โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

แม่ม่ายท้ายจวนท่านแม่ทัพ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 31 มี.ค. 2567 เวลา 01.59 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2567 เวลา 01.59 น. • 快乐 ไคว่เล่อ
จากนักฆ่าสาว ยุค 2023 ถูกหักหลังจากเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน องค์กรสั่งเก็บเธอ เนื่องจากเธอรู้ความลับมากเกินไป ด้วยความแค้น เธอภาวนาให้เธอได้เกิดใหม่ แต่..ทำไม มาเกิดเป็นแม่ม่ายได้เสียล่ะ !!

ข้อมูลเบื้องต้น

จากนักฆ่าสาว ยุค 2023 ถูกหักหลังจากเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน องค์กรสั่งเก็บเธอ เนื่องจากเธอรู้ความลับมากเกินไป ด้วยความแค้น เธอภาวนาให้เธอได้เกิดใหม่ แต่..ทำไม มาเกิดเป็นแม่ม่ายเสียล่ะ !!!!!

จิตดี เติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้า เธอไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอเป็นใคร อายุ 5 ขวบ ก็ถูกพ่อบุญธรรม “โจเซฟ” นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รับมาดูแล และไม่ใช่แค่เธอคนเดียว คุณพ่อโจเซฟ ยังมีลูกบุญธรรมอีกนับสิบคน มีทั้งหญิงทั้งชาย โดยทั้งหมดถูกรับเลี้ยง ไม่ใช่เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ แต่กลับถูกฝึกอย่างหนัก เพื่อมาเป็นนักฆ่า คอยกำจัดศัตรู คู่แข่งทางธุรกิจ อย่างลับ ๆ

เบื้องหน้าความสำเร็จของนักธุรกิจไฟแรง ผู้ใจบุญ รับเลี้ยงเด็กกำพร้า กลับมีเบื้องหลังที่โสมม ต่ำทรามอย่างยิ่ง

จิตดี อยากจะออกจากวงจรอุบาทว์นี้ แต่มีเส้นทางเดียวเท่านั้น นั่นคือ “ตาย!!!!!”

เรื่องนี้มี e-book จ้า

ชี้แจงค้าบไรท์จะอัพรายตอนในนี้จนจบนะจ้า

แต่ตอนพิิเศษ ขอสงวนได้เฉพาะใน e-book เท่านั้นจ้า

ฝากท่านแม่ทัพฉางอี้ และรั่วซี ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยค่า ขอบคุณค่า

จิตดี

“จิตดี” เป็นเด็กกำพร้า เธอไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเธอเป็นใคร ตั้งแต่เธอจำความได้ เธอก็เติบโตมาในบ้านรุ่งอรุณ มูลนิธิที่รับดูแลเด็กกำพร้า จนกระทั่งเธออายุ 10 ขวบ ก็มีคนใจบุญมารับเธอเป็นบุตรบุญธรรม ทำให้เธอในตอนนี้รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่อย่างน้อยเธอก็มีครอบครัวกับเขา มีคนให้เธอเรียกว่า “คุณพ่อ” เป็นหลักให้เธอได้พึ่งพิง

เธอจินตนาการถึงบ้านที่อบอุ่น ได้รับความรักและ การดูแลจาก “คุณพ่อโจเซฟ” นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์ ที่มาบุกเบิกตลาดสร้างบ้านจัดสรร แถบชานเมืองของกรุงเทพมหานคร ด้วยลุคของคนรุ่นใหม่ กล้าได้กล้าเสีย และตลาดของอสังหาริมทรัพย์ กำลังเป็นที่เติบโต ทำให้โจเซฟ เป็นที่รู้จักและจับตามองถูกยกย่องให้เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง เป็นอย่างมาก ทั้งทางด้านความสามารถทางด้านธุรกิจ หรือแม้แต่ด้านสังคมสงเคราะห์

แต่แล้วความฝันของเธอก็พังทลาย จิตดี ไม่ได้เข้าไปอยู่ในบ้านอย่างที่คาดหวังไว้ แต่ถูกนำไปยังเซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่ง เธอได้เจอกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งหญิงและชาย อีกนับ 10 คน ที่เป็นเด็กกำพร้า มาจากสถานที่ต่างกันจากทั่วประเทศ

เธอและพรรคพวกมีพ่อคนเดียวกัน ในเบื้องหลังจะถูกตั้งชื่อใหม่ เรียงตามหมายเลข ตั้งแต่ 1-10 ชื่อของเธอ คือ “หมายเลข 3” พวกเธอได้เรียนทุกอย่างตามเด็กปกติ แต่เป็นโรงเรียนพิเศษ ที่มีครูที่คุณพ่อโจเซฟ เป็นคนจัดหามาให้ นอกเหนือจากนั้น พวกเธอถูกเคี่ยวเข็ญให้เรียนการต่อสู้อย่างหนักในทุกรูปแบบ เรียนรู้การใช้อาวุธ จิตวิทยา การเงิน การบริหารธุรกิจ แม้แต่การดูแลบุคลิกให้เป็นคนที่ดูดีและน่าเชื่อถือ

