โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปลี่ยน ‘รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน’ เป็นรถไฟทางคู่เชื่อมภาคตะวันออก คุ้มค่ามากกว่า หลัง CP เดินหน้าโครงการต่อไม่ได้

The Momentum

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

‘รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน’ โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความหวังให้กับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 2.24 แสนล้านบาท โครงการนี้เป็นการลงนามคู่สัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (บริษัทในเครือซีพี) มาตั้งแต่ปี 2562

ทว่าปัจจุบันกลับยังไม่เริ่มตอกเสาเข็มก่อสร้างแต่อย่างใด เนื่องจากเอกชนติดปัญหาไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ ทำให้โครงการดูทีท่าว่าจะไปต่อได้ยากเสียแล้ว ตามกระแสข่าวที่ออกมาในปัจจุบัน

โดยในการประชุมร่วม 3 ฝ่าย ทั้ง รฟท. บริษัท เอเชีย เอรา วัน และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ฝ่ายเอกชนยอมรับว่า หากไม่มีการแก้ไขสัญญา โครงการอาจจะเดินหน้าต่อไม่ได้ เนื่องจากติดปัญหาที่สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อให้ดำเนินโครงการ เพราะสถาบันการเงินพิจารณาแล้วว่าโครงการดังกล่าว ‘ไม่คุ้มค่า’

หลังจากนี้ แนวทางการแก้ไขปัญหาของโครงการจะอยู่ที่ว่า ในอีก 2 เดือนข้างหน้า คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ ‘บอร์ด EEC’ ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาออกมาเป็นรูปแบบใด จะให้ ‘แก้ไขสัญญา’ หรือ ‘สิ้นสุดสัญญา’

The Momentum ต่อสายไปยัง สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการจัดทำและติดตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาแนวทางการดำเนินงานของเมกะโปรเจกต์นี้ต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

หาเอกชนรายใหม่ vs ย่อยสัญญา vs ทบทวนโครงการ

สุรเชษฐ์มองว่า ชัดเจนแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่โครงการนี้จะยกเลิกสัญญา เนื่องจากหลายฝ่ายประเมินแล้วว่าโครงการนี้ไม่มีความคุ้มค่า หากบอร์ด EEC มีมติให้แก้ไขสัญญา จะกลายเป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับเอกชนเพิ่มเติม และอาจไม่จบที่แค่ก้อนนี้ รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับโครงการอื่นๆ ในอนาคต

เนื่องจากรูปแบบการลงนามในสัญญาระหว่าง รฟท.และบริษัท เอเชีย เอรา วัน นั้นเป็นสัญญาเอกชนร่วมลงทุน (Public-Private Partnership: PPP) ประเภท Net Cost ซึ่งมีลักษณะที่เอกชนมีความเสี่ยงสูง-ผลตอบแทนสูง (High Risk, High Return) ดังนั้นในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญจากหลายฝ่ายจึงมองว่า การที่รัฐเข้าไปอุ้มเอกชนหลังเซ็นสัญญาไปแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่ควรปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา

อย่างไรก็ตาม เมื่อความเป็นไปได้ของโครงการเดินหน้าไปสู่การยกเลิกสัญญา ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำได้ตามสัญญา ประเด็นสำคัญคือจะต้องเป็นการบอกเลิกกันด้วยดี ไม่ให้เกิดภาระที่รัฐต้องมาแบกรับต่อ กลายเป็น ‘ค่าโง่’ ซึ่งแนวทางที่เป็นไปได้หลังการยกเลิกสัญญาร่วมกัน มีได้ 3 รูปแบบหลัก ดังนี้

- แนวทางที่ 1: ประมูลใหม่เพื่อหาคู่สัญญารายใหม่ ภายใต้เงื่อนไขเดิม

- แนวทางที่ 2: แยกโครงการเดิมโดยแบ่งเป็นสัญญาย่อยๆ แล้วประมูล

- แนวทางที่ 3: ทบทวนโครงการเพื่อปรับรูปแบบการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ในแนวทางที่ 1 สุรเชษฐ์มองว่า มีความเป็นไปได้ แต่เชื่อว่ารัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนโครงการมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นผลเสียต่อรัฐอย่างชัดเจน

ขณะที่แนวทางที่ 2 คือการแบ่งแยกสัญญาใหญ่ ออกเป็นสัญญาย่อยๆ เช่น แยกงานก่อสร้างออกจากงานพัฒนาพื้นที่หรืองานเดินรถ อย่างไรก็ตาม หากประกอบร่างกันออกมาเป็นร่างใหญ่แบบเดิม รัฐก็ต้องจ่ายแพงขึ้นอยู่ดี ส่งผลเสียต่อรัฐเช่นกัน

ดังนั้น แนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ แนวทางที่ 3 ทบทวนโครงการเพื่อปรับรูปแบบการลงทุนใหม่ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยสุรเชษฐ์อธิบายหัวใจสำคัญของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินไว้ว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโครงการคือ ‘การเชื่อมเมือง’ การนำเสนอโครงการโดยใช้คำว่า ‘เชื่อม 3 สนามบิน’ เป็นเพียงกิมมิกทางการตลาดเท่านั้น เนื่องจากโดยปกติแล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องสร้างรถไฟเพื่อเชื่อมสนามบินเข้าไว้ด้วยกัน แต่จำเป็นที่จะต้องเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารภายในสนามบินเดียวกัน เพื่อให้คนลงจากเครื่องในตึกหนึ่ง แล้วไปต่อเครื่องในอีกตึกหนึ่ง

อีกทั้งปัจจุบันประเทศไทยมีระบบรถไฟทางคู่ (Meter-Gauge Railway) ขนาดราง 1 เมตรไปทางภาคตะวันออกอยู่แล้ว แต่มีถึงแค่ศรีราชา โดย รฟท.ยังบริหารจัดการได้ไม่ดีพอ ดังนั้นการลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ใช้ขนาดราง 1.435 เมตร เพิ่มไปอีกคู่ โดยวางขนานไปกับของเดิมที่มีอยู่ จึงเป็นการลงทุนที่แพงเกินความจำเป็นไปมาก

ดังนั้น แนวทางที่มีความเหมาะสมที่สามารถตอบโจทย์กับเป้าหมายของโครงการได้ดีกว่าคือ การขยายและพัฒนารถไฟทางคู่ที่มีอยู่เดิม เพราะระบบรางชนิดนี้ทำได้ทั้งการ ‘ขนคน’ และ ‘ขนของ’ รวมถึงทำความเร็วได้สูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเปลี่ยนการบริหารจัดการของ รฟท.ให้ดีพอต่อความต้องการของประชาชน

“การทำแบบนี้จะประหยัดกว่ามาก เพราะทำแค่ 2 ทาง ไม่ใช่ 4 ทาง พอในอนาคตฐานผู้ใช้งานมากพอ ค่อยคิดขยายอีกคู่หนึ่ง โดยจะเลือกเป็นทางคู่ 1 เมตรหรือ 1.435 เมตรค่อยว่ากัน แต่การทำเป็นขั้นเป็นตอนแบบนี้ จะลดต้นทุนได้เยอะมาก”

สุรเชษฐ์มองว่า เอกชนคู่สัญญานั้นไม่มีประสบการณ์ด้านระบบราง ตอนประมูลอาจประเมินรายรับเมื่อเทียบกับรายจ่ายผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมาก แต่ตอนนี้คงเห็นแล้วว่า โครงการนี้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนจริงๆ

หากรัฐสามารถประหยัดเงินลงทุนในโครงการนี้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณก้อนใหญ่ไปอุดหนุนกว่าแสนล้านบาท แล้วนำเงินที่เท่ากันไปขยายโครงข่ายระบบรถไฟทางคู่ให้ไปถึงจังหวัดระยอง จันทบุรี หรือตราด พร้อมทั้งทำระบบฟีดเดอร์ (Feeder) เชื่อมคนเข้าสู่สถานีรถไฟ จะสร้างประโยชน์ได้มากกว่าเยอะ

“หลายคนเข้าใจผิด โดยยึดติดกับคำว่ารถไฟความเร็วสูง ข้อเท็จจริงคือ เขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยไม่เหมือนต่างประเทศ เพราะของต่างประเทศ เช่น เซินเจิ้น (Shenzhen) เป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง แต่พื้นที่ EEC นั้นถูกประกาศคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด แต่พื้นที่ที่พิเศษจริงๆ กระจายตัวเป็นหย่อมๆ กว่าจะถึงสถานีรถไฟความเร็วสูง แพงมาก ลำบากมาก

“ต่อให้มีรถไฟความเร็วสูงไปพื้นที่ EEC พอประชาชนไปลงสถานีก็ต้องเดินทางต่ออีกหลายสิบกิโลเมตรอยู่ดี ดังนั้นการเอาเงินไปทำระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อมายังสถานีที่มีอยู่แล้ว จึงสมเหตุสมผลกว่าการทุ่มเงินก้อนใหญ่ไปกับรถไฟความเร็วสูงขนานกับรางเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์” กรรมาธิการคมนาคมระบุ

