“สิงคโปร์” เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสะดุดจากวิกฤตตะวันออกกลาง แม้ GDP โตแรงรับกระแส AI
"สิงคโปร์" เศรษฐกิจ Q1 ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาดจากแรงหนุน AI แต่รัฐบาลเตือนความขัดแย้งตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.31 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าสิงคโปร์เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้เริ่มอ่อนแอลง จากผลกระทบของวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แม้เศรษฐกิจไตรมาสแรกจะขยายตัวแข็งแกร่งจากแรงหนุนของกระแส AI ก็ตาม
กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ขยายตัว 1% จากไตรมาสก่อนหน้า หลังปรับตามฤดูกาล สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของ Bloomberg คาดไว้ที่ 0.2% อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์เตือนว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน และปัญหาพลังงานในตะวันออกกลาง อาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคทั่วโลกในระยะต่อไป
MTI ระบุว่า “ความเสี่ยงด้านลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของสิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญประกอบด้วย การหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลก ความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะกลับมาใช้นโยบายขึ้นภาษีเพิ่มเติม รวมถึงความเสี่ยงที่การลงทุนด้าน AI ทั่วโลกอาจชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว
แม้จะมีความกังวลดังกล่าว แต่รัฐบาลยังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ไว้ที่ 2%-4% เท่าเดิม ซึ่งเป็นกรอบคาดการณ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังเศรษฐกิจปี 2568 เติบโตถึง 5%
สิงคโปร์ได้รับแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และบริการดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับ AI ทำให้เศรษฐกิจสามารถรับมือได้ดีกับทั้งความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐในปีก่อน และวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางในปัจจุบัน
คูน โกห์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเอเชียของธนาคาร Australia & New Zealand Banking Group (ANZ) กล่าวว่า หากสหรัฐและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงที่นำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ในเร็ววัน ความเสี่ยงด้านการเติบโตจะลดลง และเศรษฐกิจสิงคโปร์อาจขยายตัวได้ใกล้ระดับบนของกรอบคาดการณ์รัฐบาล
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงในวันจันทร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าการเจรจากับอิหร่านมีความคืบหน้า แต่ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันว่า ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย
ด้านBeh Swan Gin ปลัดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ กล่าวว่า แม้จะมีข้อตกลงเกิดขึ้น ปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานอาจยังดำเนินต่ออีกหลายเดือน เนื่องจากโรงงานผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติต้องใช้เวลาในการกลับมาดำเนินงานเต็มกำลัง
ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้น 0.3% แตะ 1.2767 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันจันทร์ โดยถือเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียปีนี้ เนื่องจากนักลงทุนมองสิงคโปร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
คริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์ค่าเงินของธนาคาร OCBC กล่าวว่า ความเสี่ยงภายนอกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อนำเข้า
ขณะที่ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ระบุว่า จะประเมินสถานการณ์ครั้งต่อครั้ง และมองว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังเหมาะสม โดยเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นเป็น 1.7% แม้ยังต่ำกว่าระดับ 2% ที่ธนาคารกลางมองว่าสามารถบริหารจัดการได้ในระยะกลาง
นักวิเคราะห์คาดว่า หากเศรษฐกิจยังเติบโตต่อเนื่อง และแรงกดดันด้านราคาสินค้าเพิ่มขึ้น MAS อาจพิจารณาคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติมในอนาคต
ข้อมูลยังแสดงว่า GDP ไตรมาสแรกของสิงคโปร์ขยายตัว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่ Bloomberg คาดไว้ที่ 5.2% และสูงกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ 4.6%
ขณะเดียวกันประเทศในเอเชียที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ ต่างได้รับอานิสงส์จากความต้องการเทคโนโลยีและบริการด้าน AI ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
MTI ระบุว่า การลงทุนด้าน AI ทั่วโลกจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อภาคการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และวิศวกรรมความแม่นยำของสิงคโปร์ โดยมูลค่าการค้าสินค้าโดยรวมในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นมากกว่า 25%
ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสิงคโปร์ยังช่วยหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าและตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ยอดขายบ้านในเดือนล่าสุดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน
อ้างอิง : bloomberg.com