ผ่านมา 15 ปี ตอนนี้จิตดีกลายเป็นนักธุรกิจสาวไฟแรง บุตรสาวบุญธรรมที่ช่วยคุณพ่อโจเซฟดูแลด้านการตลาด บริษัทในเครือของคุณพ่อโจเซฟ ที่มีนับ 50 แห่งทั่วประเทศ

นี่เป็นเพียงเบื้องหน้าของเธอเท่านั้น!!!!

ส่วนเบื้องหลังนั้น .. เธอคือ นักฆ่าหมายเลข 3 ขององค์กรนักฆ่าเดนตาย Shadow of Death เป็นองค์กรที่ก่อตั้งโดยคุณพ่อโจเซฟ ใช่ !!! โจเซฟคนเดียวกันกับนักธุรกิจใจบุญนั่นแหละ

บรรดาพี่น้องเธอที่เข้ามาในองค์กรพร้อมกัน 10 คน บัดนี้เหลือเพียง 7 คนเท่านั้น มีคนที่ไม่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก จนเอาชีวิตไม่รอดไป 2 คน และตายระหว่างทำภารกิจไป 1 คน ตอนนี้ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปช่วยคุณพ่อโจเซฟในบริหารธุรกิจของบริษัทในเครือเช่นเดียวกันกับเธอ

หน้าที่ของทุกคนขององค์กร คือ ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ตั้งแต่การฆ่าให้ตาย การวางแผนการทำลายทางธุรกิจ การสืบข่าว การส่งคนเข้าไปแทรกซึมเพื่อแทรกแซงทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายเป็นศัตรูทางธุรกิจของคุณพ่อโจเซฟ คอยปัดกวาด ตามล้างตามเช็ด เพื่อสร้างหนทางที่ขาวสะอาด ให้ธุรกิจของคุณพ่อโจเซฟได้เจริญเติบโต สร้างอิทธิพลทางการค้า โดยไม่ได้สนใจว่าจะทำให้ใครตาย ทำให้ครอบครัวใครต้องสูญเสีย ทำให้ใครต้องล้มละลาย ขอเพียงเส้นทางของคุณพ่อโจเซฟต้องราบรื่นไร้อุปสรรคปัญหาเท่านั้น

สำหรับเธอ ถามว่าทำงานด้วยความรัก ความศรัทธา ที่มีต่อคุณพ่อโจเซฟ อย่างสุดหัวใจ ใช่หรือไม่???

ตอบเลยว่า “ไม่!!!!”

พวกเธอถูกฉีดยาพิษเข้าร่างกายตั้งแต่เข้ามาในองค์กร และจะต้องได้รับยาถอนพิษในทุก ๆ ปี นี่เป็นความโหดร้ายขององค์กรอีกอย่างหนึ่ง การได้ออกจากบ้านเด็กกำพร้า ไม่ใช่เป็นสวรรค์ที่รออยู่ แต่มันคือนรกบนดินชัด ๆ ต่อให้อยากจะออกจากองค์กรมากแค่ไหน ก็ทำไม่ได้ นอกจากหนทางสุดท้าย ที่จะต้องเลือกคือ ความตายเท่านั้น

เธอได้รับภารกิจมาทุกรูปแบบ แต่ที่ฝีนใจทำมากที่สุด คือ การฆ่าคนตามใบสั่ง และวันนี้เธอก็ได้รับภารกิจใหญ่ ให้ฆ่าคน ๆ หนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลสำคัญในระดับประเทศ เป็นรัฐมนตรีที่มือใสสะอาด ทำงานด้วยความสุจริต ตรงไปตรงมา ไม่รับสินบน ไม่เกรงกลัวกับอิทธิพลใด ๆ เป็นบุคคลที่เข้ามาขวางทางคุณพ่อโจเซฟ จึงต้องถูกกำจัด

มือของเธอเปื้อนเลือดมาถึง 15 ปี จิตใจได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก จนกลายเป็นคนเฉยชา ไร้หัวใจ แต่เธอก็ไม่อยากจะทำผิดอีกต่อไป การรับภารกิจในครั้งนี้ ทำให้เธอชั่งใจอย่างหนัก ว่าเธอจะหาทางออกเช่นไร เธอไม่อยากฆ่าผู้บริสุทธิ์อีกแล้ว อีกอย่างหนึ่ง เป้าหมายครั้งนี้ เป็นคนดี ที่ควรจะอยู่พัฒนาประเทศไทยของเธอให้เจริญก้าวหน้า ไม่ควรจะต้องมาจบชีวิตเพียงเพราะไปขัดขา ขัดผลประโยชน์ของใครบางคน

เธอสวมบทสไนท์เปอร์ เพื่อซุ่มยิงท่านรัฐมนตรี ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ระหว่างที่เธอล็อคเป้าหมาย แต่ก็ยังไม่กดปืนพิฆาตสั่งตาย ด้วยกำลังลังเลอยู่นั้น

ปั่กกกก!!!! เสียงกระสุนทะลุผิวหนังบริเวณหน้ากลางหลังจนออกบริเวณหน้าอก ความเจ็บทำให้เธอรู้ว่านี่คือเรื่องจริง เธอโดนยิงจากทางด้านหลัง โดยที่เธอไม่รู้ตัว แสดงว่าคนที่ทำต้องไม่ใช่คนธรรมดา ต้องเป็นคนที่มีฝีมือ ไปมาโดยที่ไร้เสียง และที่เธอมั่นใจ ต้องมาจากองค์กรเดียวกัน

เธอเริ่มกระอักเลือด หมายเลข 4 เดินออกมาจากที่ซ่อน ด้วยสีหน้าที่เฉยชา ไร้ความรู้สึก

“ทำไม” เธอเอ่ยถาม

“คุณพ่อสั่งจับตาดูเธอมาตลอด ตั้งแต่มอบภารกิจให้กับเธอ อย่าได้โทษใคร โทษจิตใจที่ไม่แข็งพอของเธอเองจะดีกว่า ทำไมล่ะ เธอผ่านการฆ่ามานับไม่ถ้วน ทำไมรอบนี้ถึงได้ลังเล”

“พวกเรามือเปื้อนเลือดมามากมาย เพียงเพื่อความโลภของคนเพียงคนเดียว มันดีจริงแล้วหรือ ที่เราต้องทำลายใครต่อใคร ถ้าหากเป็นคนชั่ว เลวทราม ฉันคงไม่คิดมาก แต่คนนี้เขาเป็นคนดีจริง ๆ เราต้องฆ่าคนดีอีกกี่คน อีกกี่ครั้ง มันจะถึงจะเพียงพอ” เธอเอ่ยถาม หมายเลข 4

“เธอก็รู้ว่าหากพวกเราไม่ทำ เราจะต้องเจอกับอะไร ชีวิตพวกเรา มันไม่ได้มีทางเลือกขนาดนั้น” หมายเลข 4 เอ่ยความรู้สึกกับ หมายเลข 3 นี่คงเป็นประโยคสุดท้ายของพวกเขา

รู้ซิ รู้ดีทีเดียว การไม่ทำตามใบสั่ง เสมือนกับการทรยศองค์กร จะต้องเจอกับอะไร ชีวิตที่เจอความกดดัน การเคี่ยวเข็ญตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอคั่งแค้นองค์กร และคุณพ่อโจเซฟ ชีวิตนี้คงมาได้เพียงแค่นี้ คงไม่มีใครยินดีที่จะให้เธอมีชีวิตรอดกลับไป ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะหมดลง เธอภาวนาด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น ถ้าหากปาฏิหาริย์มีจริง เธออยากจะย้อนเวลากลับมา แล้วเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เธอจะกลับมาล้างแค้น ทำลายองค์กร ทำลายวงจรอุบาทว์ของธุรกิจนี้ทั้งหมด จะต้องไม่มีใครต้องตาย ไม่มีใครต้องสูญเสียแบบนี้อีกแล้ว

แล้วร่างเธอก็กระตุก พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่แผ่วเบาลง

*****

หมายเลข 4 ถอนหายใจ เผยนัยน์ตาโศก เขาไม่อยากจะทำแบบนี้ พวกเขาเติบโต ผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน การที่ต้องฆ่ากันด้วยมือตัวเองแบบนี้ สะเทือนจิตใจไม่น้อย แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเขาทำ ไม่งั้นคนที่จะตายคือตัวของเขาเอง เขาปิดตาของหมายเลข 3 และขออโหสิกรรม ขอให้เธอไปเกิดใหม่ในชีวิตที่มีแต่ความดีงาม อย่าได้พบกับสิ่งเลวร้ายอีกเลย

หลิวซิงอี

“เฮือกกก แฮกกก…….”

ที่นี่ที่ไหนกัน ฉันตายแล้วไม่ใช่เหรอ .. หรือนี่เป็นความฝันกัน แต่อาการปวดหัวตุ๊บ ๆ บริเวณหน้าผาก ก็ทำให้เธอรู้ว่าสิ่งที่เจอคือของจริง! จิตดีหันไปมองรอบห้องที่เธอนอนอยู่ ผนังห้องเหมือนบ้านดินที่อยู่ตามเกสเฮ้าส์รีสอร์ทต่างจังหวัด แต่สภาพนั้นทำแบบหยาบ ๆ ดูเก่า เตียงที่เธอนอนก็พุพัง ขาเตียงเอียงกระเท่เร่ ที่นอนสีซีดจาง ผ้าห่มผืนบางกลิ่นอับชื้น เธอค่อย ๆ ลุกขึ้น เธอใช้มือคลำดูแผลแห้งกรังบนหน้าผาก

“โอ๊ย!!! อื้อออออ” ทันทีที่ความเจ็บได้โจมตีเธอ ความทรงจำก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว มันเจ็บจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับ เจ็บจนทนแทบไม่ไหว

“เชี่ยยยย นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน” ทั้งเจ็บทั้งมึนกับความทรงจำที่ได้รับ จนเธออดไม่ไหวที่จะสบถออกมา นั่งรอสักพักหนึ่ง จนความเจ็บนั้นบางเบาลง และเธอก็แน่ใจว่าตัวเธอนั้นได้ตายลงไปแล้ว นั่นเป็นเรื่องจริง และเธอก็โผล่มาที่นี่ ก็เป็นเรื่องจริงอีกเช่นกัน

วิญญาณของเธอมาสวมร่างกายของคนอื่น ในยุคจีนโบราณ บนแผ่นดินของแคว้นฉี เจ้าของร่างชื่อ หลิวซิงอี บุตรคนที่สามของหลิวชาง คหบดีแห่งต้าซ่ง เจ้าของกิจการค้ามากมายที่สร้างความมั่งคั่งให้กับตระกูลหลิว มารดาของเธอเป็นฮูหยินเอก นาม กู้ฮุ่ยเฟิน ถึงแม้ภายในจวนจะมีทั้งฮูหยินรองและอนุ แต่ท่านแม่ก็ยังเป็นที่รักยิ่ง จนกระทั่งท่านแม่คลอดเธอออกมา ด้วยความที่เสียเลือดมากในระหว่างคลอดท่านแม่ก็จากไป ทิ้งเธอไว้กับบิดาที่เศร้าโศกเสียใจที่สูญเสียหญิงอันเป็นที่รัก ตั้งแต่นั้นเธอก็เป็นเหมือนตัวอับโชค เป็นลูกชังของบิดา นึกภาพเอาก็แล้วกัน ว่าโตมากับแม่รอง บิดาก็ไม่รักไม่สนใจใยดี เพราะเธอคือตัวซวยที่ทำให้ท่านแม่จากไป สภาพความเป็นอยู่แทบจะไม่ได้แตกต่างจากสาวใช้เท่าใดนัก

เธอมีพี่น้องทั้งหมดห้าคน

พี่ใหญ่ หลิวคุณ พี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน อายุ 22 ปี ช่วยท่านพ่อสืบทอดกิจการค้า แต่งงานแล้ว

พี่รอง หลิวจ้าน พี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน อายุ 20 ปี มีตำแหน่งรองแม่ทัพทิศบูรพาของแคว้นฉี

น้องสี่ หลิวซูฮวา บุตรสาวของฮูหยินรอง อายุ 16 ปี ขึ้นชื่อว่าเป็นสาวงามของแคว้นก็ว่าได้ ถูกเลี้ยงมาอย่างดี ศาสตร์ทั้งสี่ที่ชนชั้นสูงควรมี ล้วนมีอาจารย์มาสอนให้นางถึงในจวน

น้องห้า หลิวไฉ ลูกชายคนเล็กของบ้าน บุตรของอนุจาง อายุเพียง 10 ปี

ส่วนเธอบุตรสาวคนที่สาม ปัจจุบันอายุ 18 ปี แต่งงานแล้วตั้งแต่อายุ 15 ปี

หึ..หึ แม่รองจับเธอแต่งงานเพื่อให้พ้นหูพ้นตาออกจากจวน เธอแต่งเข้าสกุลเตียว นาม เจี้ยวกั๋ว พ่อค้าร้านขายเมล็ดพันธุ์ผัก ฐานะก็ปานกลาง อย่าหวังว่าจะได้แต่งกับคนมีอำนาจวาสนา ของดี ๆ แบบนั้น แม่รองต้องเตรียมประเคนให้กับบุตรสาวของตนเองอยู่แล้ว

แต่งงานได้เพียงหนึ่งปี เธอก็ให้กำเนิดบุตรคนแรก แต่เผอิญคลอดได้ลูกสาว ฐานะของเธอตกต่ำทันทีในสายตาของแม่สามี ที่อยากจะได้หลานชายเป็นทายาทคนแรกของวงศ์ตระกูล

