โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เดชา” แห้ว! ศาลปกครองยกคำขอเพิกถอนโทษแบนว่าความ 2 ปี ชี้ไม่ปรากฏว่าคำสั่งสภาทนายฯ มิชอบด้วยกฎหมาย

Manager Online

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ศาลปกครองกลางสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับคำสั่งลงโทษทางมรรยาท "ทนายเดชา" ที่ถูกสภาทนายความสั่งห้ามทำหน้าที่ทนาย 2 ปี กรณีใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมในรายการโหนกระแส ชี้ ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าคำสั่งลงโทษมิชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 720/2569 ที่นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการมรรยาททนายความ คณะกรรมการสภาทนายความ และนายกพิเศษแห่งสภาทนายความ เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางมรรยาททนายความ และขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการบังคับใช้บทลงโทษไว้เป็นการชั่วคราว

คดีดังกล่าวมีที่มาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ซึ่งนายเดชาได้ร่วมออกรายการ "โหนกระแส" ในประเด็น "ผู้กำกับ จ." ระหว่างรายการมีการโฟนอินกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ซึ่งกล่าวอ้างว่ามีทนายความรายหนึ่งเรียกรับเงินจำนวน 20 ล้านบาท จนทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นนายเดชา

จากเหตุการณ์ดังกล่าว นายเดชาได้โต้ตอบด้วยความไม่พอใจ โดยใช้ถ้อยคำเปรียบเปรยท้าทายว่า หากไม่ไปแจ้งความก็เหมือน "หมา" หลายครั้ง ก่อนที่นายษิทราจะยื่นคำร้องต่อสภาทนายความให้ตรวจสอบการกระทำผิดมรรยาท แม้ภายหลังจะยื่นถอนคำร้องถึง 2 ครั้ง แต่สภาทนายความไม่อนุญาตให้ถอน และยังคงดำเนินการสอบสวนต่อ

ต่อมาคณะกรรมการสภาทนายความมีมติเป็นเอกฉันท์ลงโทษนายเดชา ห้ามทำการเป็นทนายความเป็นเวลา 2 ปี ฐานฝ่าฝืนข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 18 ซึ่งห้ามการกระทำอันเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของวิชาชีพทนายความ โดยนายกพิเศษแห่งสภาทนายความมีคำสั่งยกอุทธรณ์และยืนตามมติดังกล่าว

นายเดชาจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ พร้อมยื่นคำขอให้ศาลทุเลาการบังคับตามคำสั่ง เพื่อให้สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ทนายความได้ชั่วคราวระหว่างรอคำพิพากษา โดยอ้างว่ากระบวนการสอบสวนไม่เป็นธรรม และกรรมการบางรายมีอคติหรือขาดความเป็นกลาง

ด้านผู้ถูกฟ้องคดี ได้แก่ สภาทนายความ ชี้แจงว่า การอนุญาตให้ถอนคำกล่าวหาเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการ ไม่ใช่สิทธิของผู้ร้อง อีกทั้งหลักฐานจากคลิปรายการโทรทัศน์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการใช้ถ้อยคำเหยียดหยามทนายความด้วยกันผ่านสื่อสาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของวิชาชีพ

สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องกรรมการขาดความเป็นกลาง สภาทนายความยืนยันว่า การลงโทษเป็นมติเอกฉันท์ของคณะกรรมการ และกรรมการที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องได้ออกจากห้องประชุมก่อนการพิจารณาและไม่ได้ร่วมลงมติแต่อย่างใด

ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองได้นั้น ต้องปรากฏครบทั้ง 3 เงื่อนไข ได้แก่ คำสั่งทางปกครองน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย การบังคับใช้จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงยากแก่การเยียวยา และการทุเลาจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการหรือบริการสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ในชั้นพิจารณาคำขอชั่วคราว ศาลเห็นว่า สภาทนายความมีอำนาจตามกฎหมายที่จะไม่อนุญาตให้ถอนคำกล่าวหาและดำเนินการสอบสวนต่อ อีกทั้งยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาคดีทางปกครองขาดความเป็นกลางในลักษณะร้ายแรง เนื่องจากกรรมการผู้มีส่วนได้เสียได้ออกจากห้องประชุมก่อนการลงมติแล้ว

ศาลจึงเห็นว่า ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชี้ชัดว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าว "น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญประการแรกของการมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเงื่อนไขอื่นต่อไป

ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่ง ส่งผลให้คำสั่งลงโทษห้ามนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ปฏิบัติหน้าที่ทนายความเป็นเวลา 2 ปี ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ระหว่างที่ศาลพิจารณาคดีหลักเกี่ยวกับการขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว.

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...