ตำนาน "เพชรโฮป" อัญมณีต้องคำสาป ผู้ครอบครองจะโชคร้าย ราชวงศ์ก็ไม่รอด
ตำนานเพชรโฮป อัญมณีต้องสาปสีน้ำเงิน สู่แรงบันดาลใจในภาพยนตร์ไททานิก
เพชรโฮป (Hope Diamond) เป็นอัญมณีที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดเม็ดหนึ่งของโลก ไม่เพียงเพราะความงามของสีน้ำเงินเข้มลึกลับ แต่ยังรวมถึงเรื่องราวความลี้ลับที่เล่าขานกันว่าเป็นอัญมณีต้องสาปที่นำพาความหายนะมาสู่เจ้าของทุกคน บทความนี้จะพาย้อนรอยประวัติศาสตร์จากจุดเริ่มต้นในอินเดีย สู่การเป็นแรงบันดาลใจให้กับสร้อยคอในตำนานรักไททานิก
จุดเริ่มต้นของอาถรรพ์
ตำนานเล่าว่าเพชรเม็ดนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของดวงตาเทวรูปในวัดที่ประเทศอินเดีย ก่อนจะถูกขโมยออกมาจนกลายเป็นที่มาของคำสาปแช่ง
ฌอง-แบพติสต์ ทาแวร์นิเยร์ (Jean-Baptiste Tavernier) เป็นนักเดินทางและพ่อค้าอัญมณีชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 มีชื่อเสียงจากการเดินทางไปเปอร์เซียและอินเดียหลายครั้ง เป็นผู้ครอบครองรายแรกๆ ของเพชรสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ที่ภายหลังถูกเรียกว่าเพชรโฮป
wikipediaฌอง-แบพติสต์ ทาแวร์นิเยร์ (Jean-Baptiste Tavernier)
ชะตากรรมช่วงบั้นปลาย ของเขาค่อนข้างคลุมเครือและมีหลายสำนวนเล่า แต่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือโดยทั่วไประบุว่า เขาออกจากฝรั่งเศสหลังสถานการณ์ของชาวโปรเตสแตนต์ย่ำแย่ลง โดยเฉพาะหลังพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพิกถอน Edict of Nantes ในปี 1685 จากนั้นทาแวร์นิเยร์พยายามออกเดินทางอีกครั้งในวัยชรามาก เพื่อไปทางรัสเซียและมุ่งหน้าสู่เอเชีย แต่สุดท้ายเขาเสียชีวิตระหว่างการเดินทางในปี 1689 ขณะอายุประมาณ 84 ปี
จุดที่ข้อมูลต่างกันคือ สถานที่เสียชีวิต บางแหล่งระบุว่าเขาเสียชีวิตที่มอสโก ขณะที่ Encyclopaedia Iranica ระบุว่าเขาเสียชีวิตที่สโมเลนสค์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1689 และถูกฝังที่นั่น
ส่วนเรื่องเล่าว่าเขาเสียชีวิตอย่างสยองเพราะ “คำสาปเพชร” เช่น ถูกสัตว์รุมกัดหรือเสียชีวิตอย่างลึกลับนั้น พบในบทความแนวตำนานมากกว่า แต่ไม่ใช่ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้แน่ชัด แหล่งข้อมูลด้านประวัติศาสตร์โดยรวมยืนยันเพียงว่าเขาเสียชีวิตในรัสเซียระหว่างการเดินทางครั้งสุดท้าย และไม่ได้ไปถึงจุดหมายในเอเชียอีกครั้ง
ความเชื่อมโยงกับ มารี อองตัวเนต
ตำนานยอดนิยมเล่าว่า เพชรโฮป หรือเดิมคือเพชรสีน้ำเงินของราชวงศ์ฝรั่งเศส เคยอยู่ในครอบครองของราชสำนักฝรั่งเศส และเกี่ยวข้องกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเนต ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกประหารชีวิตในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส จึงมีการผูกเรื่องว่าเพชรเม็ดนี้นำโชคร้าย ความล่มสลาย และความตายมาสู่เจ้าของ
บางสำนวนเล่าแบบดราม่ากว่านั้นว่า มารี อองตัวเนตเคยสวมเพชรสีน้ำเงินเม็ดนี้หรือใช้เป็นเครื่องประดับส่วนพระองค์ ก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรมราชวงศ์บูร์บง ทำให้ชื่อของพระนางถูกนำไปเชื่อมกับ “คำสาปเพชรโฮป” ในเวลาต่อมา
ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เพชรต้นทางของเพชรโฮปมาจากอินเดีย และถูกฌอง-แบพติสต์ ทาแวร์นิเยร์ พ่อค้าอัญมณีชาวฝรั่งเศส นำมาขายให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในปี 1668 ต่อมาเพชรถูกเจียระไนใหม่ในปี 1673 จนกลายเป็นเพชรสีน้ำเงินขนาด 67 1/8 กะรัต ซึ่งรู้จักกันในชื่อ French Blue หรือ “Blue Diamond of the Crown” ของราชวงศ์ฝรั่งเศส
ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เพชร French Blue ถูกนำไปประดับในเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of the Golden Fleece ไม่ใช่เครื่องประดับส่วนตัวของมารี อองตัวเนตโดยตรง และข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่พบโดยทั่วไปชี้ว่าเพชรเม็ดนี้ถูกสงวนไว้สำหรับกษัตริย์มากกว่าจะเป็นเครื่องประดับประจำพระองค์ของพระราชินี
Wikipediaพระนางมารี อองตัวเนต
มารี อองตัวเนตเกี่ยวข้องกับเพชรโฮปในฐานะสมาชิกของราชวงศ์ฝรั่งเศสช่วงก่อนการปฏิวัติ มากกว่าจะเป็น “เจ้าของผู้สวมเพชรโฮป” ตามตำนาน หลังพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางถูกจับกุมในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส คลังสมบัติราชวงศ์ถูกปล้นในปี 1792 และเพชร French Blue ก็หายไปจากประวัติศาสตร์นับจากนั้น
ต่อมาในปี 1793 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และมารี อองตัวเนตถูกประหารชีวิต ทำให้ผู้คนในยุคหลังนำชะตากรรมของราชวงศ์ไปผูกเข้ากับเรื่อง “คำสาป” ของเพชรสีน้ำเงินเม็ดนี้ แต่ในเชิงหลักฐาน ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าพระนางเคยสวมเพชร French Blue จริงเป็นประจำหรือครอบครองในฐานะเครื่องประดับส่วนพระองค์
ที่มาของชื่อ เพชรโฮป
หลังเพชรสีน้ำเงินของราชวงศ์ฝรั่งเศส หรือ French Blue ถูกขโมยไปจากคลังสมบัติราชวงศ์ในช่วงการปล้นเดือนกันยายน ปี 1792 เส้นทางของมันหายไปจากบันทึกชัดเจนอยู่ราว 20 ปี จุดนี้คือ “ช่วงปริศนา” สำคัญของประวัติศาสตร์เพชรโฮป
ต่อมาในปี 1812 เพชรสีน้ำเงินขนาดเล็กกว่า French Blue ปรากฏหลักฐานในลอนดอน โดยเชื่อกันว่าเป็นเพชรที่ถูกเจียระไนใหม่ จาก French Blue เพื่อเปลี่ยนรูปร่างและปกปิดที่มา เพราะน้ำหนักลดเหลือราว 45.52 กะรัต ซึ่งก็คือขนาดของเพชรโฮปในปัจจุบัน
เพชรโฮปได้ชื่อมาจากตระกูลโฮป หลังปรากฏอยู่ในคอลเลกชันของ เฮนรี ฟิลิป โฮป นักสะสมอัญมณีชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 19 แต่เรื่องที่ถูกโยงกับ “คำสาปเพชรโฮป” มากที่สุด คือชะตากรรมของ ลอร์ดฟรานซิส โฮป ทายาทผู้ได้รับเพชรเป็นมรดกในปี 1887
