ธ.ค. 2567 เดือนสุดท้ายของ กองทุน SSF ที่นักลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
ปี 2567 เป็นปีสุดท้ายที่นักลงทุนจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนใน “กองทุน SSF” ปัจจุบันกองทุน SSF ในอุตสาหกรรมมี 365 กองทุน ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ยังคงติดลบเฉลี่ย -4% แต่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาฟื้นตัวขึ้น และมีผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 14%
กองทุนรวมเพื่อการออม หรือ Super Savings Fund (SSF) เป็นกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีที่ออกมาในช่วงต้นปี 2563 หลังจากที่กองทุน LTF หมดอายุไปในปี 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวของนักลงทุน ซึ่งเงินลงทุนในกองทุน SSF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่ปี 2563 – 2567
ดังนั้นปีนี้จึงเป็นปีสุดท้ายที่นักลงทุนจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนในกองทุน SSF ได้ หากทางภาครัฐยังไม่มีการประกาศต่ออายุโครงการดังกล่าวเพิ่มเติม
ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทุน SSF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 6.9 หมื่นล้านบาท โดยกองทุนหุ้นมีสัดส่วนมากที่สุดราว 5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 72% ของขนาดโดยรวม รองลงมาคือกองทุนผสม ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท หรือ 16% กองทุนตราสารหนี้ 5.5 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8%
ทั้งนี้ แม้ว่ากองทุน SSF จะมีกรอบการลงทุนที่เปิดกว้างให้สามารถลงทุนในต่างประเทศได้ แต่หากพิจารณาแยกย่อยในด้านประเภทกองทุนตาม Morningstar Category พบว่า กองทุนหุ้นไทยยังคงมีขนาดใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของขนาดโดยรวม รองลงมาคือกองทุน Global Equity และกองทุนผสมประเภท Aggressive Allocation ตามลำดับ
นอกจากนี้ยังมีกองทุนหุ้นสหรัฐฯ และกองทุนหุ้นจีน ที่ติดอยู่ในกลุ่มกองทุน 5 อันดับแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วย โดยหากรวมสัดสวนของประเภทกองทุน 5 อันดับแรกนี้เข้าด้วยกัน จะคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 72% หรือเกือบ 3 ใน 4
ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ เปิดเผยว่าหากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเส้นทางของกองทุน SSF พบว่า กองทุนประเภทนี้มีการเติบโตกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบจากปี 2563 จาก 2 หมื่นล้านบาทในปีแรกที่เริ่มโครงการ และมีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จนกระทั่งปัจจุบันมีขนาดเกือบแตะระดับ 7 หมื่นล้านบาท
โดยกองทุนหุ้นมีมูลค่าทรัพย์สินปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเฉลี่ยปีละ 7 พันล้านบาท ตามด้วย กองทุนตราสารหนี้ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นปีละ 1 พันล้านบาท
หากพิจารณาในด้านการเติบโตแล้ว ถึงแม้ว่ากองทุน SSF จะมีอัตราการเติบโตในระดับสองหลักมาอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราการเติบโตดังกล่าวมีแนวโน้มที่ชะลอตัวลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเภทกองทุนผสมที่มีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในปี 2567 โดยมีอัตราการเติบโตเพียง 6% ในขณะที่กองทุนประเภทอื่นๆยังคงมีอัตราการเติบโตในระดับสองหลัก
ส่วนแบ่งตลาดกระจุกตัวในบลจ.ขนาดใหญ่
ตลาดกองทุน SSF ค่อนข้างกระจุกตัวในกลุ่ม บลจ. ขนาดใหญ่ โดยส่วนแบ่งตลาดของ บลจ. 5 อันดับแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 80%
โดย บลจ. ที่มีจำนวนกองทุนและส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในอุตสาหกรรม คือ บลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งมีจำนวนกองทุนที่เสนอขายทั้งหมด 88 กองทุน (รวมทุกชนิดหน่วยลงทุน) และมีมูลค่าทรัพย์สินกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 26% โดยมีการเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินตั้งแต่ต้นปีกว่า 23% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในกลุ่ม บลจ. 5 อันดับแรก และสูงเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมในปีนี้ รองจาก บลจ.ทาลิส และ บลจ.เกียรตินาคินภัทร ทำให้ บลจ.ไทยพาณิชย์สามารถโค่นตำแหน่งที่ 1 ของ บลจ.กสิกรไทยที่เคยเป็น บลจ. ที่ใหญ่ที่สุดในปี 2566 ลงได้
ปัจจุบัน กองทุน SSF ในอุตสาหกรรมมีจำนวนทั้งสิ้น 365 กองทุน (รวมทุกชนิดหน่วยลงทุน) ซึ่งมีการกระจายตัวในหลากหลายประเภทกองทุน โดยกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกนั้น มีประเภทกองทุนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นทั่วโลก, หุ้นไทย, หุ้นสหรัฐ และกองทุนผสม ซึ่งกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน คือ กองทุน K Positive Change Equity-SSF ของ บลจ.กสิกรไทย มีขนาดประมาณ 4.5 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 6.6% ของตลาด
ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปีของกองทุน SSF ยังคงติดลบ
ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของกองทุน SSF ในปี 2564 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีผลตอบแทนเต็มปีอยู่ที่ 10.2% เนื่องจากเป็นปีที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นปรับตัวได้อย่างโดดเด่นทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตามในปี 2565 ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปรับตัวติดลบจากการปรับตัวลดลงของตลาดในเกือบทุกประเภทสินทรัพย์ ในขณะที่ปี 2566 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2567 นี้ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุน SSF เริ่มฟื้นตัวขึ้นเป็นบวก
“หากพิจารณาผลตอบแทนในระยะยาว การปรับตัวติดลบที่ค่อนข้างรุนแรงในช่วงปี 2565 ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีของกองทุน SSF ยังคงติดลบเฉลี่ยที่ -4%”
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเภทกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้เป็นบวกในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น กองทุนในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะมีค่า (Commodities Precious Metals), หุ้นญี่ปุ่น, ตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในประเทศ ทั้งตราสารหนี้ระยะสั้นและตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว
“ผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้ฟื้นตัวขึ้น และมีผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 14% โดยทุกประเภทกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้เป็นบวก”
สำหรับกองทุน 5 อันดับแรกที่มีผลตอบแทนสูงสุดในปีนี้ เป็นกองทุนทองคำ 2 กองทุน, กองทุนหุ้นจีน 2 กองทุน และกองทุนหุ้นเทคโนโลยี 1 กองทุน โดยทั้ง 5 กองทุนสามารถสร้างผตลอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูงกว่า 20%
ในขณะที่หากพิจารณาจากผลตอบแทนในช่วง 1 ปีย้อนหลัง พบว่ากองทุน 5 อันดับแรกที่สร้างผลตอบแทนได้สูงสุดส่วนใหญ่เป็นกองทุนในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้เกินกว่า 50% ทุกกองทุน โดยจะสังเกตเห็นว่ากองทุนที่มีผลการดำเนินงานสูงสุด 5 อันดับแรกในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาและในปีนี้เป็นคนละกองทุนกันทั้งหมด
สำหรับจุดเด่นของกองทุน SSF เมื่อเทียบกับกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีอื่นๆ คือ นโยบายการลงทุนที่สามารถลงทุนได้ในสินทรัพย์หลายประเภทไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ โดยสามารถลงทุนได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแตกต่างจากกองทุน Thai ESG หรือกองทุน LTF ที่จะต้องเน้นลงทุนสินทรัพย์ในประเทศเท่านั้น
นอกจากนี้ กองทุน SSF ยังมีเงื่อนไขระยะเวลาการถือครองหน่วยลงทุนเพียง 10 ปี ซึ่งแตกต่างจากกองทุน RMF ที่จะต้องถือหน่วยลงทุนจนอายุครบ 55 ปี อีกทั้งกองทุน SSF ยังไม่มีเงื่อนไขเรื่องการลงทุนต่อเนื่องอีกด้วย
มอร์นิ่งสตาร์ แนะนำว่านักลงทุนที่กำลังมองหากองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี จึงอาจพิจารณากองทุน SSF เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนได้ก่อนที่โครงการจะหมดอายุการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีนี้