‘ป.ป.ช.’ลงดาบอดีต ‘นายกอบจ.อุบลฯ’พร้อมพวก ทุจริตจัดซื้อ ‘เครื่องสูบน้ำปี 56’ ทำรัฐเสียหาย 8 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายพรชัย โควสุรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุบลราชธานี กับพวก กรณีร่วมกันทุจริตโครงการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งเครื่องยนต์ดีเซล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว จำนวน 80 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ในราคาที่แพงเกินความเป็นจริง เป็นเหตุให้ อบจ.อุบลราชธานี และทางราชการได้รับความเสียหาย เป็นเงินจำนวน 8,000,000 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ ดังนี้ 1.การกระทำของ นายพรชัย โควสุรัตน์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดฐานละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
2.การกระทำของ นายปรีชา พงษ์ทอง, นายสุรพงษ์ ฟักทอง, นายเทิดศักดิ์ ดลสุข, นางสุรัชดา โชติพันธ์, นายวิรัตน์ คูหะรัตน์ และนายยุทธพล พันธุ์เพ็ง มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157, พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ขั้นตอนหลังจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จะส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยตามฐานความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) มาตรา 98 และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณี พร้อมทั้งแจ้งผลให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบต่อไป