โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทุนต่างชาติไหลออกจากจีนไม่มาไทย แล้ว “มงลง” ประเทศไหนบ้าง ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. 2567 เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 01 มี.ค. 2567 เวลา 12.19 น.

สงครามการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ภาพรวมทั่วโลกในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มชะลอตัวลง ประเทศจีนที่เป็น “โรงงานของโลก” และเป็นใจกลางของการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

นักลงทุนต่างชาติถอยออกห่างจีนจนทำให้มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในจีนในปี 2023 “ต่ำ” ที่สุดในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่ปี 1993 และเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่มูลค่า FDI ของจีนลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า มีการปิดโรงงานในจีนของบริษัทข้ามชาติในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก โดยมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิปในจีนกว่า 10,900 บริษัทที่ต้องปิดตัวลงในปี 2023

FDI ในปี 2023 ที่ต่ำสุดในรอบ 30 ปีของจีน เกิดขึ้นสวนทางกับภาพรวม FDI ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (+3%) เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่า FDI ในยุโรป ขณะที่ในภูมิภาคอื่น ๆ มูลค่า FDI ยังคงหดตัว

นับตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2018 บริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทสหรัฐก็ถูกผลักดันให้ย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังหาฐานการผลิตอื่น ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ถูกจับจ้องว่าจะเป็นผู้ได้ได้รับอานิสงส์หลัก เนื่องจากอยู่ใกล้จีน

แต่จากสถิติหลายปีที่ผ่านมา พบว่ามีเพียง 2 ประเทศในอาเซียนที่เป็น “ผู้ได้รับอานิสงส์หลัก” จากการที่บริษัทต่างชาติกระจายฐานการผลิตออกจากจีน นั่นคือ เวียดนาม และอินโดนีเซีย

ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มูลค่า FDI ไหลเข้าสุทธิสะสมในช่วง 6 ปีล่าสุด (2018-ไตรมาส 3 ปี 2023) ของเวียดนามเพิ่มขึ้น 44.1% ส่วนของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 21.4% เมื่อเทียบกับช่วง 6 ปีก่อนหน้านั้น (2012-2017) ขณะที่มูลค่า FDI ไหลเข้าสุทธิสะสมของไทยลดลง 20.3% และของมาเลเซียลดลง 15.3% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันนั้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า การลดลงของมูลค่า FDI ในอาเซียนในปี 2023 เป็นผลพวงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและการขึ้นดอกเบี้ยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนออกไปก่อน

แต่สำหรับเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์หลักจากการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน เม็ดเงินลงทุน FDI ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2023 โดยการเพิ่มขึ้นของ FDI ในภาคอุตสาหกรรมของเวียดนามนั้นมากกว่าการลดลงของ FDI ในภาคธุรกิจอื่น ๆ จนส่งผลให้เม็ดเงิน FDI โดยรวมของเวียดนามเพิ่มขึ้น 3.2% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2023

ส่วนอินโดนีเซีย การลดลงของ FDI ในภาคธุรกิจอื่น ๆ มีมากกว่า จนส่งผลให้เม็ดเงิน FDI โดยรวมลดลง 18.8% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2023

สำหรับประเทศไทย การลดลงของมูลค่า FDI ไหลเข้าสุทธิในปี 2023 กระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดกิจการของธุรกิจต่างชาติ เช่น การขายกิจการของปั๊ม ESSO รวมทั้งการปิดโรงงานของบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเข้าสู่รถยนต์ไฟฟ้า

“เวียดนามและอินโดนีเซียยังคงเป็นแหล่งดึงดูดเม็ดเงิน FDI ในภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของอาเซียน ในขณะที่ไทยก็ยังพอมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอยู่บ้าง จึงควรเร่งนโยบายที่เอื้อแก่การลงทุนมากขึ้น เช่น การลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อนของเอกสารในการขอใบอนุญาตต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขั้นตอนในการส่งออก-นำเข้าสินค้า รวมทั้งการเร่งความคืบหน้าการเจรจาความตกลงทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสหภาพยุโรป (EU)” ศูนย์วิจัยกสิกรไทยกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทุนต่างชาติไหลออกจากจีนไม่มาไทย แล้ว “มงลง” ประเทศไหนบ้าง ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...