เมื่อ ‘ฮอร์โมน’ ไม่ใช่แค่ยา แต่กำลังเป็นสิ่งที่สะท้อนว่า สังคมและรัฐมองคนข้ามเพศอย่างไร
เมื่อเดือนมิถุนายน หรือเดือนไพรด์สิ้นสุดลง ทั้งเมืองห้างร้านรวงก็พร้อมใจเก็บธงสีรุ้ง แต่สำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ วันเดือนปีในปฏิทินไม่เคยเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขา
เพราะในวันที่ธงสีรุ้งถูกพับเก็บ พวกเขายังต้องตื่นไปทำงาน ใช้ชีวิตในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานที่ทำงาน ใช้ห้องน้ำสาธารณะเดิม และยังต้องเดินเข้าโรงพยาบาล ซึ่งในหลายครั้งยังต้องอธิบายตัวตนของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางสายตาที่ตั้งคำถาม การตีตรา และการเลือกปฏิบัติ ที่ไม่เคยหมดไปพร้อมกับเดือนมิถุนายน
ทั้งนี้ เดือนไพรด์ไม่เคยเป็นเพียงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นการลุกขึ้นต่อสู้ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่เรียกร้องสิทธิ ศักดิ์ศรี และการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะมนุษย์
ดังนั้น การเดินขบวนสีรุ้งจึงไม่ใช่จุดหมายปลายทาง หากแต่เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ทำให้ผู้คนในสังคมมองเห็นการดำรงอยู่ของชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+ Community) และตระหนักว่าพวกเขาควรได้รับสิทธิไม่ต่างจากประชาชนคนอื่น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไพรด์ไม่เคยถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้คนจดจำสีรุ้ง แต่เพื่อให้ผู้คนจดจำว่า ยังมีความไม่เท่าเทียมที่ต้องได้รับการแก้ไข
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะประเทศที่เปิดกว้างต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งจากการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม การจัดกิจกรรมขบวนไพรด์ในหลายจังหวัด และการเติบโตของอุตสาหกรรมบันเทิงที่นำเสนอเรื่องราวของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ภาพเหล่านี้นับเป็นพัฒนาการที่สำคัญ เพราะการทำให้ผู้คน ‘มองเห็น’ ความหลากหลายทางเพศ (Visibility) ถือเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อผู้คนมองเห็นแล้ว สังคมเข้าใจมากขึ้นหรือยัง?
เพราะความหลากหลายทางเพศไม่ใช่ ‘แคมเปญ’ ที่จะเปิดตัวในเดือนมิถุนายน และปิดตัวลงในเดือนกรกฎาคม แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และยังคงใช้ชีวิต ทำงาน เจ็บป่วย รัก สูญเสีย และเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างทุกวัน
และท้ายที่สุด ความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นจากการเฉลิมฉลองเพียง 1 เดือน แต่เกิดจากการทำงานของผู้คน สังคม และรัฐ ที่ยังเดินหน้าต่อไป แม้ธงสีรุ้งจะถูกเก็บลงจากท้องถนนแล้วก็ตาม เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้ มีนโยบายรองรับให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียมกว่าเดิม
โดยเฉพาะภาครัฐ ที่ไม่ควรหยุดทำงานเพื่อความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ
หน้าที่ของรัฐคือการออกแบบกฎหมาย นโยบาย และระบบบริการสาธารณะ ที่ทำให้ประชาชนทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติจากเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือเพศวิถีของตนเอง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเดือนมิถุนายนคือช่วงเวลาของการสร้างการมองเห็น อีก 11 เดือนที่เหลือก็ควรเป็นช่วงเวลาของการสร้างความเท่าเทียม
เพราะความเท่าเทียมไม่อาจเกิดขึ้นได้จากขบวนพาเหรดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยนโยบายสาธารณะที่ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตได้จริง หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การเข้าถึงบริการสุขภาพ
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีการถกเถียงคือ ‘การใช้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ’ (Hormone Replacement Therapy: HRT)
โดยมีการออกมาโต้แย้งกันของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) บุคลากรทางการแพทย์ หรือแม้แต่กลุ่มคนข้ามเพศ ที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การใช้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ถือเป็นหนึ่งในบริการทางการแพทย์ที่มีความสำคัญต่อคนข้ามเพศจำนวนมาก เนื่องจากไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาวะทางจิตใจ เพื่อให้บุคคลสามารถใช้ชีวิตสอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้
