โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หนี้ครัวเรือน ฉุดกำลังซื้อ ค้าปลีก โตช้า ไม่สมดุล แนะ รัฐ อัด 4 มาตรการกระตุ้นตลาดปีหน้า

MATICHON ONLINE

อัพเดต 25 พ.ย. 2567 เวลา 08.13 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2567 เวลา 08.13 น.

หนี้ครัวเรือน ฉุดกำลังซื้อ ค้าปลีก โตช้า ไม่สมดุล แนะรัฐอัด 4 มาตรการกระตุ้นตลาดปีหน้า

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมค้าปลีกปี 2567 ยังไม่สดใสจากปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการค้าปลีก อาทิ การเติบโตของเศรษฐกิจที่ไม่เป็นตามที่รัฐคาดการณ์ไว้ ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกเกินกว่า 37% ผลิตหรือสต็อกสินค้าเกินความเหมาะสม การลงทุนหดตัวส่งผลต่อการจ้างงานและบริโภค หนี้ครัวเรือนสูงและภาระหนี้สินของเอสเอ็มอี ขณะที่มาตรการแจกเงิน 10,000 บาทให้กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัด ส่วนเฟสต่อไปยังต้องรอความชัดเจน ประกอบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท รวมถึงอนาคตของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ไม่แน่นอนจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งหมดล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านการใช้จ่ายของประชาชน

“หากเทียบกับปี 2566 ถือว่าปรับตัวดีขึ้น ผลจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีภาครัฐ แต่เป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆและไม่สมดุล ทั้งประเภทร้านค้าปลีกและประเภทภูมิภาค โดยร้านค้าปลีกประเภทแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์, สเปเชียลตี้สโตร์,และเชนภัตตาคาร ร้านอาหารและเครื่องดื่ม เติบโต 3-7% ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ตกแต่ง ซ่อมบำรุง เติบโต 2-5% ส่วนร้านค้าสะดวกซื้อ, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค โตน้อยสุด 1-3% โดยเป็นการเติบโตแบบกระจุกตัวในกรุงเทพ ปริมณฑล ภาคตะวันออก และในเมืองตามจังหวัดท่องเที่ยวเท่านั้น”นายณัฐกล่าว

นายณัฐกล่าวว่า แนวโน้มสถานการณ์ค้าปลีกในปี 2568 คาดจะเติบโตประมาณ 3-5% เมื่อเทียบกับจีดีพีของปี 2568 ที่เติบโต 2.3-3.3% ด้วยแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวและส่งออก การลงทุนของภาครัฐและเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นและปัญหาหนี้ครัวเรือน เชื่อว่าภาคค้าปลีกจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตตามเป้าหมาย ด้วยมูลค่าค้าปลีกและบริการกว่า 4.4 ล้านล้านบาท หากได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

นายณัฐกล่าวว่า โดยสมาคมฯ มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐเพื่อร่วมกันกระตุ้นค้าปลีกไทยในปี 2568 อาทิ 1.เดินหน้าลงทุนและเบิกจ่ายงบประมาณ ปี 2568 หลังการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ล่าช้า โดยมองว่าการลงทุนของภาครัฐจะเป็นกลไกสำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้า 2.เสริมแกร่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทยมีถึง 3.2 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของสถานประกอบการทั้งหมด ดังนั้นภาครัฐจึงควรสนับสนุนเอสเอ็มอีให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง เช่น ส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อยการเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายช่องทางการตลาดจำหน่ายสินค้า ออกมาตรการในการป้องกันการทะลักของสินค้าจีนราคาถูกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเอสเอ็มอีไทยในทุกแพลตฟอร์ม

นายณัฐกล่าวว่า 3.เพิ่มการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นการบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศแบบทั่วถึง ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างโมเมนตัมการใช้จ่ายให้ได้ผล เช่น ช้อปดีมีคืน และ Easy E-Receipt รวมถึงขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศให้เกิดการขยายตัวของภาคผลิต ด้วยนโยบายจูงใจให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ 4. ยกระดับไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว โดยกระตุ้นการท่องเที่ยวในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง เช่น พิจารณาลดภาษีสินค้าเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว อาจเริ่มจากมาตรการ Tax Free หรือการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม กับยอดซื้อสินค้าทั่วไปที่มีมูลค่ารวมในการซื้อต่อท่านต่อวันในร้านเดียวกันเกิน 5,000 บาทขึ้นไป เป็นต้น ส่งเสริมให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของต่างชาติด้วยเสน่ห์ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ด้านอาหาร วัฒนธรรมไทย ควบคู่กับการเป็นสวรรค์แห่งการช้อปปิ้ง มุ่งสู่เป้าหมายนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนในปี 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หนี้ครัวเรือน ฉุดกำลังซื้อ ค้าปลีก โตช้า ไม่สมดุล แนะ รัฐ อัด 4 มาตรการกระตุ้นตลาดปีหน้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...