โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดราม่า "โพล กกร." สะท้อนทุจริต "นายกฯ-รัฐมนตรี" แพ้เสียงในหัว เผลอ "อาการหลุด" เปิดแผลตัวเอง ตั้งกรรมการชะลอกระแสทัวร์ลง

สยามรัฐ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาสะเทือนทั้งทำเนียบรัฐบาล เมื่อคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย ซึ่งมีการระบุรายชื่อ “10 หน่วยงานภาครัฐที่มีสถิติถูกร้องเรียนหรือสะท้อนความเสี่ยงเรื่องการเรียกรับสินบนสูงสุด”

โดยผลสำรวจระบุว่ามีหน่วยงานเกรดเอ อาทิ กรมควบคุมมลพิษ, กรมเจ้าท่า, กรมสรรพสามิต ไปจนถึงหน่วยงานในสังกัดสิงห์มหาดไทยอย่าง กรมโยธาธิการและผังเมือง ติดกลุ่มดังกล่าว ด้วยมูลค่าเงินใต้โต๊ะเฉลี่ยหลักแสนบาทต่อครั้งตามรายงานข้อเท็จจริงของภาคเอกชน

ทว่า สิ่งที่สังคมให้ความสนใจไม่แพ้ตัวเลขสถิติ คือปฏิกิริยาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่แสดงทัศนะต่อผลโพลดังกล่าวในตอนแรกด้วยท่าทีสวนทางกระแสสังคม โดยระบุในทำนองว่าผลโพลเป็นเพียง “ความรู้สึกที่สะสมมาจากอดีต” พร้อมทิ้งวาทะเด็ดว่า “ถ้ากล้าแฉ ก็ต้องพร้อมโดนฟ้องกลับด้วย” หากข้อมูลไม่เป็นความจริง

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนหมัดฮุคที่กลับมา “เข้าเนื้อ” ตัวผู้นำเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกลายเป็นการเปิดแผลใหญ่ของรัฐบาลในทันที

ดราม่าลุกลาม รัฐมนตรี ‘ฟิวส์ขาด’ กลางวงสื่อ

ไม่เพียงแต่นายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่ออกอาการเรียกเสียงวิจารณ์จากสังคม แผลสดของรัฐบาลยิ่งเหวอะหวะขึ้นไปอีก เมื่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เกิดอาการ 'ฟิวส์ขาด' กลางทำเนียบรัฐบาล หลังถูกผู้สื่อข่าวจี้ถามปม "กรมควบคุมมลพิษ" ในสังกัด ที่ผลสำรวจของ กกร. ระบุว่าติดอันดับ 1 ในกลุ่มหน่วยงานที่ถูกสะท้อนว่ามีการเรียกรับสินบนสูงสุด

แทนที่จะแสดงท่าทีขยายผลสอบสวน นายสุชาติกลับแสดงอาการฉุนเฉียว ปัดตอบคำถามเรื่องการตั้งกรรมการสอบ แต่เลือกที่จะเดินเบียดแหวกวงล้อม ชนไหล่ผู้สื่อข่าว พร้อมสบถทิ้งท้ายด้วยประโยคหลุดกรอบธรรมาภิบาลอย่าง “มึงรู้จักกูน้อยไป” แม้ในเวลาต่อมา ทนกระแสตีกลับในโซเชียลไม่ไหว จนต้องบุกรังนกกระจอกยกมือไหว้ขอโทษสื่อด้วยข้ออ้างว่ารู้สึก 'เฟล' แต่พฤติกรรม “วีนก่อน…ไหว้ทีหลัง” ของรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ยิ่งสะท้อนชัดถึงภาวะไปไม่เป็นของฝ่ายบริหาร ที่ไม่เคยเตรียมใจรับมือกับข้อมูลสถิติของภาคเอกชน และมักเลือกตอบโต้ด้วยการใช้อำนาจและอารมณ์ข่มขู่ มากกว่าจะแสดงเจตจำนงในการสะสางปัญหาอย่างโปร่งใส

ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้าง และบรรยากาศแห่งความกลัว

ในมิติทางการเมือง นโยบาย “ปราบโกง” คือธงผืนใหญ่ที่ทุกรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ แต่ในสายตาโลกและภาคธุรกิจไทย ปัญหานี้กลับหยั่งรากลึกซึ้งผ่านระบบอุปถัมภ์และการทุจริตเชิงนโยบายที่ซับซ้อนขึ้น

ผลสำรวจของ กกร. ระบุชัดเจนว่า ผู้ประกอบการกว่า 43% ไม่กล้าร้องเรียนเรื่องทุจริตเพราะกลัวผลกระทบและความปลอดภัยในการทำธุรกิจ ดังนั้น การที่แกนนำรัฐบาลออกมาสำทับเรื่อง “การฟ้องกลับ” บวกกับท่าทีข่มขู่สื่อของเจ้ากระทรวง จึงเป็นการตอกย้ำและสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ส่งสัญญาณปกป้องระบบราชการมากกว่าประชาชน

หากอิงตามตรรกะ “กล้าเปิดเผยต้องพร้อมโดนฟ้อง” เช่นนี้ องค์กรสากลระดับโลกอย่าง Transparency International (TI) ที่จัดอันดับให้ดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยร่วงลงไปอยู่อันดับ 116 ของโลก ก็คงต้องถูกรัฐบาลไทยฟ้องร้องด้วยเช่นกัน แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลทำได้เพียงยอมรับสภาพ เพราะมาตรฐานสากลและข้อมูลของต่างชาตินั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่อำนาจการฟ้องปิดปาก (SLAPP) แบบไทย ๆ จะเอื้อมไปถึง

ถอดรหัส คตท. : แก้ปัญหาจริง หรือแค่ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด”?

เมื่อกระแสสังคมตีกลับจนแผลเริ่มลึก แกนนำรัฐบาลจึงต้องรีบ “หักพวงมาลัยกลับ” อย่างเร่งด่วน ดับไฟลนก้นด้วยการเซ็นแต่งตั้ง คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ขึ้นมาทันควัน พร้อมชูเป้าหมายการปรับลดกฎหมายที่ไม่จำเป็น เพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571

อย่างไรก็ดี ประชาชนและภาคธุรกิจต่างตั้งคำถามว่า การตั้งคณะกรรมการชุดใหม่นี้ เป็นการแก้ไขปัญหาระบบสินบนได้อย่างยั่งยืน หรือเป็นเพียงหนังม้วนเดิมที่ฉายซ้ำเพื่อ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” เท่านั้น?

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนให้เรารู้ว่า เมื่อใดที่มีวิกฤตศรัทธาหรือประเด็นที่สังคมโฟกัส สูตรสำเร็จของฝ่ายบริหารคือการ “ตั้งกรรมการ” เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนแรง ป้องทัวร์ลง ซื้อเวลาให้กระแสข่าวซาลง และใช้เป็นเกราะกำบังในการตอบคำถามสื่อไปวัน ๆ โดยสุดท้ายมักไม่มีข้อสรุปเชิงรูปธรรมหรือการลงโทษผู้กระทำความผิดรายใหญ่ให้เห็น

ทางออกที่แท้จริง ไม่ใช่การตั้งบอร์ด

หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะล้างตราบาปคอร์รัปชันตามที่ลั่นวาจาไว้ สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การเพิ่มโครงสร้างคณะกรรมการที่ซ้ำซ้อน แต่คือการ “รื้อโครงสร้างอำนาจนิยม” ผ่าน 3 กลไกหลัก:

ธรรมาภิบาลดิจิทัล (Digital Governance): ตัดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยการเปลี่ยนระบบอนุมัติ-อนุญาต และการประเมินภาษีให้อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ 100% (E-Licensing) เพื่อลดการเผชิญหน้าและโอกาสการเรียกรับเงินใต้โต๊ะ

ปฏิรูปกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine): ปฏิรูปกฎหมายและขั้นตอนของรัฐที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น ซึ่งรายงานระบุว่าเป็นต้นตอที่บีบให้ภาคเอกชนบางส่วนต้องยอมจ่ายเงินทอน 11-15% เพื่อให้งานเดินหน้า

กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) ที่มีประสิทธิภาพ: พัฒนากฎหมายป้องกันการฟ้องกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากประชาชนและสื่อมวลชนให้มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างรุนแรง

ตราบใดที่ผู้นำรัฐบาลยังมองผลสำรวจข้อเท็จจริงของภาคธุรกิจเป็นเพียง “เรื่องของความรู้สึก” และรัฐมนตรียังคงใช้กลไกอารมณ์ในการตอบโต้การตรวจสอบ… ธงปราบโกงที่ชูไว้ก็เป็นได้แค่เพียงวาทกรรมหน้าฉาก ส่วนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก ก็คงต้องติดหล่มอยู่ในความคลางแคลงใจต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

#โพลกกร #สินบน10หน่วยงาน #ปราบโกงหน้าฉาก #ทัวร์ลงทำเนียบ #มึงรู้จักกูน้อยไป #คอร์รัปชันไทย #การเมืองไทย #บทวิเคราะห์การเมือง #ธรรมาภิบาล #ข่าวการเมือง #siamrathonline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...