คดีมาตรา 112 ทานตะวันและพวก กรณีทำโพลขบวนเสด็จ
6 กรกฎาคม 2569 เวลา 10:00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์และพวกรวม 7 คนฟังคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยุยงปลุกปั่นมาตรา 116 ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานโดยมีหรือใช้อาวุธหรือร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปตามมาตรา 140 และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานมาตรา 368 จากการทำกิจกรรมทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จที่บริเวณห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมีพ.ต.ท.นพดล สินศิริ สารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันกับพวกเป็นผู้กล่าวหา
ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่าในคดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 8 คน ได้แก่ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, “ใบปอ”, ฐากูร (สงวนนามสกุล), วรเวช (สงวนนามสกุล), “บีม” ณัฐกรณ์ (สงวนนามสกุล), วรัณยา แซ่ง้อ, “แบม” อรวรรณ (สงวนนามสกุล) โดยก่อนหน้านี้มี “บุ้ง” เนติพร (สงวนนามสกุล) อย่างไรก็ดี หลังการเสียชีวิตของ "บุ้ง" ทำให้ศาลจำหน่ายคดีส่วนของเธอออกไป
จากคำฟ้องโดยสรุปใจความได้ว่า จำเลยร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท โดยการร่วมกันทำแผ่นป้ายกระดาษสีขาวขนาดใหญ่ โดยทำให้ปรากฏข้อความที่ส่วนบนของกระดาษว่า “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่” ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจากการรวมกลุ่มเดินไปบริเวณวังสระปทุมโดยไม่มีเหตุอันควร รวมทั้งร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการถวายความปลอดภัย โดยใช้กําลังประทุษร้ายผลักดันแนวกั้นแนวรั้วป้องกันและด่าทอหยาบคาย
ยกฟ้องม.112 นักกิจกรรม 7 คน ชี้ทำโพลขบวนเสด็จคือการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
ก่อนเข้าห้องพิจารณาคดี 506 ศาลมีมาตรฐานใหม่ที่ไม่มีใครทราบมาก่อน โดยผู้สังเกตการณ์ทุกคนจะต้องแลกบัตรเพื่อเข้ารับฟังคำพิพากษา ทำให้ผู้สังเกตการณ์จึงต้องลงไปข้างล่างศาลเพื่อแลกบัตรแล้วขึ้นมาใหม่ ภายในห้องพิจารณาคดี ทานตะวันและจำเลย 6 คนเดินทางมาถึงและนั่งกระจายตามเก้าอี้ที่จัดไว้ มีประชาชนเดินทางมาร่วมรับฟังคำพิพากษาทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ นับรวมแล้วจำนวนไม่น้อยกว่า 30 คน ผู้คนนั่งเกือบเต็มทุกที่นั่ง
ก่อนเริ่มพิพากษาตำรวจศาลได้เข้ามาจัดที่นั่งใหม่ โดยให้จำเลยทั้งหมดมานั่งเก้าอี้ข้างหน้าสุด เขาชี้แจงว่าหากไม่มานั่งตามที่กำหนดตอนอ่านคำพิพากษาอาจต้องยืนฟังร่วมกันทั้งห้อง ผู้สังเกตการณ์บางคนงุนงงกับคำพูดของตำรวจศาลเพราะไม่เคยได้ยินแนวทางปฏิบัติตัวเช่นนี้มาก่อน
เวลา 10:35 น. ศาลขึ้นบัลลังก์เรียกให้จำเลยทั้ง 7 คนยืนขึ้นเพื่อรายงานตัวและรับฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาสรุปใจความได้ว่า การทำโพลเรื่องขบวนเสด็จ เป็นการตั้งคำถามใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34 โพลกระดาษไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงผู้ใดและไม่มีพระนามสมาชิกราชวงศ์ จึงไม่เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แม้จำเลยจะมีการชู 3 นิ้วก็เป็นการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพของบุคคลอาจมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อีกทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏถึงความวุ่นวายที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ หรือทำให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย จึงไม่เข้าข่ายความผิดฐานยุยงปลุกปลั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ด้วย
ทั้งนี้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 จากหลักฐานพยาน ศาลเชื่อว่าวันดังกล่าวจำเลยได้กระทำการชุมนุมจริงและเข้าใกล้เขตพระราชฐานน้อยกว่า 150 เมตร การชุมนุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยสั่งให้จำเลยหยุดการกระทำบริเวณเขตพระราชฐานจึงชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งหมดรับทราบถึงคำสั่งแล้วแต่ไม่ปฏิบัติตาม ทำให้มีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน
สำหรับความผิดดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ศาลเห็นว่าในวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่มีการแต่งกายนอกเครื่องแบบและไม่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงาน สิ่งที่จำเลยพูดนั้นเป็นประโยคคำถามที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเป็นเจ้าหน้าจริงหรือไม่ โดยที่เจ้าหน้าที่คนนั้นเข้าอุ้มจำเลยที่ 1 ทานตะวันทำให้แขนทั้งสองข้างรัดบริเวณหน้าอกจนเกิดการชุลมุนกันเและเป็นการพูดเพื่อปกป้องสิทธิของผู้อื่น ส่วนความผิดต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่จากพยานหลักฐานศาลเชื่อว่าวรเวชต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจริง
ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยทั้ง 7 คนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ให้ปรับจำเลยคนละ 5,000 บาท สำหรับวรเวชมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคแรก ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานร่วมด้วยอีกบทหนึ่ง การกระทำของเขาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานและฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ให้จำคุก 3 เดือน เพิ่มโทษจากเดิม 1 ใน 3 เป็นทั้งหมดจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท
เวลา 10:56 น. หลังศาลอ่านคำพิพากษาจบลง ทานตะวันและพวกต่างดีใจ บางคนจับมือกับผู้สังเกตการณ์ บางคนเดินไปกอดคนในครอบครัวพร้อมร้องไห้ ขณะเดียวกันมีผู้สังเกตการณ์ถามศาลโดยตรงถึงกรณีของบุ้ง เนติพร ศาลแจ้งกลับว่าได้จำหน่ายคดีออกไปแล้วเนื่องจากเธอเสียชีวิตไปแล้ว
แม้ในท้ายที่สุดศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องแต่คดีนี้เป็นคดีที่ทั้ง "บุ้ง" และ "ใบปอ" เคยถูกถอนประกันในปี 2565 ทั้งคู่ประท้วงอดอาหารเป็นเวลา 64 วันก่อนที่จะได้รับสิทธิประกันตัว ซึ่งหลังจากนั้น "แบม" ก็ได้ถอนประกันพร้อมกับ "ตะวัน" เพื่อประท้วงเรียกร้องสิทธิประกันตัว 53 วัน ด้วยเช่นกัน ซึ่งต่อมาในปี 2567 "บุ้ง" ถูกเพิกถอนประกันในคดีนี้่เป็นครั้งที่ 2 และเธอก็ได้เสียชีวิตลงระหว่างที่กำลังอดอาหารประท้วง