ในฐานะของภรรยา ก็ไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่ ด้วยความที่เป็นพ่อค้า เข้าขั้นเศรษฐี หน้าตาดี พูดจาดี ย่อมมีหญิงสาวที่เข้าหาอยู่ตลอดเวลา หวังปีนเตียงขึ้นสู่ตำแหน่งที่ สูงกว่า

จนเมื่อบุตรสาวของเธออายุได้สองขวบ ผัวตัวดีก็ แต่งหญิงงามล่มเมืองเข้ามาในบ้าน ถึงจะเข้ามาในฐานะของอนุ แต่กลับได้รับการต้อนรับและการดูแลเอาใจใส่จากทุกคนในตระกูลเตียว เพราะอะไรนะหรือ นางได้ให้กำเนิดลูกชาย อายุหนึ่งเดือน เทียบกับเธอแล้วจะเป็นอะไรได้นอกจากตำแหน่งฮูหยินเอกที่ไร้ค่า

เจ้าของร่างเดิม เป็นเพียงสตรีที่ถูกกดทับให้อยู่ต่ำตั้งแต่อยู่ในครอบครัวเดิม พอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ในครอบครัวของสามีอีก จะเอาปัญญาที่ไหนไปต่อสู้เพื่อตนเองและบุตรสาว ได้แต่ทนกล้ำกลืนทุกอย่างไว้ จะให้แบกหน้าเข้าไปหาครอบครัวเดิม ก็ไม่มีใครจะต้อนรับ "บุตรสาวที่แต่งงานออกไป เหมือนการสาดน้ำออกไปนอกบ้าน"

ถ้าจะมีใครสักคนที่รักเธออย่างจริงใจ คงมีเพียงพี่รอง หลิวจ้าน เท่านั้น แต่พี่รองก็ไปประจำอยู่ชายแดน เธอทำได้แค่เพียงเขียนจดหมายส่งข่าวบอกเล่าระบายทุกอย่างที่ได้ประสพพบเจอ โดยฝากจดหมายผ่านทางจวนแม่ทัพ ซึ่งจะมีนายทหารที่มีหน้าที่ส่งข่าวจากเมืองหลวงไปยังชายแดน

ตอนที่อยู่ในจวนคนที่ดีกับเธอมีอีกสองคน ก็คือ อนุจาง กับน้องห้า มักจะคอยแอบเอาของกิน ของใช้มามอบให้ประจำ แต่ต่อหน้าผู้อื่น ก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่สนิทชิดเชื้อ ด้วยเกรงว่าจะเป็นที่จับตามองจากฮูหยินรอง แค่นี้การใช้ชีวิตในจวนก็ลำบากพอตัวอยู่แล้ว จะหวังไปพึ่งพาคงจะไม่ได้

หลิวจ้าน ที่ประจำอยู่ชายแดน เป็นห่วงน้องสาวยิ่งนัก แต่ไม่อาจจะทำอะไรได้มาก และล่วงรู้ได้ว่าอีกไม่นาน น้องสาวของเขาจะต้องเจอกับอะไร ได้แต่ฝากจดหมายแจ้งว่า หากเกิดเหตุไม่คาดคิดจนไม่อาจจะอยู่กับสามีได้ ให้เธอมาขอความช่วยเหลือจากจวนแม่ทัพ ซึ่งเขาได้ฝากฝังกับนายทหารที่ไว้ใจได้ ช่วยดูแลเธอ เพื่อที่จะรอเขากลับมาจากชายแดน

และแล้วหลังจากนั้นอีกสามเดือน ก็มีเหตุให้เธอให้ระเหเร่ร่อนออกจากบ้านสามีของเธอจริง ๆ เธอถูกใส่ร้ายว่าขโมยของ โดยที่เธอไม่ได้ทำ เมื่อไม่มีใครออกมาเป็นพยาน เธอจึงถูกหย่าขาดจากสามี และโดนขับไล่ออกจากบ้านพร้อมลูกสาวตัวน้อย

เธอไม่มีที่จะไป จึงได้บากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากจวนท่านแม่ทัพ ซึ่งก็มีนายทหารที่ท่านรองแม่ทัพได้ฝากฝังไว้ ช่วยเหลือในการจัดหาที่อยู่อาศัย แต่เธอเป็นเพียงแม่ม่ายที่ถูกสามีหย่าร้าง นายทหารนำเธอไปพักยังกระท่อมที่ท้ายจวน มีหน้าที่ปลูกผัก และดูแลสวนผัก ใช้แรงงานเพื่อแลกกับข้าวปลาอาหาร เธอทำงานอย่างหนัก เนื่องด้วยสำนึกในบุญคุณของจวนแม่ทัพและไม่อยากจะเป็นภาระให้กับใคร จึงเป็นที่มาของการที่เธอเป็นลมแดด และหัวฟาดพื้นในกระท่อมจนเสียชีวิต

