10 ธุรกิจไทย ที่เติบโตจากบทเรียน “ต้มยำกุ้ง” จากวันที่เกือบไม่รอด สู่เบอร์ใหญ่ระดับประเทศ
2 กรกฎาคม 2540 คือ วันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จากที่เคยตรึงไว้ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จนไปแตะเกือบ 55 บาทในเวลาไม่นาน หนึ่งในบทเรียนที่สร้างความสูญเสียเชิงโครงสร้างแก่ระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของไทยอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
ความเสียหายดังกล่าว ฉุดให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ของไทยติดลบเฉลี่ยสูงถึง 5.2% ต่อปีในช่วงปี 2540–2541 สถาบันการเงินและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ถูกสั่งปิดกิจการอย่างถาวร เนื่องจากไม่มีปัญญารองรับหนี้เสียที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาคเอกชนล้มละลายระเนระนาด เกิดการลดเงินเดือนและการเลิกจ้างงานขนานใหญ่ คนไทยจำนวนมากต้องกลายเป็นผู้ว่างงานเฉียบพลัน
รัฐบาลไทยจำเป็นต้องขอกู้เงินฉุกเฉินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มูลค่ากว่า 17,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพยุงฐานะทางการเงินของประเทศ ขณะที่ภาพจำของคนส่วนใหญ่กับวิกฤตต้มกุ้งครั้งนั้น มักเป็นภาพตึกร้าง อย่าง "สาธร ยูนีค ทาวเวอร์" ตึกที่สร้างไม่เสร็จและถูกทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ของความล่มสลาย หรือ รายชื่อบริษัทเงินทุน 58 แห่งที่ถูกสั่งปิดในชั่วข้ามคืน
แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่แทบไม่มีใครเล่า นั่นคือเรื่องราวของบริษัทที่ "เกือบไม่รอด" แต่สุดท้ายกลับตัวทัน ปรับโครงสร้าง ยอมเจ็บ ยอมขายของรัก เพื่อแลกกับการอยู่รอด หรือกระทั่ง ใช้วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จนกระทั่งวันนี้ ได้กลายเป็นเบอร์ใหญ่ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราแบบที่แทบไม่รู้ตัว ซึ่งเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ คือ บริษัทที่เคยยืนอยู่ปากเหวมาก่อนทั้งสิ้น
ครบรอบ 29 ปี “วิกฤตต้มยำกุ้ง” วันนี้ Thairath Money อยากชวนย้อนดู 10 กรณีศึกษาธุรกิจไทยที่ผ่านจุดนั้นมาได้ และบ่งบอกให้เรารู้ว่า “วิกฤต" ไม่ได้มีไว้แค่ให้รอด แต่มีไว้ให้เติบโต
1.ธนาคารไทยพาณิชย์ ยอมให้รัฐเข้ามาถือหุ้นชั่วคราว เพื่อรักษาธนาคารไว้
วิกฤตอสังหาฯ ทุบเงินกองทุนขั้นที่หนึ่งของ SCB (เดิมชื่อ แบงก์สยามกัมมาจล) จนต่ำกว่าเกณฑ์ ธนาคารตัดสินใจเข้าโครงการเพิ่มทุนของรัฐ ยอมให้กระทรวงการคลังเข้ามาถือหุ้นใหญ่ชั่วคราว แลกกับการมีเงินกองทุนพยุงฐานะ จากนั้นเปิดทางให้เอกชนซื้อหุ้นคืนในราคาต้นทุนภายใน 3 ปี
วันนี้ SCB แปลงร่างเป็น SCBX ธุรกิจฟินเทคระดับภูมิภาค บทเรียนคือ บางครั้งการยอมสูญเสียอำนาจควบคุมชั่วคราว ดีกว่าการดื้อรั้นจนไม่เหลืออะไรเลย
2. ธนาคารกสิกรไทย ไม่ขอความช่วยเหลือรัฐ แต่คิดเครื่องมือการเงินใหม่เอง
ต่างจาก SCB “บัณฑูร ล่ำซำ” เลือกไม่เข้าโครงการพยุงฐานะของรัฐ แต่ คิดค้นนวัตกรรมการจัดหาทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินใหม่ที่ชื่อว่า SLIPS (Stapled Limited Preferred Securities) และ CAPS (Capital Augmented Preferred Securities) เพื่อเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นรายย่อยและสถาบันต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว รักษาความเป็นเจ้าของแบบไทยไว้ได้ แล้วจึงลงมือรื้อระบบสินเชื่อทั้งหมดใหม่ วันนี้ KBank เป็นผู้นำดิจิทัลแบงกิ้ง บทเรียนคือ ชื่อเสียงเก่าไม่ได้การันตีอนาคต ต้องกล้ารื้อของเก่าที่พังแล้วจริง ๆ
3. ธนาคารกรุงเทพ เดินเคียงข้างลูกหนี้ แทนที่จะทิ้งกัน
ในครั้งนั้น หนี้เสียจากกลุ่มทุนอุตสาหกรรมรายใหญ่ถล่มธนาคารกรุงเทพหนักมาก “ชาติศิริ โสภณพนิช” ซึ่งเพิ่งขึ้นเป็นซีอีโอได้ไม่นาน เลือกประสานกับภาครัฐ โอนหนี้เสียเข้าบริษัทบริหารสินทรัพย์ พร้อมประคองลูกค้าเดิมให้ไปต่อได้แทนที่จะบีบให้ล้ม
วันนี้แบงก์กรุงเทพใหญ่ที่สุดในไทยและขยายไปอินโดนีเซีย บทเรียนคือ ความสัมพันธ์ที่ประคองไว้ในวันที่ลูกค้าลำบาก คือทุนที่กลับมาเป็นความภักดีในวันข้างหน้า
4. ปตท. แปรรูปเป็นบริษัทมหาชน เพื่อหนีข้อจำกัดของความเป็นรัฐวิสาหกิจ
หนี้ต่างประเทศของการปิโตรเลียมฯ พุ่งเป็นเท่าตัวหลังค่าเงินลอยตัว ทางออกคือแปรรูปเป็น บมจ. ปตท. ในปี 2544 เพื่อระดมทุนจากตลาดทุนสากลได้อย่างอิสระ ไม่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดินอีกต่อไป วันนี้ ปตท. คือเบอร์หนึ่งพลังงานและปิโตรเคมีของประเทศ บทเรียนคือ บางทีข้อจำกัดที่แท้จริงไม่ใช่เงินทุน แต่คือโครงสร้างองค์กรที่ล้าสมัย
5. ซีพี ออลล์ ยอมขายโลตัสและแม็คโคร เพื่อรักษา 7-Eleven ไว้
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้เครือซีพีแบกหนี้ต่างประเทศมหาศาลจากธุรกิจโทรคมนาคมในเครือ “ธนินท์ เจียรวนนท์” ตัดสินใจขายหุ้นใหญ่ทั้งเทสโก้ โลตัส และแม็คโคร เพื่อเอาเงินสดมาลดหนี้และรักษาธุรกิจแกนหลักอย่างอาหารและร้านสะดวกซื้อไว้ พร้อมเปลี่ยนโมเดลขยายสาขา 7-Eleven ไปเป็นระบบแฟรนไชส์ Store Partner แทนการควักทุนเองทั้งหมด
วันนี้ซีพี ออลล์ ซื้อทั้งแม็คโครและโลตัสกลับคืนมาได้แล้ว บทเรียนคือ รู้ว่าอะไรคือหัวใจของธุรกิจจริง ๆ แล้วกล้าปล่อยส่วนที่เหลือ แม้จะเป็นของรักก็ตาม
6. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล พาธุรกิจไทยออกไปอยู่ต่างประเทศ
คนถังแตก บริษัทล้ม กำลังซื้อในประเทศพังยับ แต่ “วิลเลียม ไฮเนคกี” เลือกไม่ผูกโชคชะตากับตลาดไทยอย่างเดียว ใช้จังหวะเงินบาทอ่อนสร้างแบรนด์อนันตราบุกตลาดต่างประเทศ ก่อนต่อยอดด้วยการซื้อกิจการ NH Hotels ในยุโรป กระจายรายได้ไปอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์และยูโร
วันนี้ไมเนอร์มีโรงแรม รีสอร์ท และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ มากกว่า 640 แห่ง ร้านอาหารกว่า 2,699 ร้านใน 24 ประเทศ บทเรียนคือ วิกฤตในบ้านตัวเอง บางทีคือสัญญาณให้มองออกไปนอกบ้าน
7. เซ็นทรัลพัฒนา ยอมขายบางส่วนเพื่อแลกกระแสเงินสด
โครงการศูนย์การค้าหลายแห่งชะงักเพราะแบงก์หยุดปล่อยกู้ ในครั้งนั้น “ทศ จิราธิวัฒน์” เลือกเจรจาปรับโครงสร้างหนี้อย่างโปร่งใส ขายธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลักออกไปบางส่วน เพื่อแลกกับกระแสเงินสดมาพัฒนาโครงการที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วที่สุด
ปัจจุบันเซ็นทรัลพัฒนาเป็นผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในไทย และเดินหน้าขยายอาณาจักรค้าปลีกและโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง เช่น โครงการร่วมทุน Dusit Central Park. บทเรียนที่สำคัญคือ ในวันที่วิกฤตมา การยอมปล่อยบางธุรกิจ เพื่อรักษาธุรกิจหลัก อาจเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด
8. ศุภาลัย เลือกโตช้าแต่โตอย่างมั่นคง
ศุภาลัยเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายจากการล่มสลายของฟองสบู่ในภาคอสังหาฯ และอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ส่งผลให้บริษัทประสบปัญหาขาดทุนสะสมรวมเกือบ 1,000 ล้านบาท. วิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเนื่องอย่างรุนแรงต่อการจัดการเงินภายในครอบครัว
“ ประทีป ตั้งมติธรรม ” จึงวางกติกาใหม่ให้ตัวเอง คือคุมหนี้ต่อทุนอย่างเข้มงวด ไม่โตแบบเสี่ยงเกินตัวอีก จากนั้นค่อย ๆ ขยายไปตามแนวรถไฟฟ้าตั้งแต่ยุคแรก กระจายไปหัวเมืองต่างจังหวัด และไปลงทุนในต่างประเทศ อย่างออสเตรเลีย
วันนี้ศุภาลัยติดท็อป 5 อสังหาฯ ที่มีอัตรากำไรสูงและหนี้ต่ำที่สุดในกลุ่ม บทเรียนคือ ความระมัดระวังไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่คือวินัยที่ทำให้อยู่ได้นานกว่าคนอื่น
9. ดุสิตธานี เลือกรักษาคนไว้ ตัดค่าใช้จ่ายอื่นแทน
นักท่องเที่ยวหายไปเกือบหมด รายได้โรงแรมดิ่งลงทันที แต่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เลือกไม่ปลดพนักงานจำนวนมาก ตัดค่าใช้จ่ายส่วนเกินอื่นแทน พร้อมขยายไปทำธุรกิจการศึกษาและอาหาร เพื่อไม่ให้พึ่งพารายได้จากท่องเที่ยวอย่างเดียว วันนี้ดุสิตธานีกำลังพัฒนาโปรเจกต์ Dusit Central Park มูลค่ามหาศาล บทเรียนคือ ในธุรกิจบริการ คนคือสินทรัพย์ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ตัดทิ้งง่าย ๆ
10. บางจาก เปลี่ยนจุดอ่อนเรื่องค่าเงินให้เป็นจุดแข็ง
นำเข้าน้ำมันดิบเป็นดอลลาร์ แต่บาทอ่อนตัวลงกว่าเท่าตัว หนี้พุ่งจนที่ปรึกษาต่างชาติแนะนำให้ปิดกิจการไปเลย แต่บางจากกลับพบว่าธุรกิจโรงกลั่นตั้งราคาขายอิงดอลลาร์อยู่แล้ว จึงจับคู่รายรับรายจ่ายเป็นดอลลาร์ทั้งคู่ กลายเป็นการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามธรรมชาติ จากนั้นค่อย ๆ ปรับพอร์ตไปสู่พลังงานสะอาด วันนี้บางจากคือกลุ่มพลังงานสีเขียวรายใหญ่ บทเรียนคือ บางทีทางรอดไม่ได้อยู่นอกธุรกิจ แต่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างธุรกิจที่มีอยู่แล้ว เพียงแค่ยังไม่มีใครมองเห็น
จาก 10 เรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวกัน บางเจ้ายอมให้รัฐเข้ามาช่วย บางเจ้าปฏิเสธ บางเจ้าขายของรักทิ้ง บางเจ้าเลือกรักษาคนไว้แทนเงิน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกบริษัทยอมรับความจริงเร็ว และตัดสินใจเจ็บแต่จบ แทนที่จะดึงเวลาจนไม่มีทางเลือกเหลือ
29 ปีผ่านไป ตึกร้างอย่างสาธร ยูนีค ยังคงยืนนิ่งเป็นอนุสรณ์ของสิ่งที่ไม่รอด แต่ในอีกมุมของเมือง ธุรกิจ 10 แห่งนี้ยังคงเดินหน้าต่อ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันคนไทยแบบที่เราแทบไม่ทันสังเกต
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 10 ธุรกิจไทย ที่เติบโตจากบทเรียน “ต้มยำกุ้ง” จากวันที่เกือบไม่รอด สู่เบอร์ใหญ่ระดับประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ถลุงงบฯ สร้างตึก สส.ปชน.ไล่ฉะ “3 องค์กรอิสระ” ปชป.กระตุกรัฐบาลหยุดกู้มาแจก
- เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 “ดร.โจ” โผล่ร่วมหลังแพ้เลือกตั้ง “มาดามเดียร์” โควตา ปชป. ครม. ส่ง “อ.วีระ”
- ฉะงบประมาณ รวมญาติ “พริษฐ์“ ฟาดยับ “ไชยชนก“ แจง นายกฯ-เนวิน ยังรักกันดีอยู่
- “ยศชนัน” แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง-ทำฐานรวมงานวิจัย-ปลดล็อกสิทธิบัตร
- “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath