โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดบทเรียน ‘ศุภชัย โพธิ์สุ’ จากที่ดินรัฐ 220 ไร่ สู่การตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต

The Bangkok Insight

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

"วัส ติงสมิตร" ถอดบทเรียนสำคัญ "ศุภชัย โพธิ์สุ" จากที่ดินรัฐ 220 ไร่ สู่การตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า จากที่ดินรัฐ 220 ไร่ สู่การตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต : บทเรียนสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาคดีศุภชัย โพธิ์สุ

ศุภชัย โพธิ์สุ

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 ศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ในคดีหมายเลขแดงที่ คมจ.3/2569 ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วงการการเมืองไทย และเป็นที่จับตามองของประชาชนทั่วประเทศ

โดยศาลมีคำพิพากษาว่า นายศุภชัย โพธิ์สุ (ครูแก้ว) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ชนวนเหตุสำคัญมาจากการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จำนวน 40 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 220 ไร่

คำพิพากษาของศาลฎีกาในครั้งนี้เด็ดขาดและเฉียบขาด โดยสั่งให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายศุภชัยตลอดไป ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ อีกต่อไป เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (เด็ดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน) เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

คำพิพากษานี้นับเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญของกฎหมายจริยธรรมทางการเมืองไทย และสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการตีความของศาลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน กับ ผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย วันนี้เราจะพาไปเจาะลึก 5 ประเด็นสำคัญจากคดีนี้กันครับ

1. ย้อนรอยข้อเท็จจริง: เมื่อที่ดินคนจน กลายเป็นที่ดินนักการเมือง

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยกล่าวหาว่านายศุภชัยยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินตามโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย รวม 40 ใบจอง (น.ส. 2) เนื้อที่ราว 220 ไร่ มูลค่ากว่า 6.6 ล้านบาท

ประเด็นสำคัญคือ: ที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินในโครงการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกิน แต่นายศุภชัยไม่ใช่ผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินโดยตรง และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดสรรตามระเบียบของทางราชการ

ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่า การซื้อขายสิทธิในใบจองทั้ง 40 แปลงนั้น มีข้อกำหนดห้ามโอนอย่างชัดเจน การทำนิติกรรมซื้อขายจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยตรง ส่งผลให้สัญญาซื้อขายตกเป็น โมฆะ ตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเมื่อผู้ได้รับสิทธิเดิมละทิ้งสิทธิไป ที่ดินย่อมตกกลับคืนสู่การจัดการของรัฐทันที ไม่ได้แปลว่าผู้ที่ซื้อต่อและเข้าครอบครองภายหลังจะกลายเป็นผู้มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย

2. ศาลวินิจฉัยฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมข้อใดบ้าง?

ศาลฎีกาชี้ชัดว่า พฤติการณ์ครอบครองที่ดินของรัฐจำนวนมากถึง 220 ไร่ ในโครงการที่ตั้งขึ้นเพื่อคนยากไร้ ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยขัดต่อวัตถุประสงค์ของรัฐ และเป็นการแย่งชิงทรัพยากรสาธารณะ ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ. 2561 อย่างร้ายแรงใน 3 ข้อหลัก คือ

ข้อ 7: ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 17: กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ข้อ 27: เป็นการยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อีกทั้งการครอบครองที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐ จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

3. ปลดล็อกข้ออ้าง ทำผิดก่อนเป็นนักการเมือง ความผิดต่อเนื่องที่อดีตล้างไม่ได้
หนึ่งในข้อต่อสู้ที่น่าสนใจที่สุดของผู้คัดค้านคือการอ้างว่า ซื้อที่ดินและครอบครองมาตั้งแต่ยังเป็นราษฎรธรรมดา ไม่ได้เป็นนักการเมือง

ทว่า ศาลฎีกาไม่ได้พิจารณาเฉพาะจุดเริ่มต้นในอดีต แต่มุ่งพิจารณาพฤติกรรมที่ดำรงอยู่ ณ ปัจจุบัน ศาลมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อดีตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเมื่อคุณก้าวขึ้นมาเป็น สส. เป็นรัฐมนตรี หรือเป็นรองประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจสาธารณะ คุณยังคงยึดถือและรับเอาผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบนั้นไว้อยู่

