เจาะแผน Meta ลุยธุรกิจคลาวด์ AI หลัง Zuckerberg เล็งปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐาน
Meta เผยแผนจัดตั้งธุรกิจคลาวด์ ‘Meta Compute’ เตรียมเปิดศูนย์ข้อมูลและพลังประมวลผลให้ภายนอกเช่ารันโมเดล AI เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากฮาร์ดแวร์ สวนทางกับฝั่ง OpenAI ที่เพิ่งได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ปล่อยตัวโมเดลท็อปรุ่นล่าสุด GPT-5.6 Sol, Terra และ Luna สู่สาธารณะ หลังผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเข้มงวด ท่ามกลางกระแสข่าวลือการเจรจาให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าถือหุ้นในบริษัทเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการค้าและการควบคุมเทคโนโลยีระดับโลก
Mark Zuckerberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta Platforms Inc. กล่าวว่า บริษัทต้องการพลังประมวลผล (Compute) สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ แต่ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังขาดแคลนทรัพยากรสำหรับการพัฒนาและใช้งาน AI เขาก็กำลังพิจารณาว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI บางส่วนของ Meta อาจสร้างมูลค่าได้มากกว่าหากนำไปปล่อยเช่าให้ลูกค้าภายนอก
Zuckerberg กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Bloomberg ว่า ข้อเสนอที่บริษัทได้รับสำหรับการใช้พลังประมวลผลนั้นมีมูลค่าสูงมาก ส่งผลให้แนวคิดการทำธุรกิจคลาวด์รูปแบบใหม่น่าสนใจกว่าการเก็บไว้ใช้ภายในเพียงอย่างเดียว
ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานว่า Meta กำลังพัฒนาแผนจัดตั้งธุรกิจคลาวด์ของตนเอง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทสร้างรายได้โดยตรงจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งที่ได้ลงทุนไว้จำนวนมาก โดย Zuckerberg ระบุไว้ว่า โอกาสในการสร้างธุรกิจคลาวด์นั้น ‘มีอยู่แน่นอนทุกเมื่อที่บริษัทต้องการเดินหน้า’
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่านั่นไม่ได้หมายความว่า Meta ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานมากเกินความจำเป็น หรือมีพลังประมวลผลส่วนเกินเหลือใช้อยู่ในปัจจุบัน
“ผมไม่รู้จักใครในอุตสาหกรรมนี้เลยที่รู้สึกว่าตัวเองมีพลังประมวลผลมากเกินไป” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า Meta กำลังใช้ทรัพยากรคอมพิวติ้งทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนี้
หุ้นของ Meta ปรับตัวสูงขึ้นหลัง Bloomberg รายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า บริษัทกำลังพิจารณาธุรกิจคลาวด์หลายรูปแบบ หนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือการเปิดให้ลูกค้าภายนอกเข้าถึงโมเดล AI ต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของ Meta คล้ายกับบริการ Bedrock ของ Amazon Web Services (AWS)
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว Meta จะเป็นผู้ดูแลศูนย์ข้อมูลและชิปประมวลผลที่ใช้รันโมเดล AI รวมถึงโมเดล Muse Spark ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง และเรียกเก็บค่าบริการจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือองค์กรที่ต้องการใช้งานโมเดลเหล่านั้นผ่านระบบคลาวด์ของ Meta
รัฐบาลสหรัฐฯ ไฟเขียว ให้ OpenAI ปล่อยตัวโมเดลท็อป
ด้าน Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า GPT-5.6 Sol โมเดล AI รุ่นล่าสุดของบริษัท มีประสิทธิภาพด้านการใช้โทเคน (Token Efficiency) ในงานเขียนโค้ดแบบ Agentic Coding ดีขึ้นถึง 54% และมีความสามารถ ‘ดีเทียบเท่าหรือดีกว่า’ โมเดล AI คู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน
Altman กล่าวว่า ทุกองค์กรในวันนี้กำลังให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้ AI และความคุ้มค่าที่ได้รับตอบแทนจากการลงทุน นั่นคือสิ่งที่เราพยายามทำให้เกิดขึ้น
OpenAI เริ่มเปิดให้ใช้งานโมเดล AI ชุดใหม่ ได้แก่ GPT-5.6 Sol, Terra และ Luna อย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดี หลังจากเปิดตัวไปเมื่อเดือนก่อน โดยในช่วงแรกบริษัทจำกัดการเข้าถึงไว้เฉพาะ ‘กลุ่มพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ’ ตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐฯ
Altman ระบุว่า OpenAI ได้ทำงานร่วมกับ Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ, Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Sean Cairncross ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติสหรัฐฯ ในกระบวนการอนุมัติการเปิดตัวโมเดลดังกล่าว
เขาอธิบายว่าความร่วมมือระหว่าง OpenAI และรัฐบาลเป็นกระบวนการ ‘ทำงานร่วมกันไปมา’ โดยหน่วยงานภาครัฐจะทำการทดสอบโมเดลและแจ้งประเด็นปัญหาที่บริษัทต้องแก้ไขเพิ่มเติม
Altman กล่าวว่า หากคุณต้องการให้ผู้คนเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราต้องการ และคุณกำลังพัฒนาโมเดลที่ทรงพลังมาก คุณจำเป็นต้องมั่นใจได้ว่าคำกล่าวอ้างด้านความปลอดภัยของคุณมีความน่าเชื่อถือ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น ผู้คนทั่วโลกจะเริ่มรู้สึกไม่สบายใจอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ CNBC รายงานว่า OpenAI กำลังอยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้นและต่อเนื่องกับรัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าถือหุ้นในบริษัท
ขณะที่หนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า OpenAI ได้เสนอให้รัฐบาลถือหุ้น 5% ในบริษัท แต่ Altman กล่าวว่าข้อมูลดังกล่าว ‘มีความคลาดเคลื่อนอยู่หลายประการ’
ซีอีโอของ OpenAI ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาหวังให้แนวทางกำกับดูแล AI ในอนาคตมีลักษณะเป็นมาตรฐานระดับโลก และทำให้ผู้คนสามารถใช้งาน AI ได้โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา
ภาพ: El editorial/ Shutterstock
อ้างอิง: