ทนายเขากระโดง ย้ำปมที่ดิน ศาลไม่ได้สั่งเพิกถอนโฉนดทันที เตือนอย่าตีความเกินผลคำพิพากษา โยงผิดจริยธรรมการเมือง
วันนี้ (13 มิถุนายน) ชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ (ชาวบ้านผู้ถือครองเอกสารสิทธิในพื้นที่) รับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ส.ค.1 ( ใบแจ้งการครอบครองที่ดิน) ที่ปรากฏในหน้าสื่อได้อธิบายไปแล้ว แต่ก็ดูไม่อาจซับสติปัญญาในการรับรู้ได้สำหรับบางคน”
ชนินทร์ ระบุว่า เห็นว่า การอ้างพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2462 ซึ่งไม่ปรากฏชื่อของราษฎรในพื้นที่พิพาทแม้แต่คนเดียว กับแบบแจ้งการครอบครองปี 2498 นั้น ยังไม่พอจะสรุปว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีกรรมสิทธิ์ครบทั้ง 5,083 ไร่เลย เพราะต้องพิสูจน์ต่อว่า พระราชกฤษฎีกานั้นมีผลทางกฎหมายเพียงใด เป็นเพียงการกำหนดเขตเพื่อสร้างทางรถไฟหรือเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ และแนวเขตตามเอกสารนั้นครอบคลุมที่ดินแต่ละแปลงที่ถูกฟ้องในวันนี้จริงหรือไม่ ส่วน ส.ค.1 เป็นเพียงแบบแจ้งการครอบครอง ไม่ใช่โฉนด ไม่ใช่หลักฐานกรรมสิทธิ์เด็ดขาด และไม่อาจใช้แทนการพิสูจน์แนวเขตตามกฎหมายได้
ประเด็นที่สอง การพูดว่า ‘ศาลฎีกาและศาลปกครองชี้หมดแล้ว กรมที่ดินมีหน้าที่เพิกถอน’ เป็นการพูดเกินผลของคำพิพากษา เพราะคำพิพากษาย่อมต้องอ่านว่า ศาลวินิจฉัยกับคู่ความใด ที่ดินแปลงใด และสั่งให้เพิกถอนอะไรบ้าง ไม่ใช่เอาคำพิพากษาในคดีหนึ่งไปขยายผลว่าโฉนดทุกแปลงในพื้นที่ 5,083 ไร่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความเดิม ยังมีสิทธิพิสูจน์สิทธิที่ดีกว่า หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่แตกต่างได้ตามหลักวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 (วนอีกแล้ว)
ประเด็นที่สาม ศาลปกครองไม่ได้สั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดทั้ง 995 แปลงทันที แต่ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และตามกระบวนการของประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ซึ่งหมายความว่า ต้องสอบสวน แสวงหาข้อเท็จจริง รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย ตรวจสอบแนวเขต และพิจารณาเป็นรายแปลงว่าเอกสารสิทธิออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายจริงหรือไม่ คำว่า ‘มีอำนาจเพิกถอน’ จึงไม่ใช่คำเดียวกับ ‘ต้องเพิกถอนทันที’
ประเด็นที่สี่ การนำบันทึกข้อตกลงระหว่าง ชัย ชิดชอบ กับ ยุค จีระพันธ์ มาอ้าง ก็ต้องแยกให้ชัดว่าเป็นข้อพิพาทระหว่างใคร กับที่ดินบริเวณใด และมีผลรับสภาพสิทธิของ รฟท. ทั้ง 5,083 ไร่หรือไม่ การที่บุคคลหนึ่งเคยทำสัญญา ขอใช้พื้นที่ หรือยอมรับข้อเท็จจริงบางส่วนในเหตุการณ์เฉพาะ ไม่ได้แปลว่าทายาทหรือบุคคลอื่นทุกคนต้องถูกผูกพันว่าโฉนดของตนไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด
ประเด็นที่ห้า การยกระดับเรื่องนี้ไปเป็นความผิดจริยธรรมร้ายแรงของบุคคลทางการเมือง ต้องมีข้อเท็จจริงเฉพาะตัวและเจตนาที่ชัด ไม่ใช่เพียงอาศัยข้อพิพาทสิทธิในที่ดินที่ยังอยู่ในศาล แล้วสรุปว่าผู้ถือเอกสารสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวนักการเมืองเป็นผู้กระทำผิดจริยธรรมทันที เพราะตราบใดที่เอกสารสิทธิยังไม่ถูกเพิกถอนโดยชอบ และคดียังอยู่ระหว่างพิสูจน์ การกล่าวหาเช่นนั้นย่อมเป็นการตัดสินล่วงหน้าทางการเมืองมากกว่าการวิเคราะห์ตามกฎหมาย