โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เผยโฉมเครือข่ายใต้พิภพ! ค้นพบอุโมงค์ลาวาโบราณบนดาวศุกร์ กว้างเกือบ 1 กิโลเมตร ยาวเหยียดหลายสิบกิโลเมตร

SPACEMAN

อัพเดต 18 พ.ค. เวลา 19.37 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. เวลา 01.35 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ได้ยืนยันการค้นพบอุโมงค์ลาวาใต้ดิน (Lava tube) ขนาดมหึมาใต้พื้นผิวของดาวศุกร์ (Venus) ซึ่งถือเป็นหลักฐานโดยตรงครั้งแรกที่พิสูจน์ว่าโครงสร้างถ้ำภูเขาไฟใต้ดินยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่บนดาวดวงนี้ การค้นพบครั้งประวัติศาสตร์นี้ถูกเปิดเผยผ่านวารสารวิชาการระดับโลกอย่าง เนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ (Nature Communications) ซึ่งช่วยเปลี่ยนสมมติฐานทางธรณีวิทยาที่นักวิทยาศาสตร์คาดเดากันมานานหลายทศวรรษ ให้กลายเป็นเป้าหมายรูปธรรมในการส่งยานไปสำรวจในอนาคต พร้อมทั้งเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับกิจกรรมภูเขาไฟและการก่อตัวของพื้นผิวดาวศุกร์ได้อย่างน่าอัศจรรย์

เนื่องจากดาวศุกร์มีชั้นบรรยากาศที่หนาทึบและเต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาแน่น ทำให้การบันทึกภาพพื้นผิวด้วยแสงที่ตามนุษย์มองเห็นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นักวิจัยจึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเรดาร์ที่สามารถทะลุทะลวงชั้นเมฆเพื่อสะท้อนภาพลักษณะภูมิประเทศกลับมา โดยทีมวิจัยที่นำโดย โลเรนโซ บรุซโซเน (Lorenzo Bruzzone) จากมหาวิทยาลัยเตรนโต (University of Trento) ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเรดาร์ย้อนหลังที่บันทึกโดยยานอวกาศแมกเจลแลน (Magellan) ขององค์การนาซา (NASA) ในช่วง พ.ศ. 2533 ถึง พ.ศ. 2535 จนกระทั่งพบสัญญาณเรดาร์ที่ผิดปกติบริเวณหลุมยุบใกล้กับนิกซ์มอนส์ (Nyx Mons) ซึ่งเป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่บนดาวศุกร์ โดยสัญญาณเรดาร์ไม่ได้สิ้นสุดลงตรงขอบหลุม แต่กลับสะท้อนให้เห็นว่ามีพื้นที่ว่างขนาดยักษ์ซ่อนอยู่ใต้เปลือกดาว ซึ่งลักษณะของแถบเรดาร์ที่สว่างวาบคู่กับพื้นที่เงาบดบังนี้ คล้ายคลึงกับสัญญาณถ้ำลาวาใต้ดินที่พบบนโลกอย่างไม่มีผิดเพี้ยน


ช่องเปิดเพดานถ้ำบนดาวศุกร์ เผยให้เห็นถ้ำใต้พื้นผิว ซึ่งคาดว่าเป็นท่อลาวา โครงสร้างดังกล่าวได้รับมาจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายเรดาร์ ที่บันทึกโดยเครื่องมือเอสเออาร์ ในภารกิจแมกเจลแลนขององค์การนาซา
ที่มา: มหาวิทยาลัยเทรนโต (University of Trento)

จากการคำนวณและวัดขนาดทางโครงสร้าง พบว่าปากทางเข้าของอุโมงค์ลาวาแห่งนี้มีความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งกว้างกว่าอุโมงค์ลาวาส่วนใหญ่ที่พบบนโลกเราอย่างมาก ขณะที่เพดานถ้ำใต้ดินมีความหนาประมาณ 150 เมตร และมีห้องโถงด้านล่างที่เป็นโพรงว่างเปล่าสูงกว่า 375 เมตร ชี้ให้เห็นว่า แรงโน้มถ่วงที่ต่ำกว่าของดาวศุกร์ประกอบกับชั้นบรรยากาศที่หนาแน่น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เปลือกลาวาด้านบนเย็นตัวและแข็งตัวได้อย่างรวดเร็วจนมีความหนามากพอที่จะรับน้ำหนัก และช่วยพยุงให้โครงสร้างอุโมงค์ใต้ดินขนาดมหึมาเช่นนี้ทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ถล่มลงมา ซึ่งกระบวนการทางธรณีวิทยานี้อาจสร้างเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินทอดยาวเชื่อมต่อหลุมยุบต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นระยะทางรวมกันกว่า 45 กิโลเมตรทั่วทั้งดวงดาว

การค้นพบสิ่งปลูกสร้างทางธรรมชาติใต้ผืนดินครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ เพราะนอกจากจะเปลี่ยนโมเดลทางทฤษฎีให้กลายเป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้จริงแล้ว มันยังเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับการวางแผนส่งยานสำรวจในอนาคต โดยเฉพาะยานอวกาศเอนวิชัน (EnVision) ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ที่มีกำหนดการติดตั้งระบบเรดาร์ทะลุทะลวงพื้นดินลึกถึง 1 กิโลเมตร และภารกิจเวริตัส (VERITAS) ขององค์การนาซา ที่จะส่งชั้นเรดาร์ความละเอียดสูงไปสร้างแผนที่ภูมิประเทศที่แม่นยำที่สุด ซึ่งภารกิจเหล่านี้จะช่วยตอบคำถามว่าอุโมงค์ลาวาที่ภูเขาไฟนิกซ์มอนส์เป็นเพียงความบังเอิญที่หลงเหลืออยู่ หรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายใต้พิภพขนาดยักษ์ที่ซ่อนอยู่ใต้ที่ราบภูเขาไฟอันกว้างใหญ่ของดาวศุกร์กันแน่

ข้อมูลอ้างอิง: Daily Galaxy

  • Scientists Discover Massive Underground Lava Tube On Venus
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...