แม้บริการดังกล่าวจะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศ แต่ในประเทศไทย การเข้าถึงบริการนี้กลับเป็นเรื่องของ ‘กำลังทรัพย์’ มาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้ คนข้ามเพศจำนวนไม่น้อยจึงต้องซื้อฮอร์โมนด้วยตนเองจากการรับข้อมูลบนโลกออนไลน์ หรือเข้ารับบริการจากคลินิกเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยยังต้องแบกรับค่าตรวจเลือด ค่าแพทย์ และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งที่ในความเป็นจริง การใช้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ไม่ใช่เรื่องของความสวยงาม หรือความพึงพอใจส่วนบุคคล แต่เป็นการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับคนจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และมีคุณภาพมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ เข้าเป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย
โดยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในขณะนั้น ได้พิจารณา ‘ข้อเสนอบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ’ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้เป็นสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)
โดยสิ่งที่รัฐกำลังสนับสนุนไม่ใช่เพียง ‘ยาฮอร์โมน’ แต่คือระบบบริการที่มีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ดูแล เพื่อลดความเสี่ยงจากการซื้อยาใช้เอง ใช้ยาผิดวิธี หรือไม่ได้รับการติดตามผลอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากยาและผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ที่จะทำให้ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับบริการเข้าถึงการดูแลที่ปลอดภัย มีการให้คำปรึกษา ประเมินสุขภาพ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ จ่ายยาโดยหน่วยบริการที่มีความพร้อม และติดตามผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องไปใช้ยาเองนอกระบบ โดยไม่มีการดูแลทางการแพทย์
แม้ว่านโยบายดังกล่าวจะมุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ แต่เมื่อมีการหยิบยกมาพูดถึง ก็ยังถูกตั้งคำถาม อย่างเมื่อเดือนมิถุนายนที่มี สว.ซึ่งออกมาพูดเพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนถึงความคุ้มค่า ความปลอดภัย และผลกระทบด้านงบประมาณ
ซึ่งการตั้งคำถามเชิงนโยบายเป็นเรื่องที่อภิปรายกันได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่น่าสนใจกลับอยู่ที่ถ้อยคำบางประโยค ซึ่งกล่าวว่า
“ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย”
แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่กลับสะท้อนชุดความคิดที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อผู้กล่าวเป็นทั้ง สว.และบุคลากรทางการแพทย์ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า ‘คนข้ามเพศจะตายหรือไม่ หากไม่ได้รับฮอร์โมน’
แต่คือ ‘เหตุใดการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นของคนกลุ่มหนึ่ง จึงต้องถูกพิสูจน์ความจำเป็นมากกว่าคนกลุ่มอื่น’
การใช้ฮอร์โมนในระบบสาธารณสุขไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างผู้ชายที่มีภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ สามารถเข้ารับการรักษาได้ด้วยการให้ฮอร์โมนทดแทน (Testosterone Replacement Therapy: TRT) และผู้หญิงที่มีภาวะฮอร์โมนผิดปกติ ก็เข้าถึงการรักษาได้ด้วยการให้ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy: HRT) เช่นเดียวกัน
ซึ่งทั้งสองกรณี หากไม่รักษาหรือไม่เข้ารับฮอร์โมนทดแทนก็ไม่ตายเช่นกัน เพียงแต่การเข้าถึงการดูแลสุขภาพด้วยฮอร์โมนจากการดูแลรัฐ จะช่วยให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น
แล้วเหตุใดเมื่อผู้รับบริการเป็นคนข้ามเพศ และใช้ฮอร์โมนชนิดเดียวกัน กลับถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของความฟุ่มเฟือย หรือถูกมองว่าเป็นเรื่องเกินความจำเป็น พร้อมถูกตั้งคำถาม หรือถูกสรุปอย่างรุนแรงเกินจริง ซึ่งสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ การขาดความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และความอ่อนไหวต่อความแตกต่างทางเพศภาวะ (Gender Sensitivity) ภายในระบบบริการสุขภาพ และบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย
ทั้งนี้ ข้อมูลจากหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ชี้ให้เห็นว่า จากข้อมูลการศึกษาในอดีตพบว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศยังคงเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการขาดความเข้าใจของผู้ให้บริการ ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ การตีตรา และการเลือกปฏิบัติ กล่าวคือ ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการมีหรือไม่มีบริการ แต่อยู่ที่ว่าระบบบริการนั้น ถูกออกแบบขึ้นโดยมองเห็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็น ‘ผู้รับบริการ’ อย่างเท่าเทียมหรือไม่
เพราะต่อให้รัฐขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมเพียงใด แต่ผู้รับบริการยังต้องกังวลว่า จะถูกปฏิเสธการรักษาด้วยอคติ หรือถูกตั้งคำถามต่อเพศสภาพของตนเอง การบริการดังกล่าวก็ไม่อาจเข้าถึงได้อย่างแท้จริง
อคติดังกล่าวไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงการเข้าถึงบริการรักษา หากแต่ยังติดตามคนข้ามเพศไปถึงวันที่พวกเขาเดินเข้าไปในฐานะ ‘ผู้บริจาค’
ในปัจจุบัน ชายข้ามเพศที่ใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเพื่อการยืนยันเพศสภาพยังถูกปฏิเสธการบริจาคโลหิต โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยต่อผู้รับบริจาค แม้ว่าในขณะเดียวกัน ผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่ใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อกลับไม่ถูกตั้งคำถามในลักษณะนี้
เช่นเดียวกับผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย (Men Who Have Sex with Men: MSM) และผู้หญิงข้ามเพศ ซึ่งยังเผชิญข้อจำกัดในการบริจาคโลหิตจากการเหมารวมอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถีว่าเป็น ‘ความเสี่ยง’ มากกว่าการประเมินความเสี่ยงจากพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ทั้งที่หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้ปรับหลักเกณฑ์มาใช้การประเมินความเสี่ยงรายบุคคล (Individual Risk Assessment) แทนการตัดสินจากอัตลักษณ์ทางเพศเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่กรณีเหล่านี้สะท้อนอาจไม่ใช่เพียงช่องว่างของนโยบาย แต่คือช่องว่างของความเข้าใจ ตราบใดที่ระบบสาธารณสุขยังมองผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านกรอบของอคติ การเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมก็ยังคงเป็นเรื่องยาก
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดการงบประมาณของ สปสช.และบัตรทองยังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเชิงระบบ หรือแม้แต่การคอร์รัปชัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ควรได้รับสิทธินั้น เพราะบริการฮอร์โมนทางการแพทย์นั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่ขยายสิทธิและจัดหมวดหมู่ใหม่ให้คนข้ามเพศเข้ารับบริการได้ และสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก็ไม่ควรถูกหยิบมาใช้เพื่อปั่นกระแสการต่อต้าน หรือส่งเสริมอคติและความเกลียดชังต่อกลุ่มคนเหล่านี้
สุดท้ายนี้ การเข้าถึงบริการสุขภาพไม่ควรเป็นสิทธิที่ขึ้นอยู่กับคำถามว่า ‘เป็นเพศอะไร’ แต่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ที่มา:
- Young Pride Foundation. (2026, May 24). The Joint UPR Submission on the Human Rights Situation of LGBTI+ Persons in Thailand For Thailand’s 4th cycle of UPR in 2026.
- https://navavej.com/articles/19158
- https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lessons/34506/
- https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/february-2022/masculinizing-hormone-therapy
- https://www.hfocus.org/content/2026/06/38332- https://www.nhso.go.th/th/communicate-th/thnewsforperson/2563
- https://www.ram-hosp.co.th/th/news_detail/2102
- https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/healthpolicy/knowledge_detail.asp?id=33