โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“บางขุนเทียน” อยู่กันยังไง ? มองภาพฝัน จุดสมดุลระหว่าง อนุรักษ์ vs พัฒนา

Thai PBS

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

กรุงเทพมหานคร เมืองใหญ่ที่หลายคนจดจำภาพผ่านตึกสูง รถติด และความเร่งรีบของผู้คน แต่ห่างออกไปจากใจกลางเมืองไม่กี่สิบกิโลเมตร ยังมีพื้นที่อีกด้านหนึ่ง ที่แทบมองไม่ออกเลยว่านี่คือส่วนหนึ่งของเมืองหลวงแห่งนี้

บางขุนเทียน คือ 1 ใน 50 เขตของกรุงเทพฯ และเป็นเขตเดียวที่มี พื้นที่ติดทะเล ผู้คนที่นี่ยังใช้ชีวิตอยู่กับสายน้ำ ลำคลอง มีป่าชายเลน และยังพบเห็นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ด้วยสภาพของวิถีความเป็นอยู่ บางขุนเทียน จึงถูกเรียกว่า “ภูธรของกรุงเทพฯ”

แม้ความเจริญของพื้นที่ยังเทียบไม่ได้กับเมืองชั้นใน ชีวิตผู้คนที่ยังอยู่ท่ามกลางความสงบเงียบ ให้บรรยากาศเสมือนอยู่ต่างจังหวัด แต่ภายใต้ความรู้สึกเช่นนั้น กลับพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่บางขุนเทียน กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

โดยเฉพาะผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ตลอดหลายทศวรรษมานี้ คนบางขุนเทียนเจอกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง สูญเสียผืนดินจำนวนมาก และปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงจนเข้าท่วมพื้นที่หนักขึ้น ยังไม่นับรวมปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค ที่ยังรอการแก้ไข

ความสำคัญของ บางขุนเทียน จึงอาจไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่ติดทะเลของกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่สภาพความเป็นจริงที่คนชายขอบเมืองหลวง เผชิญอยู่นั้น ได้กลายเป็นคำถาม ว่าพวกเขา “อยู่กันยังไง ?”

The Active ชวน อ.โก้ – วีรวัฒน์ วรายน สถาปนิกและอาจารย์จากสตูดิโอชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ สำรวจพื้นที่บางขุนเทียน พร้อมสนทนากับผู้คนเพื่อบอกเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ในวันที่อะไร ๆ ไม่เหมือนเดิม

เราเริ่มต้นด้วยการลงเรือ ไปพร้อมกับ อาจารย์โก้ และ ครูแดง – เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม อดีตข้าราชการครูโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ในฐานะผู้ที่อยู่บางขุนเทียนมาตั้งแต่เกิด เพื่อสำรวจวิถีชีวิต และสภาพปัญหาของที่นี่ โดยเลือกสัมผัสเรื่องราวตามเส้นทางคลองศรีกุมารที่น้ำเริ่มลง และแน่นอนว่าจุดหมายปลายทางของพวกเรา คือ “หมุดกรุงเทพฯ” ที่อยู่กลางทะเล

ครูแดง บอกว่า เวลานี้น้ำลงจนสามารถมองเห็นตะกอนดินโคลนใต้ผิวน้ำได้ และบางจุดเรื่อไม่สามารถแล่นผ่านได้แล้ว ซึ่งชาวบ้านที่นี่รู้กันว่าถ้าจะต้องออกไปไหนต้องออกไปก่อนที่“น้ำจะลง”

“ชาวบ้านแถวนี้ส่วนมาก ถ้าอยู่ด้านทิศใต้ก็คือแถวชายแนวชายฝั่งจะใช้เรือเป็นยานพาหนะหลักในการเดินทาง บางส่วนอาจจะมีไปทางเส้นทางธรรมชาติที่เราใช้เป็นการท่องเที่ยวของบางขุนเทียน คือ สะพานรักษ์ทะเล แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ก็ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ ถนนจะตัดเข้าไปก็จะไม่มี มีแต่คันบ่อกุ้งแค่นั้น ชาวบ้านจะอาศัยคันบ่อกุ้งออกมา แต่คนที่นี่เรียกว่าวังกุ้งนะ ไม่ได้เรียกว่าบ่อเพราะมาจากวังเก็บน้ำของการทำนาเกลือสมัยก่อน”