นอกจากนี้ การยื่นสละสิทธิครอบครองที่ดิน 39 แปลงในภายหลัง ก็ไม่สามารถนำมาล้างความผิดได้ เนื่องจากเป็นการสละสิทธิหลังจากที่ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาไปเรียบร้อยแล้ว แนวคิดนี้ศาลได้วางหลักการสำคัญว่า นักการเมืองไม่ได้มีหน้าที่แค่หลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมายใหม่ แต่ต้องไม่คงไว้ซึ่งผลประโยชน์ที่ขัดต่อกฎหมายเดิมด้วย

4. พัฒนาการของ คดีจริยธรรม ในการเมืองไทย

หากมองย้อนกลับไปในอดีต การตรวจสอบนักการเมืองไทยมักพุ่งเป้าไปที่เรื่องเม็ดเงิน การทุจริตเชิงประจักษ์ หรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ (เช่น การรับสินบน หรือฮั้วประมูล)

แต่หลังจากที่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ คำว่า มาตรฐานทางจริยธรรม ได้กลายมาเป็นเสาหลักและอาวุธชิ้นสำคัญในการกลั่นกรองนักการเมือง คดีนี้เดินตามรอยบรรทัดฐานเก่า ๆ เช่น กรณีที่ดินวัดธรรมิการาม หรือคดีที่ดินของอดีตนักการเมืองชื่อดังหลายท่าน

คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่า บรรทัดฐานการเมืองไทยได้ก้าวข้ามคำถามพื้นฐานที่ว่า การกระทำนี้ผิดกฎหมายอาญาหรือไม่? ไปสู่คำถามที่ลึกซึ้งกว่าเดิมคือ การกระทำนี้เหมาะสมกับความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้หรือไม่?

5. บทวิเคราะห์: การขยายขอบเขตของคำว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน

คำพิพากษานี้สร้างหมุดหมายใหม่ในเชิงหลักกฎหมายมหาชน (Public Law) อย่างมีนัยสำคัญ

ปกติแล้ว เวลาพูดถึง ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) เรามักจะนึกถึงภาพของนักการเมืองที่ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ออกนโยบาย หรือเซ็นอนุมัติเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองหรือพวกพ้อง

แต่คดีของนายศุภชัยแสดงให้เห็นว่า ศาลได้ตีความคำนี้กว้างขึ้นมาก เพราะแม้จะไม่มีข้อกล่าวหาว่านายศุภชัยใช้อำนาจทางการเมืองไปข่มขู่หรือแทรกแซงเพื่อรักษารอบครองที่ดิน แต่เพียงแค่คุณมีสถานะเป็นนักการเมือง แล้วคุณยังคงถือครองทรัพยากรของรัฐที่ควรจะตกเป็นของคนยากจน แค่นั้นก็ถือเป็นภาวะขัดกันแห่งผลประโยชน์ แล้ว!

นี่คือสัญญาณเตือนภัยว่า ในอนาคต คดีจริยธรรมจะไม่จำกัดอยู่แค่เรื่อง ที่ดิน อีกต่อไป แต่อาจรวมไปถึงการครอบครองหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ สัมปทาน หรือผลประโยชน์ของรัฐในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย

บทสรุป

คำพิพากษาคดีนายศุภชัย โพธิ์สุ เป็นการประกาศก้องจากศาลฎีกาว่า มาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ใช่แค่หลักศีลธรรมเชิงนามธรรมสลักไว้บนกระดาษ แต่มันคือโครงสร้างกฎหมายที่มีสภาพบังคับใช้จริง และมีบทลงโทษรุนแรงสูงสุดถึงขั้น ประหารชีวิตทางการเมือง

ในท้ายที่สุด คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของที่ดิน 220 ไร่ ณ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม หากแต่เป็นคำตอบที่ชัดเจนของกระบวนการยุติธรรมต่อคำถามสำคัญของสังคมที่ว่า:

ผู้แทนราษฎรควรวางตนอย่างไร เมื่อต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน… กับผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...