*****

“ ดี .. ดี ดียิ่งนัก ชาติที่แล้วก็ถูกหักหลัง ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ไม่มีใครรัก ไม่มีใครจริงใจ ภาวนาอยากกลับมาเกิดใหม่เพื่อแก้แค้น ดันถูกส่งกลับมาเกิดที่นี่ หลิวซิงอี ชะตาของหล่อนช่างอาภัพนัก ฉันรับปากว่าจะใช้ชีวิตจากนี้เพื่อเอาคืนกับทุกคนที่เอาเปรียบเธอ รังแกเธอ ฉันจะเอาความแค้นทั้งสองชาติ สะสางเอาคืนกับพวกมันทุกคน ขอให้วิญญาณของเธอไปสู่สุขคติ ลูกสาวของเธอ ฉันก็จะเลี้ยงเอง ให้ได้รับความอบอุ่น ให้มีชีวิตที่ดี ด้วยสองมือนี้ ฉันสัญญา”

สายลมพัดผ่านมาวูบหนึ่ง เสมือนรับรู้ทุกความตั้งใจและทุกคำพูดของเธอ…

หลิวซิงเยียน

แอ็ดด..เสียงเปิดประตู มาพร้อมกับเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งเข้ามาภายในห้อง

“ท่าน .. แม่ ฮึกก แง ๆๆ ท่านแม่อย่าเป็นอะไรไปนะเจ้าคะ ข้ากลัว” ร่างเล็กเหมือนก้อนกลม ๆ โผเข้ากอดเธอ ร้องไห้ออกมาอย่างขวัญเสีย เด็กคนนี้คงเป็นหลิวซิงเยียน ลูกสาววัยสองขวบของเธอซินะ เด็กน้อยที่ถูกบิดาแท้ ๆ ไล่ออกจากบ้านพร้อมถูกตัดขาด เปลี่ยนมาใช้แซ่หลิว ตามสกุลเดิมของมารดา ชะตาช่างอาภัพนัก เพียงแค่เกิดมาเป็นผู้หญิง ต้องถูกกดขี่กันถึงเพียงนี้

เธอกอดร่างเล็กนี้ไว้อย่างอ่อนโยน สายสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดปลุกสัญชาติญาณของความเป็นแม่ จะทำให้ดีที่สุด จะพาให้หนูน้อยเติบใหญ่ขึ้นอย่างมาดี ตบหน้าพวกญาติฝั่งพ่อให้ได้

“ไม่เป็นไร แม่ไม่เป็นไร ซิงเยียน อย่าร้องไห้เลยนะลูก”

“เอ่อ..แม่นางหลิว เป็นยังไงบ้างขอรับ คุณหนูซิงเยียน วิ่งร้องห่มร้องไห้ไปตามพวกข้า บอกว่าเจ้ามีเลือดออกที่หัว นอนนิ่งไม่ไหวติง พวกข้าเลยรีบตามมาดู แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าถึงได้บาดเจ็บ”

“ท่านพ่อบ้าน ขอบคุณมากนะเจ้าคะ ซิงเยียน คงจะตกใจ ข้ากลับมาแปลงผัก อาจจะด้วยอากาศร้อน ข้าเลยเป็นลมแดด หัวฟาดพื้นแตก และสลบไปเจ้าคะ ข้าเพิ่งจะฟื้นก่อนหน้าที่ท่านจะมาได้สักครู่ ตอนนี้ยังรู้สึกเจ็บที่แผล และมึน ๆ อยู่เจ้าค่ะ”

“ข้าว่าท่านไปหาหมอหน่อยเถิด อย่าทำตัวเกรงใจพวกเราอยู่เลย หากท่านรองแม่ทัพกลับมา จะหาว่าพวกข้าดูแลเจ้าสองแม่ลูกไม่ดี พาลจะทำให้จวนแม่ทัพของเราแปดเปื้อนรอยมลทินได้ อีกอย่างข้าขอร้องล่ะ ให้ท่านกลับไปอยู่ที่จวนที่จัดไว้ให้เถอะ อยู่ที่นี่ มันห่างไกลจากจวนนัก หากเกิดเหตุอะไรขึ้นมา พวกข้าจะช่วยเหลือท่านไม่ทัน”

อ้อ..ความจริงเป็นเช่นนี้ เจ้าของร่างเดิม เป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตนเองและคงจะรู้สึกเกรงใจจวนท่านแม่ทัพ ถึงได้ปลีกตัวมาอยู่ในกระท่อมเกือบจะพังแบบนี้

ความเกรงใจมันก็เป็นเรื่องดีนะ แต่ไม่ควรเบียดเบียนให้ตัวเอง กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว ในเมื่อข้ามาอยู่แทนร่างเจ้าแล้ว ก็ขอใช้สิทธิ์นั้นแทนก็แล้วกัน

“ข้าต้องอภัยท่านพ่อบ้าน ที่ทำให้ท่านลำบากใจ ครั้งนี้คงต้องรบกวนท่านแล้ว ข้าอยากไปหาหมอ แต่ข้าไม่มีเงินเลยเจ้าค่ะ”

“ไม่รบกวน ๆ ข้าจะให้บ่าวหญิง พาท่านไปที่โรงหมอเอง แหละนี่เป็นเงินที่ท่านรองแม่ทัพ ได้ฝากมาให้กับท่าน 100 ตำลึงทอง ขอรับ” พ่อบ้านรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้แม่นางหลิว ไม่ยอมรับการช่วยเหลือใด ๆ จากจวนท่านแม่ทัพ และขอแค่ที่ซุกหัวนอนที่ผุพัง และยังช่วยทำงานในแปลงผัก โดยไม่รับเบี้ยตอบแทนใด ๆ อีกด้วย

อีกไม่นานก็จะถึงสิ้นปี ท่านรองแม่ทัพ ก็จะกลับมาจากชายแดน พร้อมท่านแม่ทัพ หากมาเจอน้องสาวในสภาพนี้ เกรงว่าจะรองรับโทสะของท่านแม่ทัพในการดูแลครอบครัวของท่านรองแม่ทัพไม่ไหวเอาได้

ท่านพ่อบ้านเรียกให้เสี่ยงหง สาวใช้ในจวน ได้นำแม่นางหลิวไปที่โรงหมอ โดยให้รถม้าของจวนแม่ทัพไปส่ง

หลิวซิงเยียน ที่เกาะติดกำชายกระโปรงของเธอแน่น เธอจึงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา น้ำหนักตัวที่เบาหวิว ทำให้เธอปวดใจยิ่งนัก “ไม่ต้องกลัวนะเด็กดี แม่กำลังจะไปหาท่านหมอ ท่านหมอจะรักษาแม่ อีกไม่นานแม่ก็หายดีแล้ว เจ้าไปเป็นเพื่อนแม่นะ”

“เจ้าค่ะ ท่านแม่” หลิวซิงเยียน พยักหน้าตอบรับ ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ทำให้น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง สองแขนคว้ากอดคอท่านแม่เอาไว้ กลัวว่าท่านแม่ของนางจะทิ้งไปอีก คาดว่าภาพที่เธอนอนจมกองเลือด ไม่ไหวติง จะเป็นภาพจำเป็นปมในใจของเด็กน้อยไปเสียแล้ว ไม่เป็นไร เธอยังมีเวลาอีกมาก ในการดูแลเด็กน้อยให้เป็นต้าวกลม เธอจะสร้างภาพในใจที่สดใส และมอบชีวิตใหม่ให้กับลูกสาวของเธอเอง

เมื่อเดินทางมายังโรงหมอ เสี่ยวหง ลงมาจากรถม้าก่อน รับเอาตัวหลิวซิงเยียน และพยุงแม่นางหลิว ลงจากรถม้า และเข้าไปในโรงหมอ

“คาราวะท่านหมอเจินเจ้าค่ะ ข้าน้อยเสี่ยวหง สาวใช้จากจวนท่านแม่ทัพฉางอี้ วันนี้มีเรื่องจะรบกวนท่านหมอ แม่นางหลิว น้องสาวของท่านรองแม่ทัพหลิวจ้าน ได้รับบาดเจ็บจากการที่หัวฟาดฟื้น อยากให้ท่านได้ดูอาการและรักษาเจ้าค่ะ”

“อืม เจ้าพาแม่นางหลิว เข้าไปยังห้องรักษาด้านในเถิด ข้าขอเวลาเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือสักครู่” มองจากบาดแผลภายในนอก ท่านหมอเจินก็ประเมินอาการบาดเจ็บและจัดเตรียมอุปกรณ์การรักษา

ท่านหมอเจิน เป็นหมอประจำจวนท่านแม่ทัพ ทำให้รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีกับคนในจวน และเสี่ยวหง สาวใช้ก็เคยมาที่โรงหมอที่นี่หลายครั้ง ทำให้รู้ว่าห้องรักษาอยู่ตรงไหน

*****

เดินมาถึงห้องรักษา เสี่ยวหง ก็ช่วยพยุงเธอขึ้นเตียง แต่ติดที่ลูกสาวไม่ยอมปล่อยแขนจากคอของเธอ

“ซิงเยียน เจ้าปล่อยแม่ก่อนได้หรือไม่ หากไม่แล้วจะเป็นการเกะกะการรักษาของท่านหมอ ซึ่งหากแม่ไม่ได้รับการรักษา แม่ก็จะป่วยและไม่หายดี เข้าใจหรือไม่”