ครูแดง อธิบาย

สำหรับ คลองศรีกุมาร เป็นคลองแยกออกมาจากคลองพิทยาลงกรณ์ที่ขุดเอาไว้เพื่อส่งน้ำเข้านาเกลือ โดยปกติเส้นทางนี้จะมีเรือวิ่งสัญจร ชาวบ้านจะใช้ลำเลียงสัตว์น้ำที่จับได้แถวชายทะเลออกมามา เพื่อไปส่งที่อีกฝั่งของคลองพิทยาลงกรณ์

“น้ำทะเลกัดเซาะ” ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น

แผ่นดินบางขุนเทียน หายไป ทุก ๆ ปี ครูแดง ยอมรับว่า การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ก็มีปัญหาไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่อง “การสัญจร” ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่สังเกตเห็นว่า “มากขึ้น เร็วขึ้น” คลื่นลมแรงขึ้นทำให้การกัดเซาะมีมากขึ้น ขณะที่ตะกอนดินที่จะลงมาเติมให้เกิดเป็นชายหาดก็น้อยลง เนื่องจากเส้นทางตะกอนดินโดนปิดกั้น มีการสร้างเขื่อนบ้าง สร้างคอนโดฯ ทำให้ตะกอนดินน้อยลง

ภาพที่เห็นชัดอย่างหนึ่งในคลองศรีกุมาร คือ การทรุดการพังทลายของคันกั้นน้ำ ที่ไม่ว่าจะสร้างสูงขึ้นแค่ไหนก็จะพัง ซึ่งชาวบ้านก็พยายามสร้างสูงขึ้น เรื่อย ๆ

“สังเกตดูว่าระดับน้ำขึ้นมาอย่างไร ให้ดูเขื่อน เขาจะต่อขึ้นมาเป็นชั้น ๆ ข้างล่างสุดเลย คือ เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ต้องเสริมหนีน้ำ ก็จะมีเขื่อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง และต่ออีกชั้น ขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างรั้วบ้านก็พังหมดเลย ถามว่าอยู่ไหมก็ไม่อยู่” ครูแดง สะท้อนปัญหา

สำหรับแนวทางแก้ไขโดยใช้ภูมิปัญญานั้น ครูแดง เคยให้เด็ก ๆ นำหินปูนเป็นก้อนวางไว้เป็นแนว แล้วก็ปลูกไม้โกงกางขนาดด้านหน้า ด้านหลัง เมื่อโตขึ้นรากของโกงกางจะมาอุ้มหินปูนเอาไว้ ก็จะได้เป็นแนวกั้นเหมือนกับธรรมชาติ ที่จะไม่พังเหมือนกับแนวกั้นที่เป็นเสาปูน

ถามว่าชาวบ้านกังวลไหม ? กับปัญหาน้ำกัดเซาะที่หนักขึ้นทุกปี ไปจนถึงการที่นักวิชาการออกมาคาดการณ์อนาคตว่า “กรุงเทพฯ จะจมน้ำ” ครูแดง ยอมรับเลยว่า บางขุนเทียนคือกรุงเทพฯ และตอนนี้ก็ท่วมแล้ว หรือเรียกว่าเป็นด่านหน้า ยิ่งในช่วงฤดูมรสุม คลื่นลมแรง น้ำทะเลจะพัดเข้าฝั่ง

อีกเรื่องคือ “ระดับน้ำ” โดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะผืนแผ่นดินทรุดตัวลง หรือ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น แต่ที่รู้ ๆ คือ ช่วงฤดูน้ำหลาก หรือน้ำทะเลหนุนสูง จะมีน้ำท่วมในพื้นที่ในระดับที่สูง ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ท่วม แต่พอน้ำลง ก็ลงแบบแห้งไปเลย จนไม่สามารถนำเรือออกมาจากบ้านได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือคนเจ็บป่วยบ้านที่ไม่ได้อยู่ติดฝั่งถนนต้องใช้เรืออย่างเดียว

ครูแดง บอกว่า กรณีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยและต้องใช้เรือเล็กไปรับผ่านทางบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อไปเชื่อมตรงแนวชายคลองที่มีถนนอีกฝั่งแต่ก็ไกลพอสมควร โดยเฉพาะเวลากลางคืนยิ่งลำบาก

“นี่คือปัญหาที่ชาวบ้านไม่รู้จะทำอย่างไร จะใช้รถใหญ่ก็ไม่มี นอกจากมอเตอร์ไซค์ แล้วถ้าเป็นคนหมดสติจะซ้อนมอเตอร์ไซค์อย่างไร และเราเพิ่งจะมีทางปูนที่ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และใช้เป็นทางหลักเชื่อมต่อลงมา แต่อดีต คือ คันบ่อหรือกุ้งคันดิน แล้วยิ่งถ้าฝนตกก็จะเฉอะแฉะ ยิ่งลำบากเลย” ครูแดง สะท้อนปัญหา

พัฒนาคุณภาพชีวิตที่คงคุณค่าเดิมเอาไว้

อีกหนึ่งคนที่เข้ามาทำงานพัฒนาบางขุนเทียน คือ ฐิติพรรณ เชื้อสวัสดิ์ ทีมวิจัยโครงการวิสัยทัศน์ BKT NEXTs มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน) ก็มองว่า จุดเริ่มต้นของการทำงาน คือ ความพยายามประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

โดยทีมวิจัยมองภาพรวมของบางขุนเทียนทั้งพื้นที่ศึกษาทั้ง “ภูมินิเวศ” และ “ภูมิสังคม” ควบคู่กันไป ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ลักษณะทางกายภาพ ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คน จากผลการศึกษาทำให้ พบว่า พื้นที่บางขุนเทียน มี “พื้นที่วิกฤต” หรือ Critical Area อยู่บริเวณช่วงปลายชายฝั่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศมีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงเริ่มตั้งคำถามว่าชุมชนกำลังเผชิญปัญหาอะไร ต้องการอะไร และจะออกแบบการทำงานร่วมกันต่อไปอย่างไร

“มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในพื้นที่นี้ เรารู้สึกว่ามีหน้าที่ต้องช่วยพัฒนาพื้นที่ เพราะที่นี่มีทั้งวิกฤตสำคัญและต้นทุนทางวัฒนธรรม รวมถึงศักยภาพที่ยังเหลืออยู่มาก จึงต้องคิดว่าจะจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างไร” ฐิติพรรณ ตั้งคำถาม

อีกหนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ประวัติศาสตร์ของป่าชายเลนบางขุนเทียน เดิมทีพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นป่าโกงกางอย่างที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่เมื่อ 80-100 ปี พื้นที่ส่วนใหญ่เป็น “ป่าแสม” ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมของพื้นที่ การเปลี่ยนผ่านจากป่าแสมสู่ป่าโกงกางจึงกลายเป็นคำถามสำคัญของงานวิจัย

เช่นเดียวกับเรื่อง “น้ำท่วม” ที่เมื่อศึกษาลึกลงไป พบว่า หลายครั้งอาจไม่ใช่น้ำท่วมในความหมายทั่วไป แต่เป็นปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนขึ้นลงตามธรรมชาติ ประกอบกับบางขุนเทียนเป็นจุดสูงสุดของอ่าวไทยตอนใน ทำให้ลักษณะดินเลนและระบบน้ำแตกต่างจากพื้นที่โดยรอบ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย เมื่อมีน้ำจากเมืองไหลลงมารวมกับกระแสน้ำในอ่าว จึงเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหลายรูปแบบ

“จุดวิกฤตตรงนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะคนในพื้นที่ แต่กระทบไปถึงพื้นที่อื่นด้วย หากดินเลนเสื่อมคุณภาพ ผลผลิตอาหารจากทะเลก็ลดลง พื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำหายไป หรือหากมีสารเคมีและการจัดการน้ำที่ผิดพลาด ก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศในวงกว้าง” ฐิติพรรณ ย้อนผลกระทบ

ฐิติพรรณ ยังมองว่า บางขุนเทียนมีต้นทุนทางทรัพยากรเหลืออยู่อีกมาก หากสามารถฟื้นฟูได้ทัน ก็อาจเป็นจังหวะสำคัญในการกอบกู้ศักยภาพของพื้นที่กลับคืนมา เพราะเมื่อมองเรื่องระบบนิเวศควบคู่กับวิถีชีวิตของผู้คน จะเห็นว่าชุมชนมีประวัติการปรับตัวมาโดยตลอด จากเดิมเป็นพื้นที่ป่า ก่อนเปลี่ยนเป็นนาเกลือ เมื่อราคาเกลือตกก็ปรับเป็นนากุ้ง และเมื่อกุ้งกับปูได้รับความนิยมก็สร้างรายได้มหาศาล

แต่ช่วงหนึ่งเกิดการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งกึ่งอุตสาหกรรม ใช้อาหารสำเร็จรูปและสารเคมีจำนวนมาก ชาวบ้านเรียกว่า “กุ้งไดนาไมต์” แม้ระยะแรกจะให้ผลผลิตดี แต่เมื่อสารเคมีสะสมในบ่อจนระบบนิเวศเสียหาย การเลี้ยงกุ้งรุ่นต่อมากลับล้มเหลว หลายครัวเรือนสูญเสียเงินลงทุนหลักแสนถึงหลักล้าน บางคนต้องขายที่ดินเพื่อใช้หนี้ หลังจากนั้น เมื่อทรัพยากรธรรมชาติเปลี่ยนแปลงและราคาหอยแครงดีขึ้น ชาวบ้านจำนวนหนึ่งก็หันมาเลี้ยงหอยแครงแทน เพราะเชื่อว่าพื้นที่แห่งนี้เลี้ยงอะไรก็ได้รสชาติดี แต่ปัจจุบันผู้ที่ยังทำได้สำเร็จกลับเหลือเพียงไม่กี่ราย

“พ่อแม่จำนวนไม่น้อยก็สนับสนุนให้ลูกหลานออกไปทำงานนอกพื้นที่ เพราะมองว่าการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง ทั้งจากน้ำเสียที่ไหลมาจากพื้นที่เมือง โรงงานอุตสาหกรรม และปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากออกไปทำงานภายนอก แม้จะยังมีบางส่วนที่เลือกกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิดก็ตาม”

ฐิติพรรณ สะท้อนปัญหา

สำหรับทีมวิจัย สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้าง “สถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน” เพราะปัญหาของบางขุนเทียนมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ จึงต้องอาศัยการพูดคุยและออกแบบทางเลือกหรือ Scenario ร่วมกันระหว่างชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด

นอกจากการแก้ปัญหาแล้ว กระบวนการทั้งหมดควรเป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้” ทั้งสำหรับชุมชน นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และสังคม เพราะบางขุนเทียนเต็มไปด้วยองค์ความรู้เรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอยู่ร่วมกับน้ำ ระบบนิเวศป่าชายเลน และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจาก ป่าชายเลนสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มหาศาล มีคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมสูง หากส่งเสริมอย่างจริงจังก็อาจสร้างมูลค่าใหม่ให้กับพื้นที่ได้ ขณะเดียวกัน คนในชุมชนที่ดูแลรักษาพื้นที่มาตลอดก็ควรมีคุณค่าและมีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรของตัวเองไปพร้อมกับการเรียนรู้ร่วมกัน

สำหรับการแก้ปัญหาบางขุนเทียนไม่ใช่ภารกิจของกรุงเทพฯ เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการจัดการทั้งลุ่มน้ำและชายฝั่งร่วมกัน พร้อมตั้งคำถามว่า วันนี้สังคมพร้อมหรือยังที่จะหันมาจัดการพื้นที่สำคัญแห่งนี้อย่างจริงจัง ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะสร้างผลกระทบที่ยากเกินจะแก้ไขในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ภาพไว้อาลัย ปธน. สีจิ้นผิง แท้จริงสร้างจาก AI

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กระจายอำนาจ ดันนโยบายขนส่งสาธารณะราคาถูก

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สู้เต็มที่ ไทย พ่าย ยูเครน 2-3 เซต ศึก VNL 2026 สนาม 2

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

2 รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่หาดฟรีดอม สั่งสอบ “น.ส.3” หลังพบอ้างสิทธิ์เก็บค่าลงหาด

6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สังคม อื่น ๆ

“สรวุฒิ” ขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรฯ ยุคใหม่ทำงานไวเพื่อประชาชน เคาะเยียวยาเขื่อนราษีไศล 3 จังหวัด กว่า 1.3 พันล้านบาท พร้อมตั้ง 6 ชุดลุยตรวจสิทธิ์เต็มสูบ

สวพ.FM91

“สหกรณ์กองทุนสวนยางอ่างทอง” ขายตรง FBT ดันราคายางแตะ 100 บาท/กิโลกรัม ในรอบ 18 ปี

ฐานเศรษฐกิจ

ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน ขยายเวลาก่อสร้าง ท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ - ฝายบ้านค่าย ระยอง หลังแนวท่อชนกับแนวขยายช่องจราจร เป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนวิธีการขุดเจาะ

สวพ.FM91

“ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด - เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

สวพ.FM91

ครม.อนุมัติ ร่างกฎหมายขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษาและมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา

สวพ.FM91

AIS เปิดพื้นที่ AIS SIAM ปลุกพลัง Gen C สู่ประสบการณ์ความบันเทิงแห่งอนาคต ดึง BUS ระเบิดความมันส์ลั่นสนาม

THE ROOM 44 CHANNEL
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...