โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กกร.หั่นเป้า GDP ปี'69 เหลือโต 1.2-1.6% ห่วงตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันพลังงานแพง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.2-1.6% ลดจากกรอบเดิม หลังวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อกดดันราคาพลังงาน-ต้นทุนวัตถุดิบ ขณะที่ไตรมาส 1 GDP โต 2.8% แต่ยังจำกัดในบางภาคส่วน พร้อมเรียกร้องรัฐเร่งแก้ขาดแคลนแรงงานต่างด้าว และขอบคุณรัฐบาลตั้งคณะกรรมการประสานงานต้านทุจริต

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569 โดยมี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายวรกฤต จารุวงค์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วม ณ ห้อง 802 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

กกร.ประเมินว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม ส่งผลให้ความกังวลต่อความเสียหายทางกายภาพ หรือ Physical Damage ยังกดดันให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากปัญหาสินค้าขาดแคลนเริ่มปรากฏในภาคการบิน โดยกระทบต่อนักท่องเที่ยวที่โดยสารผ่านเที่ยวบินจากตะวันออกกลางมายังประเทศไทย

สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่การเติบโตยังจำกัดอยู่ในบางภาคส่วน โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวดี การเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ และภาคส่งออกที่เติบโตสูงจากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ตามกระแสโลก

กกร.ระบุว่า สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขยายตัวกว่า 45% และเป็นการขยายตัวต่อเนื่อง 12 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังมีลักษณะกระจุกตัวสูง และยังไม่ได้ส่งผลดีไปยังภาคการผลิตอย่างทั่วถึง

จากความเสี่ยงดังกล่าว กกร.ประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 1.2-1.6% ลดลงจากกรอบประเมินเดิมช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ที่คาดว่าจะโต 1.6-2.0% ขณะที่การส่งออกยังคงประเมินไว้ที่ติดลบ 1.5% ถึงติดลบ 0.5% ส่วนเงินเฟ้อปรับขึ้นมาอยู่ในกรอบ 2.0-3.0% จากเดิม 0.2-0.7%

ทั้งนี้ กรอบประมาณการของ กกร.ตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญ ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เฉลี่ยราว 90.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2569 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศลอยตัว และกรณีเงินเฟ้อกรอบล่างที่ 2.0% คาดว่ามีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงครึ่งหนึ่งจากที่จัดเก็บในปัจจุบัน

กกร.ระบุว่า เศรษฐกิจระยะข้างหน้ายังมีความท้าทายสูง จำเป็นต้องติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อราคาวัตถุดิบ และปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาระลอกใหม่

ขณะเดียวกันประเทศไทยควรเร่งลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ รวมถึงเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ กกร.เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน โดยการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงถึงทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล

กกร.เห็นว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม

ในระยะเร่งด่วน กกร.เสนอให้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานจำนวนมากหายไปจากระบบทันที ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ กกร.เตรียมนำเสนอข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว

กกร.ยังขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 โดยเห็นว่าเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชั่นของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส เสริมธรรมาภิบาล และยกระดับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชน

กกร.เห็นว่า การมีคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาทุจริตได้อย่างบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ กระบวนการอนุญาตภาครัฐ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความโปร่งใส ลดดุลพินิจ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ

มาตรการดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของประเทศไทย และสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กกร.หั่นเป้า GDP ปี’69 เหลือโต 1.2-1.6% ห่วงตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันพลังงานแพง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...