในปี 2564 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีผลตอบแทนเต็มปีอยู่ที่ 10.2% เนื่องจากเป็นปีที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นปรับตัวได้อย่างโดดเด่นทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตามในปี 2565 ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปรับตัวติดลบจากการปรับตัวลดลงของตลาดในเกือบทุกประเภทสินทรัพย์ ในขณะที่ปี 2566 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2567 นี้ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุน SSF เริ่มฟื้นตัวขึ้นเป็นบวก

“หากพิจารณาผลตอบแทนในระยะยาว การปรับตัวติดลบที่ค่อนข้างรุนแรงในช่วงปี 2565 ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีของกองทุน SSF ยังคงติดลบเฉลี่ยที่ -4%”

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเภทกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้เป็นบวกในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น กองทุนในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะมีค่า (Commodities Precious Metals), หุ้นญี่ปุ่น, ตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในประเทศ ทั้งตราสารหนี้ระยะสั้นและตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว

“ผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้ฟื้นตัวขึ้น และมีผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 14% โดยทุกประเภทกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้เป็นบวก”

สำหรับกองทุน 5 อันดับแรกที่มีผลตอบแทนสูงสุดในปีนี้ เป็นกองทุนทองคำ 2 กองทุน, กองทุนหุ้นจีน 2 กองทุน และกองทุนหุ้นเทคโนโลยี 1 กองทุน โดยทั้ง 5 กองทุนสามารถสร้างผตลอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูงกว่า 20%

ในขณะที่หากพิจารณาจากผลตอบแทนในช่วง 1 ปีย้อนหลัง พบว่ากองทุน 5 อันดับแรกที่สร้างผลตอบแทนได้สูงสุดส่วนใหญ่เป็นกองทุนในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้เกินกว่า 50% ทุกกองทุน โดยจะสังเกตเห็นว่ากองทุนที่มีผลการดำเนินงานสูงสุด 5 อันดับแรกในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาและในปีนี้เป็นคนละกองทุนกันทั้งหมด

สำหรับจุดเด่นของกองทุน SSF เมื่อเทียบกับกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีอื่นๆ คือ นโยบายการลงทุนที่สามารถลงทุนได้ในสินทรัพย์หลายประเภทไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ โดยสามารถลงทุนได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแตกต่างจากกองทุน Thai ESG หรือกองทุน LTF ที่จะต้องเน้นลงทุนสินทรัพย์ในประเทศเท่านั้น

นอกจากนี้ กองทุน SSF ยังมีเงื่อนไขระยะเวลาการถือครองหน่วยลงทุนเพียง 10 ปี ซึ่งแตกต่างจากกองทุน RMF ที่จะต้องถือหน่วยลงทุนจนอายุครบ 55 ปี อีกทั้งกองทุน SSF ยังไม่มีเงื่อนไขเรื่องการลงทุนต่อเนื่องอีกด้วย

มอร์นิ่งสตาร์ แนะนำว่านักลงทุนที่กำลังมองหากองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี จึงอาจพิจารณากองทุน SSF เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนได้ก่อนที่โครงการจะหมดอายุการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ กองทุน - การลงทุน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...