จองโรงแรมไทย เงินเข้ากระเป๋าใคร? ไม่เป็นธรรมผู้บริโภคไทย
วันที่ 16 มกราคม 2568 ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก กมธ.การท่องเที่ยว เปิดเผยถึงผลการประชุม กมธ.การท่องเที่ยว ในวันนี้เรื่องการติดตามกำกับดูแลและการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการจองห้องพักโรงแรม โดยระบุว่า การท่องเที่ยวไทยได้อะไรจากเว็บไซต์จองห้องพักต่างชาติบ้าง
จะมีโรงแรมหรือที่พักสักกี่แห่งในประเทศไทยที่ไม่ต้องพึ่งพาเว็บไซต์จองห้องพักต่างชาติในการหาลูกค้า จากข้อมูลของสมาคมโฮสเทลประเทศไทยพบว่า ยอดจองเข้าพักที่หล่อเลี้ยงผู้ประกอบการที่พักขนาดเล็กกว่า 90% เป็นยอดจองที่มาจากเว็บไซต์ต่างชาติเหล่านี้
สิ่งที่เว็บไซต์เหล่านี้ได้ไป คือค่าบริการในการให้บริการแพลตฟอร์มและการหาลูกค้า ยกตัวอย่าง หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่จองที่พักราคา 1,000 บาท บนเว็บไซต์ขายที่พัก เงินจำนวนราวๆ 150-200 บาทจะตกเป็นของเว็บไซต์ และอีก 800 บาท จะตกเป็นของเจ้าของที่พักนั้นๆ.เว็บไซต์ต่างชาติเหล่านี้มาหารายได้
จากกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย แต่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ใดๆ ให้กับประเทศไทยเลย เพราะมีอนุสัญญาภาษีซ้อนทำให้เว็บไซต์ดังกล่าวสามารถชำระภาษีเงินได้เฉพาะในประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่ โดยไม่ต้องชำระภาษีเงินได้ในประเทศไทย.สิ่งที่ประเทศไทยพอจะจัดเก็บได้ก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจากการให้บริการ ทว่าภาระในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ที่ว่านั้นก็ตกเป็นภาระของผู้ประกอบการไทยเสียเป็นส่วนใหญ่
ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่พักในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจถึงกระบวนการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตรงนี้ นั่นก็เพราะรูปแบบการรับเงินระหว่างที่พักกับเว็บไซต์มีหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ที่พักอาจรับเงินจากลูกค้าโดยตรงก่อน แล้วจึงหักค่าคอมมิชชันจ่ายคืนให้กับเว็บไซต์ หรือเว็บไซต์รับเงินจากลูกค้าแทนทั้งหมดก่อน จากนั้นก็หักค่าคอมมิชชันไว้กับตัวเอง
แล้วจึงนำส่งค่าห้องพักให้กับที่พัก รูปแบบที่ไม่ตายตัว แตกต่างกันไปแล้วแต่เว็บไซต์จะกำหนด ทำให้ผู้ประกอบการไม่เข้าใจว่า ยอดเงินใดควรจะถูกนำมาคำนวณในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ กระบวนการการยื่นภาษีที่กรมสรรพากรกำหนดขึ้นมานั้น มีความซับซ้อนและขาดการให้ความรู้กับผู้ประกอบการ
ผู้แทนจากกรมสรรพากรชี้แจงว่า ในการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากเว็บไซต์ต่างชาติเหล่านี้มี 2 รูปแบบ แบบแรกคือผู้ประกอบการไทยที่จด VAT เป็นผู้นำส่งแทน ซึ่งไม่สามารถบอกตัวเลขที่ชัดเจนได้ เพราะไม่ได้มีการแยกประเภท VAT อย่างละเอียดจนถึงประเภทธุรกรรมดังกล่าว แบบที่สอง คือ การจัดเก็บตรงจากเว็บไซต์ต่างชาติ ในกรณีที่ผู้ประกอบการที่พักนั้นไม่ได้จด VAT ยอดที่เก็บได้ในส่วนนี้มีมูลค่าราวๆ 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งกรมสรรพากรเองก็ยอมรับว่า ไม่สามารถติดตามเพื่อจัดเก็บได้อย่างครบถ้วน
นอกจากประเด็นด้านการจัดเก็บภาษี ก็ยังมีประเด็นเรื่องการกำกับดูแลเว็บไซต์ต่างชาติให้มีการประกอบธุรกิจที่เป็นธรรมกับกิจการคนไทย ปัจจุบัน พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 ภายใต้กระทรวงดิจิทัลฯ กำหนดให้เว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มเหล่านี้ จดแจ้งและให้ข้อมูลที่พึงต้องเปิดเผยเท่านั้น แต่อำนาจในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่อาจเข้าข่ายมีอำนาจเหนือตลาด มีอำนาจเหนือผู้ใช้บริการที่เป็นผู้ประกอบการ ยังมีไม่มากพอเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่กำกับอย่างเข้มข้นเพื่อความเป็นธรรมทั้งกับผู้บริโภคและคนทำธุรกิจ
ในการประชุมของ กมธ.ท่องเที่ยว วันนี้ เราได้หยิบยกประเด็นข้างต้นที่มีผลอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ถูกมองข้ามและละเลยไป มาหารือกับกรมสรรพากร สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และคณะกรรมการการแข่งขันการค้า เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มองเห็นปัญหานี้ และร่วมหาแนวทางเพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีความสามารถในการแข่งขันได้มากกว่าเดิม
ซึ่งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ชี้แจงว่าร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะยกระดับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านี้ได้คืบหน้าไปมากแล้ว
โดยอยู่ในชั้นรับฟังความคิดเห็นบนเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการการแข่งขันการค้าก็ชี้แจงว่ามีอำนาจในการตรวจสอบพฤติกรรมที่อาจไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการเว็บไซต์จองที่พัก และจะดำเนินการตรวจสอบตามสมควรต่อไป หลังจากนี้ตนและ กมธ.ท่องเที่ยว จะตรวจสอบและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด