โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ผู้ว่าธปท. ชี้โลกเปลี่ยนถาวร เตือนธุรกิจไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ทำให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ พร้อมเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) รับมือความเสี่ยงใหม่ ขณะที่ ธปท. ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโต 2.3% แม้ศักยภาพการเติบโตระยะยาวลดลงจากปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมยอมรับมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" มีส่วนช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศ

ผู้ว่า ธปท. ชี้โลกเข้าสู่ยุค "Uncertainty" ธุรกิจต้องสร้างภูมิคุ้มกัน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาประจำปี 2569 ธปท. ภาคใต้ ในหัวข้อ "ธุรกิจใต้ ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน" ว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ มาเป็น "New Normal" ที่เกิดขึ้นแทบทุกปี

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และล่าสุดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งสะท้อนว่าโลกธุรกิจไม่สามารถดำเนินกิจการแบบเดิมได้อีกต่อไป

"เราหนีความจริงไม่ได้ เราต้องปรับตัว เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้องสร้างความยืดหยุ่น หรือ Resilience ให้กับภาคธุรกิจ" นายวิทัย กล่าว

นายวิทัยระบุว่า ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่เปิดเสรีการค้าอย่างไร้พรมแดนได้สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Geopolitics และ Geoeconomics ที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยมาตรการภาษี การแบ่งขั้วอำนาจ และข้อจำกัดทางการค้า

ธปท.คงเป้า GDP โต 2.3% ห่วงศักยภาพเศรษฐกิจไทยลดลง

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ 2.3% ซึ่งสูงกว่าที่หลายสำนักวิจัยประเมินไว้ราว 2% แต่ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าคือ ศักยภาพการเติบโตระยะยาว (Potential GDP) ที่ลดลงจากระดับ 5% เหลือเพียง 2.7%

สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปัญหาสังคมสูงวัย และการลงทุนที่ซบเซาต่อเนื่องตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

นายวิทัยยกตัวอย่างว่า หากใช้ปี 2540 เป็นฐานการลงทุนที่ระดับ 100 ปัจจุบันไทยเพิ่มขึ้นเพียง 106 ขณะที่มาเลเซียเพิ่มเป็น 200 และเวียดนามพุ่งสูงถึง 900 สะท้อนว่าไทยลงทุนด้านเทคโนโลยีน้อย ทำให้ยังผลิตสินค้าเดิมและสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน

ยอมรับ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก

นายวิทัย เปิดเผยว่า ในช่วงที่สถานการณ์โลกตึงเครียดที่สุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ธปท. เคยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจชะลอลงเหลือเพียง 1.5% และทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.8-2.9% ไปแตะมากกว่า 4%

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจปรับตัวดีกว่าคาด จากการบริโภคภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัวถึง 14%

"การบริโภคภายในประเทศที่ดีกว่าที่เราประเมินไว้ ต้องบอกว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสประคองไว้ มีประโยชน์จริง ๆ ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะคนฐานราก" นายวิทัย กล่าว

ขณะเดียวกัน ธปท. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีมีแนวโน้มต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2.8% หลังตัวเลขเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 2.4%

เตือนดุลการค้าติดลบ แม้ส่งออกโตจาก AI

ผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับว่า ปีนี้ไทยอาจเผชิญทั้งดุลการค้าและดุลการชำระเงินติดลบ แม้การส่งออกจะขยายตัวดี เพราะการผลิตสินค้าเทคโนโลยีและ AI ยังต้องนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนสูงถึง 70% ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศมีจำกัด

"ไทยอาจไม่สามารถกลับไปมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลระดับ 5-7% ของ GDP เหมือนในอดีต โดยในระยะยาวอาจอยู่เพียง 2-3% ของ GDP เท่านั้น ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2570"

ชี้เศรษฐกิจใต้โตแต่เปราะบาง รายได้กระจุกตัวสูง

นายวิทัย กล่าวว่า ภาคใต้ยังเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพจากการท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร ทำให้ในอดีตเศรษฐกิจเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ แต่ก็มีความเปราะบางสูงจากการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ

ภาคการท่องเที่ยวของภาคใต้พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 80% โดยครึ่งหนึ่งมาจากจีนและมาเลเซีย ขณะที่ภาคเกษตร ซึ่งมีสัดส่วน 32% ของ GDP ภาคใต้ ยังเน้นการส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้น เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน ที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูง

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ โดยรายได้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี สงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งประชาชนในจังหวัดภูเก็ตมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าจังหวัดนราธิวาสถึง 7 เท่า

เดินหน้าปราบเงินเทา คุมธุรกรรมผิดปกติทั่วระบบการเงิน

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. เดินหน้ากำกับดูแลธุรกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินและเงินผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยที่ผ่านมาได้สั่งติดตามธุรกรรมซื้อทองคำผ่านแอปพลิเคชันแล้วเบิกทองออกทันที ซึ่งเคยมีปริมาณสูงถึง 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือเพียง 700 กิโลกรัมต่อเดือนหลังเข้มงวดการกำกับดูแล

นอกจากนี้ ยังติดตามการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งพบว่ายอดธุรกรรมที่น่าสงสัยลดลงแล้ว 35% ภายใน 2 เดือน และในไตรมาส 4 ปีนี้ ธปท. เตรียมเพิ่มมาตรการให้ผู้ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต้องระบุแหล่งที่มาของเงินอย่างชัดเจน เพื่อสกัดการใช้เงินผิดกฎหมาย

พร้อมกำชับให้ธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการ e-Money และ Payment Gateway เฝ้าระวังธุรกรรมผิดปกติ เช่น การโอนเงินจำนวนกลมในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการพนันออนไลน์ การคอร์รัปชัน หรือธุรกิจสีเทา

"เราไม่ประสงค์ให้ผู้ประกอบการภายใต้การกำกับของแบงก์ชาติทุกประเภท เข้าไปพัวพันกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย ทุนเทา พนันออนไลน์ และคอร์รัปชัน เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจไทย" นายวิทัย กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...