“คุณหนูมาอยู่กับเสี่ยวหงก่อนดีไหมเจ้าคะ ท่านหมอจะได้รักษาท่านแม่ของคุณหนูได้สะดวก บ่าวจะอุ้มคุณหนูอยู่ตรงนี้ ไม่พาไปไหนไกลหรอกเจ้าค่ะ”

ถึงแม้จะห่วงท่านแม่มากแค่ไหน แต่ก็ไม่อยากจะเป็นภาระให้ผู้อื่น ซิงเยียน จึงไม่อยากเป็นเด็กดื้อให้ท่านแม่ไม่สบายใจ จึงยอมให้เสี่ยวหงอุ้มมานั่งเก้าอี้แต่โดยดี

ท่านหมอเจิน เดินเข้ามาในห้องพร้อมผู้ช่วยหมออีกหนึ่งคน นำอุปกรณ์การรักษา กาละมัง และผ้าเช็ดทำความสะอาด

ผู้ช่วยท่านหมอ เป็นคนทำความสะอาดแผลบริเวณหน้าผากที่มีเลือดเริ่มแห้งกรัง จนเริ่มปรากฎแผลที่แตกเป็นทางยาวประมาณ 1 ฉื่อ *

“แผลแตกค่อนข้างยาวทีเดียว คงต้องเย็บ ท่านทนเจ็บหน่อยนะ”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านหมอ เจ็บมากกว่านี้ข้าก็เคยผ่านมาแล้ว” คนเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งเช่นเธอ จะต้องมีอะไรให้เจ็บและกลัวได้อีก

แต่หมอเฉิน ไม่อยากให้เด็กน้อยที่คาดว่าจะเป็นลูกสาวของแม่นางหลิว ได้เห็นภาพอันไม่สวยงาม จึงได้เดินมาและทำการหลอกล่อให้ออกไปรออยู่ข้างนอกห้อง

“เด็กดีตัวน้อยคนนี้มีชื่อว่าอย่างไร บอกปู่ได้หรือไม่” ท่านหมอเจินที่รักษาผู้คนมาแล้วทุกเพศทุกวัย ย่อมรู้ว่าจะเข้าเด็กวัยนี้ได้แบบไหน

“หลิวซิงเยียน เป็นลูกสาวของท่านแม่หลิวซิงอี เจ้าค่ะ ท่านปู่” เด็กน้อยผู้มีมารยาทเอ่ยตอบผู้อาวุโสด้วยเสียงที่ค่อนข้างเบา ด้วยยังรู้สึกเกร็งอยู่เล็กน้อย พลางขยับตัวเข้าหาเสี่ยวหง

“เป็นชื่อที่ดี ๆ วันนี้ที่โรงหมอของปู่ เตรียมซาลาเปาอุ่น ๆ ไว้ให้ซิงเยียนที่ห้องรับแขก เจ้าหิวหรือไม่ ท่านปู่ต้องรักษาอาการของท่านแม่เจ้า อาจจะใช้เวลาสักหน่อย ปู่เกรงว่าเจ้าจะหิว ให้เสี่ยวหงพาซิงเยียนไปทานซาลาเปาก่อน เมื่อทานเสร็จแล้วค่อยกลับในห้องนี้ ตอนนั้น ปู่น่าจะทำการรักษาเสร็จแล้ว ดีหรือไม่”

หลิวซิงเยียน เม้มปาก ทำคิ้วขมวด ด้วยความห่วงท่านแม่ กับความหิวในท้อง กำลังตีกันอย่างหนัก ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี เป็นเสียงอนุญาตจากท่านแม่ตัดสินใจแทนให้

“ซิงเยียน เด็กดี ตั้งแต่เช้าลูกยังไม่ได้ทานข้าว แม่คงจะรู้สึกไม่ดี หากปล่อยให้ลูกเฝ้าแม่ด้วยความหิวแบบนี้ ไปกับเสี่ยวหง หาอะไรทานก่อน แล้วค่อยกลับมาหาแม่ แม่อยู่กับท่านหมอปู่เจินแล้ว แม่จะไม่เป็นอะไร”

“เจ้าค่ะท่านแม่ ซิงเยียน จะไม่ดื้อ ให้ท่านแม่ปวดหัว” แม้จะอายุเพียงแค่สองขวบ แต่ก็เป็นเด็กที่รู้ความ สร้างความเอ็นดูให้กับทุกคนเป็นอย่างยิ่ง เสี่ยวหงจึงจูงมือหลิวซิงเยียน ออกไปยังห้องรับแขก ปล่อยให้ท่านหมอเจินและผู้ช่วยหมอ ทำการรักษาแม่นางหลิวต่อไปภายในห้อง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...