‘Wicked’ การเติบโตของสองเพื่อนรัก ที่คนหนึ่งสวยจนพูดอะไรก็น่าฟัง กับอีกคน ตะโกนแค่ไหนคนก็ไม่ฟัง เพราะรูปลักษณ์ดูร้ายๆ
ระยะเวลา 2 ชั่วโมง 40 นาที ของ ภาพยนตร์มิวสิคัล ‘Wicked’ Part 1 ที่แม้จะดูนาน แต่สำหรับเราแล้ว กลับไม่มีอ่อม ไม่มีเบื่อ และรู้สึกว่าเวลามันช่างผ่านไปเร็วกว่าที่คิด จนอดใจรอไม่ไหว อยากดู Part 2 ในปี 2025 จะแย่
Wicked มีครบรส ตั้งแต่ตลก สนุก ตื่นตาตื่นใจ ลุ้น ซึ้ง เศร้า น้ำตาแตก เขิน จริงจัง และหดหู่ เพราะท่ามกลางความแฟนตาซีที่ปรากฏในหนังแม่มดฟอร์มยักษ์ หลายซีนก็สะท้อนค่านิยมสังคมที่จริงเสียจนรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย ประกอบกับฉาก แสง สี ก็ทำถึงสุดๆ คอสตูมก็จัดเต็ม การแสดงของทัพนักแสดงมีสิบเราให้เต็มร้อย และเสียงร้องอันทรงพลังของ ซินเธีย เอริโว (Cynthia Erivo) ผู้รับบท แม่มดเขียว เอลฟาบา (Elphaba) และ อารีอานา กรานเด (Ariana Grande) ผู้รับบท กลินดา (Glinda) ยิ่งทำให้แฟนๆ หนังสือ Wicked: The Life and Times of the Wicked Witch of the West หรือจะแฟนๆ ละครบรอดเวย์ที่มีอายุครบ 20 ปี อย่าง Wicked The Musical ในตำนาน รู้สึกเชื่อจริงๆ ว่าสองเพื่อนรัก เอลฟาบา-กลินดา มีอยู่จริง และอินไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่คอยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตซึ่งกันและกัน นั่นก็คือ ‘รักแท้’ จากมิตรภาพที่ประเมินค่าไม่ได้
ตอนเด็กๆ ใครเคยอ่านหนังสือหรือดูหนังเรื่อง The Wizard of Oz ก็จะคุ้นกับตัวละคร แม่มดแห่งทิศตะวันตก ผู้มีตัวสีเขียวและคนมองว่า ‘ชั่วร้าย’ และ กลินดา ผู้เป็นแม่มดที่ทุกคนมองว่า ‘ใจดี’ ผ่านการผจญภัยเพื่อไปหาพ่อมดออซของสาวน้อยโดโรธีที่อยู่ดีๆ ก็หลงทางเข้ามาในดินแดนแห่งออซ จึงต้องการให้พ่อมดพาเธอกลับบ้าน โดยภาพยนตร์ Wicked จะดัดแปลงมาจากละครบรอดเวย์ Wicked ที่เล่าเรื่องราวอีกด้าน เกี่ยวกับความสัมพันธ์และที่มาที่ไปของ เอลฟาบา และ กลินดา ว่าตกลงเอลฟาบานั้นร้ายจริง หรือเธอแค่ถูกมองว่าร้าย เพราะมีตัวสีเขียวที่คนอื่นมองว่าไม่สวย มีความเป็นตัวของตัวเอง และไม่สยบยอมให้กับการถูกกดขี่ที่เธอเจอมาตั้งแต่เกิดอีกแล้ว?
หนังพยายามฉายมุมมองที่ผู้คนในดินแดนแห่งนี้มองว่า เอลฟาบา และกลินดา ช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว ‘เอลฟาบา’ ถูกบูลลี่และเหยียดหยามเพราะเป็นคนเดียวที่เกิดมามีตัวสีเขียว ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตโดยไร้เพื่อนฝูง พ่อก็เกลียดเธอและโทษว่าเธอทำให้น้องสาวกลายเป็นคนพิการและทำให้แม่ตาย เนื่องจากเมื่อแม่ตั้งท้องลูกคนที่สอง พ่อก็เกิดความกลัวว่าน้องสาวเธอคนนี้จะเกิดมาตัวสีเขียว จึงพยายามทำทุกวิถีทางให้เป็นแบบนั้น ซึ่งวิธีที่เขาทำ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อน้องสาวของเธอและแม่ของเธอ แต่เขาก็เลือกที่จะกล่าวโทษเธอ ทำให้เอลฟาบา ถูกตัดโอกาสในการใช้ชีวิตหลายอย่าง และต้องทำตามคำสั่งของพ่อทุกอย่างเพื่อชดใช้บาปที่เธอไม่ได้ก่อ ทว่าเพชรก็คือเพชร เธอเป็นคนพิเศษที่มีพลังวิเศษที่ใครต่างไม่มี
ส่วน ‘กลินดา’ ไม่ได้มีพลังวิเศษอะไร เธอไม่ใช่แม่มดด้วยซ้ำ แต่เธอมีพลัง ‘ความสวย’ และความสดใส ที่ทำให้ใครต่างพากันชื่นชม พูดอะไรคนก็เชื่อ ทำอะไรนิดหน่อยคนก็พร้อมอวย ซึ่งนั่นทำให้เธอไม่เคยถูกปฏิเสธจากคนรอบข้าง พอสองคนนี้มาเจอกัน เริ่มแรกจึงเป็นธรรมดาที่จะเกิดการปะทะขึ้น เพราะกลินดาผู้ไม่เคยถูกขัดใจ แต่เอลฟาบากลับขัดใจเธอทุกอย่างจนเธอไม่ชิน แต่นั่นก็ค่อยๆ ทำให้เธอเข้าใจหัวอกของคนที่ ‘ถูกปฏิเสธ’ จากสังคมมากขึ้น และได้เรียนรู้ว่า บางครั้งตัวเองก็ไม่จำเป็นต้องเอาชนะทุกคนเพื่อเป็นเบอร์ 1 ในทุกเรื่องก็ได้
นี่จึงเป็นเรื่องราวการเติบโตของหญิงสาวสองคน ที่คนหนึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ จึงพยายามไขว่คว้า และหาทางให้เป็นที่ยอมรับให้ได้ กับอีกคนที่เป็นที่ยอมรับและเป็นที่รักมาตลอด ที่ค่อยๆ ทำความเข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่ถูกรักมาทั้งชีวิต จนทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนรักกันมากๆ
ความปรารถนาที่อยากจะหลุดพ้นจากวังวนการถูกเกลียดชังเพียงเพราะตัวสีเขียว ก็เหมือนกับใครหลายๆ คนในสังคมที่พยายามหาทาง ‘พิสูจน์’ ตัวเอง เพื่อให้ได้รับการยอมรับ แม้ว่าจริงๆ พวกเขาจะไม่ได้ทำอะไรผิดตั้งแต่แรก เพียงแต่มีรูปลักษณ์ในแบบที่คนอื่นมองว่าไม่ดี ไม่งาม ก็แค่นั้น และเมื่อเอลฟาบาได้รับโอกาสจากมหาวิทยาลัยเพราะครูใหญ่เล็งเห็นถึงความสามารถในการใช้เวทมนตร์ของเธอ จึงชวนให้เธอฝึกพลังเพื่อไปพบกับพ่อมดออส ซึ่งจะทำให้เธอถูกยอมรับจากสังคมเสียที เอลฟาบาเลยมุ่งมั่นในสิ่งที่เธอหวัง ขณะเดียวกัน กลินดา ที่ตอนแรกรู้สึกเกลียดเอลฟาบาเข้าเส้น ก็ค่อยๆ รักเธอ เพราะเห็นถึงความจริงใจของเอลฟาบาแบบที่คนรอบข้างแทบจะไม่เคยมอบให้เธอ ทำให้เกิดฉากแสนซึ้ง (ที่ใครเข้าไปดูแล้วคงรู้ว่าฉากไหน) ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้เลยว่า เมื่อมีคนกล้ายืนหยัดอยู่เคียงข้างคนที่ถูกกดขี่ ยิ่งคนนั้นมีเสียงที่ดังมากพอ ก็จะทำให้คนอื่นๆ รับฟังและคิดตามถึงปัญหานั้นๆ นี่แหละ พลังของกลินดา พลังของคนมีสิทธิพิเศษ ที่ใช้สิทธิพิเศษนั้นให้เป็นประโยชน์ ทำให้ทุกคนเห็นว่า เอลฟาบา เป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่ควรถูกรังแก จิตใจดี และเป็นเพื่อนรักของเธอ
จุดนี้ คล้ายๆ กับมูฟเมนต์ในสังคมที่ถ้ามีใครเริ่มลุกขึ้นมาปฏิวัติความไม่เท่าเทียมอะไรบางอย่าง ก็อาจมีคนต่อๆ ไปลุกขึ้นมาด้วยเช่นกัน เหตุการณ์นั้นทำให้เอลฟาบาเริ่มเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อนๆ คนอื่นๆ ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังถูกหลอกใช้จากคนที่หวังพึ่งผลประโยชน์จากพลังของเธอ เพราะการได้มีโอกาสไปหาพ่อมดออสที่ดินแดนมรกต ทำให้เธอพบว่า พ่อมด มีการใช้แรงงานสัตว์ ทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นภาพสะท้อนถึงสังคมในโลกจริง จากข่าวการทารุณกรรมสัตว์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะการที่เอลฟาบา ถูกหลอกให้ร่ายคาถา จนทำให้ลิงมีปีกงอกออกมาอย่างทรมาน ก็เหมือนกับการนำสัตว์มาทดลองในอุตสาหกรรมต่างๆ ของมนุษย์โลก และเหตุผลที่เอลฟาบาต้องเป็นคนร่ายมนตร์ ก็เพราะว่า ความจริงแล้ว พ่อมดออสก็แค่นักมายากลต้มตุ๋นที่หลอกคนทั้งเมืองว่าเป็นพ่อมดได้ แต่จริงๆ ไม่ได้มีพลังอะไรเลย วนกลับไปใจความเดิม คนพร้อมเชื่อและเทิดทูนเขา เพียงเพราะเขามีภาพลักษณ์เป็น ‘คนดี’ แม้จริงๆ จะไม่ดีก็ตาม…
ความน่าสะเทือนใจ ที่เป็นปัญหาสังคม ณ ตอนนี้ คือการที่คนมักจะเชื่อใจและรับฟังคำพูดของคนที่หน้าตาดีหรือมีภาพลักษณ์ที่ดีตามค่านิยมสังคม ซึ่งหนังมิวสิคัลแฟนตาซีเรื่องนี้ ก็ได้ถ่ายทอดออกมาอย่างเด่นชัดตั้งแต่ต้นจนจบ ท้ายที่สุด เอลฟาบา ที่ถูกมองว่าเป็นคนนอกคอก เพราะคำพูดของใครหลายๆ คนรวมกัน และหว่านล้อมให้เชื่อกันทั้งเมือง แม้จะกลับมาถูกยอมรับและถูกรักได้ในช่วงหนึ่ง แต่ก็ถูกทำให้เกลียดได้ง่ายดาย เมื่อพ่อมดออสและอาจารย์ใหญ่ของมหาวิทยาลัย ได้โยนความผิดให้ ‘แม่มดเขียว’ และประกาศจับกุมตัวเธอ เพราะเธอไม่ยอมร่วมมือทำชั่วกับพวกเขา ว่าเธอเป็นคนชั่วร้ายเหมือนกับ ‘รูปลักษณ์’ ของเธอ ที่ทำร้ายสัตว์ทั้งหมด จนทำให้คนในเมืองต่างเชื่อและมองเธอว่า ‘เลว’ ได้ในทันที เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่คนจะชอบพูดกันว่า หน้าตาก็ไม่ดียังเลวอีก ขณะที่ถ้าหน้าตาดี ทำสิ่งเลว บางครั้งก็มีคนพร้อมให้อภัยได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ
ในองค์สุดท้ายก่อนจบพาร์ทนี้ เอลฟาบา ได้ชวนกลินดา หนีไปตั้งหลักเพื่อวางแผนร่วมมือกันทำให้เมืองออซเป็นเมืองที่มีความยุติธรรมจริงๆ แต่กลินดา ที่ยังมีความฝันในการใช้ชีวิตสนุกอย่างคนปกติทั่วไป และยังไม่อยากทิ้งครอบครัวหรือคนอื่นๆ ไปได้ เธอก็พยายามบอกให้เพื่อนใจเย็น และให้กลับไปขอโทษพ่อมดออซ เพื่อที่จะได้อยู่เป็นเพื่อนรักกันอย่างสงบสุข ซึ่งสุดท้าย คนที่ถูกยอมรับ และถูกรักมาตลอด ก็อาจไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่เคยถูกยอมรับ หรือถูกรักมาทั้งชีวิต ซึ่งไม่ต้องการอยู่ภายใต้เท้าของใครที่กดขี่เธออีกต่อไปด้วยเหมือนกัน
สองเพื่อนรักต่างมีเหตุผลของตัวเอง ก่อนจะโบกมือร่ำลากันด้วยน้ำตา เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปคงต้องติดตามกันต่อที่พาร์ทสุดท้ายในปีหน้า แต่ที่แน่ๆ วินาทีที่เอลฟาบาโบยบินขึ้นฟ้าโดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจใดอีกแล้ว เพราะเธอนี่แหละที่มีอำนาจของตัวเอง และมีพลังของตัวเองไว้ปกป้องตัวเอง เป็นการปลดล็อกว่า ชีวิตนี้เป็นของเธอ เธอมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ และไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้กับคนที่กดขี่หรือเหยียดหยามเธออีกต่อไป แม้จะไม่เป็นที่ยอมรับของใคร แต่เธอยอมรับและเห็นคุณค่าของตัวเองได้แล้วสักที
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘Wicked’ การเติบโตของสองเพื่อนรัก ที่คนหนึ่งสวยจนพูดอะไรก็น่าฟัง กับอีกคน ตะโกนแค่ไหนคนก็ไม่ฟัง เพราะรูปลักษณ์ดูร้ายๆ
- Michaela Stark ผู้ใช้งานแฟชั่นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับ ‘ชั้นไขมัน’ จะขาใหญ่ อกย้อย พุงเป็นชั้น ก็มั่นและสวยได้
- ชวนดู Love Village ซีซั่น 2 รายการเรียลิตี้หาคู่ของคนอายุ 35-60 ปี ชีวิตรักหลัง 35 ที่ผู้หญิงต้องต่อรองกับการเป็น "แม่" และ "เมีย"
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com