แม้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง แต่ฟรานซิส โฮปกลับเผชิญปัญหาหนี้สินอย่างหนัก จากการใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยและฐานะการเงินที่ทรุดลง เขาจึงต้องต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อขอขายเพชรโฮป ซึ่งเป็นทรัพย์สินของตระกูล เพื่อนำเงินไปใช้หนี้
สุดท้ายเพชรถูกขายออกไปในปี 1901 และไม่นานหลังจากนั้นชีวิตสมรสของเขากับ เมย์ โยเฮ นักร้องชาวอเมริกัน ก็จบลงด้วยการหย่าร้างในปี 1902 เหตุการณ์หนี้สิน การสูญเสียสมบัติประจำตระกูล และชีวิตคู่พัง จึงถูกนำไปผูกกับตำนานคำสาปของเพชรโฮป
จากเพชรจริงสู่ "หัวใจมหาสมุทร" ในภาพยนตร์ไททานิก
ความงดงามที่แฝงไปด้วยโศกนาฏกรรมของเพชรโฮป ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับ เจมส์ คาเมรอน ในการสร้างสรรค์สร้อยคอ"หัวใจมหาสมุทร" (Heart of the Ocean) ในภาพยนตร์ระดับตำนานอย่างไททานิก แม้ในเรื่องจะเป็นเพียงเรื่องแต่ง แต่การหยิบยกอัญมณีสีน้ำเงินที่มีประวัติศาสตร์ความรักและความเศร้ามาเล่าใหม่ ก็ช่วยเพิ่มมิติให้เนื้อหาดูสมจริงและน่าประทับใจยิ่งขึ้น
เพชรในไททานิก
เพชรโฮปในปัจจุบัน
อีวาลีน วอลช์ แมคลีน (Evalyn Walsh McLean) คือเจ้าของเพชรโฮปรายสำคัญในยุคศตวรรษที่ 20 และเป็นคนที่ทำให้ตำนาน “คำสาปเพชรโฮป” โด่งดังขึ้นมาก
Wikipediaอีวาลีน วอลช์ แมคลีน (Evalyn Walsh McLean)
เธอเป็นทายาทมหาเศรษฐีเหมืองทองชาวอเมริกัน และได้เพชรโฮปมาจาก Pierre Cartier แห่งคาร์เทียร์ โดยสถาบันสมิธโซเนียน ระบุว่า คาร์เทียร์นำเพชรไปให้เธอดูครั้งแรกในปี 1910 ที่ปารีส เธอไม่ชอบตัวเรือนเดิม คาร์เทียร์จึงนำไปปรับเซ็ตใหม่ แล้วนำไปให้เธอลองที่สหรัฐฯ สุดท้ายการขายเกิดขึ้นในปี 1911 ก่อนที่เพชรจะถูกนำไปทำเป็นจี้สร้อยคอในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับปัจจุบัน
สิ่งที่ทำให้ชื่อของอีวาลีนถูกผูกกับคำสาป คือช่วงที่เธอครอบครองเพชร ชีวิตครอบครัวของเธอเจอเรื่องเศร้าหลายครั้ง เช่น ลูกชายคนโตเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 9 ขวบ สามีมีปัญหาชีวิตและเสียชีวิตในโรงพยาบาลจิตเวช ลูกสาวเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด และท้ายที่สุดครอบครัวมีปัญหาหนี้สิน เรื่องเหล่านี้ถูกนำไปเล่าต่อว่าเป็น “อาถรรพ์เพชรโฮป”
อีกเรื่องที่คนชอบเล่าคืออีวาลีน เป็นเจ้าของที่ “ไม่กลัวคำสาป” เธอมักสวมเพชรออกงาน และมีเรื่องเล่าว่าเคยเอาเพชรไปห้อยปลอกคอสุนัขของตัวเองด้วย สมิธโซเนียนแม็กกาซีนก็กล่าวถึงภาพลักษณ์นี้ว่าเธอเคยนำเพชรไปคล้องคอสุนัขอย่างขี้เล่น ทำให้เพชรโฮปไม่ได้เป็นแค่อัญมณีลึกลับ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือย และโศกนาฏกรรมของสังคมชั้นสูงอเมริกัน
หลังอีวาลีนเสียชีวิต เพชรโฮปและเครื่องเพชรทั้งหมดของเธอถูก แฮร์รี่ วินสตัน (Harry Winston) ซื้อไปในปี 1949 ก่อนที่จะบริจาคเพชรโฮปให้สถาบันสมิธโซเนียน ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการตัดวงจรคำสาป ปัจจุบันเพชรเม็ดนี้ยังคงเป็นวัตถุโบราณที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสความงาม
AFPเพชรโฮปในพิพิธภัณฑ์