ผู้ว่าธปท. ชี้โลกเปลี่ยนถาวร เตือนธุรกิจไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ทำให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ พร้อมเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) รับมือความเสี่ยงใหม่ ขณะที่ ธปท. ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโต 2.3% แม้ศักยภาพการเติบโตระยะยาวลดลงจากปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมยอมรับมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" มีส่วนช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศ
ผู้ว่า ธปท. ชี้โลกเข้าสู่ยุค "Uncertainty" ธุรกิจต้องสร้างภูมิคุ้มกัน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาประจำปี 2569 ธปท. ภาคใต้ ในหัวข้อ "ธุรกิจใต้ ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน" ว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ มาเป็น "New Normal" ที่เกิดขึ้นแทบทุกปี
ที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และล่าสุดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งสะท้อนว่าโลกธุรกิจไม่สามารถดำเนินกิจการแบบเดิมได้อีกต่อไป
"เราหนีความจริงไม่ได้ เราต้องปรับตัว เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้องสร้างความยืดหยุ่น หรือ Resilience ให้กับภาคธุรกิจ" นายวิทัย กล่าว
นายวิทัยระบุว่า ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่เปิดเสรีการค้าอย่างไร้พรมแดนได้สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Geopolitics และ Geoeconomics ที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยมาตรการภาษี การแบ่งขั้วอำนาจ และข้อจำกัดทางการค้า
ธปท.คงเป้า GDP โต 2.3% ห่วงศักยภาพเศรษฐกิจไทยลดลง
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ 2.3% ซึ่งสูงกว่าที่หลายสำนักวิจัยประเมินไว้ราว 2% แต่ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าคือ ศักยภาพการเติบโตระยะยาว (Potential GDP) ที่ลดลงจากระดับ 5% เหลือเพียง 2.7%
สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปัญหาสังคมสูงวัย และการลงทุนที่ซบเซาต่อเนื่องตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
นายวิทัยยกตัวอย่างว่า หากใช้ปี 2540 เป็นฐานการลงทุนที่ระดับ 100 ปัจจุบันไทยเพิ่มขึ้นเพียง 106 ขณะที่มาเลเซียเพิ่มเป็น 200 และเวียดนามพุ่งสูงถึง 900 สะท้อนว่าไทยลงทุนด้านเทคโนโลยีน้อย ทำให้ยังผลิตสินค้าเดิมและสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน
ยอมรับ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก
นายวิทัย เปิดเผยว่า ในช่วงที่สถานการณ์โลกตึงเครียดที่สุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ธปท. เคยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจชะลอลงเหลือเพียง 1.5% และทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.8-2.9% ไปแตะมากกว่า 4%
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจปรับตัวดีกว่าคาด จากการบริโภคภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัวถึง 14%
"การบริโภคภายในประเทศที่ดีกว่าที่เราประเมินไว้ ต้องบอกว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสประคองไว้ มีประโยชน์จริง ๆ ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะคนฐานราก" นายวิทัย กล่าว
ขณะเดียวกัน ธปท. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีมีแนวโน้มต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2.8% หลังตัวเลขเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 2.4%
เตือนดุลการค้าติดลบ แม้ส่งออกโตจาก AI
ผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับว่า ปีนี้ไทยอาจเผชิญทั้งดุลการค้าและดุลการชำระเงินติดลบ แม้การส่งออกจะขยายตัวดี เพราะการผลิตสินค้าเทคโนโลยีและ AI ยังต้องนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนสูงถึง 70% ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศมีจำกัด
"ไทยอาจไม่สามารถกลับไปมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลระดับ 5-7% ของ GDP เหมือนในอดีต โดยในระยะยาวอาจอยู่เพียง 2-3% ของ GDP เท่านั้น ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2570"
ชี้เศรษฐกิจใต้โตแต่เปราะบาง รายได้กระจุกตัวสูง
นายวิทัย กล่าวว่า ภาคใต้ยังเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพจากการท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร ทำให้ในอดีตเศรษฐกิจเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ แต่ก็มีความเปราะบางสูงจากการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ
ภาคการท่องเที่ยวของภาคใต้พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 80% โดยครึ่งหนึ่งมาจากจีนและมาเลเซีย ขณะที่ภาคเกษตร ซึ่งมีสัดส่วน 32% ของ GDP ภาคใต้ ยังเน้นการส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้น เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน ที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูง
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ โดยรายได้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี สงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งประชาชนในจังหวัดภูเก็ตมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าจังหวัดนราธิวาสถึง 7 เท่า
เดินหน้าปราบเงินเทา คุมธุรกรรมผิดปกติทั่วระบบการเงิน
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. เดินหน้ากำกับดูแลธุรกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินและเงินผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยที่ผ่านมาได้สั่งติดตามธุรกรรมซื้อทองคำผ่านแอปพลิเคชันแล้วเบิกทองออกทันที ซึ่งเคยมีปริมาณสูงถึง 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือเพียง 700 กิโลกรัมต่อเดือนหลังเข้มงวดการกำกับดูแล
นอกจากนี้ ยังติดตามการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งพบว่ายอดธุรกรรมที่น่าสงสัยลดลงแล้ว 35% ภายใน 2 เดือน และในไตรมาส 4 ปีนี้ ธปท. เตรียมเพิ่มมาตรการให้ผู้ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต้องระบุแหล่งที่มาของเงินอย่างชัดเจน เพื่อสกัดการใช้เงินผิดกฎหมาย
พร้อมกำชับให้ธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการ e-Money และ Payment Gateway เฝ้าระวังธุรกรรมผิดปกติ เช่น การโอนเงินจำนวนกลมในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการพนันออนไลน์ การคอร์รัปชัน หรือธุรกิจสีเทา
"เราไม่ประสงค์ให้ผู้ประกอบการภายใต้การกำกับของแบงก์ชาติทุกประเภท เข้าไปพัวพันกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย ทุนเทา พนันออนไลน์ และคอร์รัปชัน เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจไทย" นายวิทัย กล่าว