นอกจากนั้น สุรเชษฐ์ยังให้ความเห็นไว้ด้วยว่า หากบอร์ด EEC จะพิจารณาสิ้นสุดสัญญากับเอกชนคู่สัญญาจะต้องรีบดำเนินการ เนื่องจากยังลงทุนไปไม่มาก ยังไม่ได้เริ่มงานก่อสร้างจริง แต่หากปล่อยให้คาราคาซังเช่นนี้ต่อไปจะยิ่งแย่กันทุกฝ่าย และท้ายที่สุดก็จะจบเหมือนกับโครงการโฮปเวลล์ ที่รัฐต้องจ่ายค่าโง่ให้เอกชน แลกกับตอม่อร้างๆ

หากแก้สัญญา PPP จะเป็นการวางบรรทัดฐานที่ ‘ไม่ดี’ ให้กับโครงการในอนาคต

ทั้งนี้ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้สัญญาให้กับเอกชน เนื่องจากจะทำให้ระบบสัญญารัฐ ‘เพี้ยน’ โดยหากยอมให้ผู้ชนะการประมูลเปลี่ยนเงื่อนไขหลักในสัญญา ย่อมไม่เป็นธรรมต่อคู่แข่งขัน เพราะหากนำหลักการใหม่ไปประมูลเพื่อหาเอกชนคู่สัญญา ผู้ชนะอาจจะไม่ใช่บริษัทเอกชนรายนี้

ดังนั้น การแก้ไขสัญญาในประเด็นใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินจำนวนมาก จึง ‘ไม่เป็นธรรม’ กับระบบการแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อโครงการในอนาคตที่เอกชนอาจใช้วิธีการเสนอราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อชนะการประมูลและลงนามในสัญญาไปก่อนเพื่อเอาสิทธิ แล้วหลังจากนั้นอาศัยความสัมพันธ์ทางการเมืองเพื่อขอเจรจาแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกันเองในภายหลัง เสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์กันได้อย่างง่ายดาย

และในประเด็นการแก้ไขสัญญาของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น เป็นการขอเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญว่าด้วยเรื่องรูปแบบการชำระเงิน จากเดิมที่ให้ ‘เอกชนสร้างให้เสร็จก่อน แล้วรัฐค่อยจ่าย’ มาเป็น ‘สร้างไปจ่ายไป’ ดังนั้นในมุมมองของสุรเชษฐ์จึงมองว่า เรื่องนี้เป็นการเปลี่ยนในหลักการใหญ่ ควรผ่านความเห็นชอบระดับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มากกว่าระดับหน่วยงาน เพื่อให้ตรวจสอบได้

“การกลัดกระดุมเม็ดแรกสำคัญมาก เมื่อ 7 ปีที่แล้วเรากลัดกระดุมผิด ยิ่งตัดสินใจช้าจะยิ่งแย่และเสียหายหนักกว่าเดิม ดังนั้นรัฐบาลต้องรีบตัดสินใจเลือกทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งการดึงดันลุยไฟทำรถไฟความเร็วสูงบนราง 1.435 เมตรขนานไปกับรถไฟทางคู่ 1 เมตรที่มีอยู่แล้ว โครงการจะมีคนใช้น้อยมาก เพราะไม่มีระบบฟีดเดอร์มารองรับ และงบประมาณจะไปจมอยู่กับโครงการใหญ่เส้นนี้เส้นเดียว คนส่วนมากเข้าไม่ถึง” สุรเชษฐ์กล่าว

นอกจากนั้น หากรัฐบาลดำเนินการทบทวนรูปแบบของโครงการใหม่ รัฐสามารถนำงบประมาณบางส่วนที่ประหยัดได้ มาลงทุนในโครงการที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินได้ เช่น โครงการ Missing Link หรือแม้แต่โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ในสัญญา 4-1 (ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง)

“อย่าเพิ่งไปเห่อกับคำว่ารถไฟความเร็วสูงจนมองข้ามสิ่งที่มีอยู่ ระบบ Metre-Gauge ขนส่งได้ทั้งคนและสินค้า ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แท้จริง

“ถ้าเราปรับปรุงระบบทางคู่ Metre-Gauge ให้ดี ให้รถไฟวิ่งได้เร็วถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะคุ้มค่ากว่าการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสร้างรางใหม่อีกหนึ่งคู่ เพียงเพื่อเพิ่มความเร็วขึ้นเป็น 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สุดท้ายเมื่อประชาชนลงรถไฟมาก็ต้องไปต่อวินมอเตอร์ไซค์อยู่ดี เพราะไม่มีระบบฟีดเดอร์ ผมว่าเราต้องมองความคุ้มค่าและทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน” กรรมาธิการคมนาคมทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...