โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไม่ว่าจะดีหรือไม่ คนหนุ่มสาวหันมาพึ่งพาแชทบอท AI เพื่อสนับสนุนด้านอารมณ์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 28 มิ.ย. เวลา 14.44 น.
ผลการศึกษาพบว่าผู้ใช้มากกว่า 90% รู้สึกว่าคำแนะนำจาก AI มีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกว่า

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น แชทบอท AI ไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยในการค้นหาข้อมูลหรือทำงานเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือปัญหาทางอารมณ์

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Pediatrics เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า วัยรุ่นและคนหนุ่มสาวเกือบ 1 ใน 5 เคยใช้แชทบอท AI เพื่อขอคำแนะนำหรือการสนับสนุนด้านอารมณ์ สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแลสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว

ทำไมคนรุ่นใหม่จึงหันมาพึ่ง AI

เหตุผลสำคัญคือ AI พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง สามารถตอบคำถามได้ทันที ไม่แสดงท่าทีตัดสิน และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้อธิบายความรู้สึกได้อย่างเป็นส่วนตัว

ดร. ลีนา เวน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของ CNN ซึ่งเป็นแพทย์ฉุกเฉินและรองศาสตราจารย์ทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน เคยดำรงตำแหน่งกรรมาธิการสุขภาพของนครบัลติมอร์ และเป็นแม่ของลูกเล็กสองคน อธิบายว่า การศึกษานี้ได้สำรวจวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวอายุ 12 ถึง 21 ปี จำนวน 1,009 คนทั่วสหรัฐอเมริกา และปรับถ่วงน้ำหนักผลลัพธ์เพื่อให้เป็นตัวแทนของคนหนุ่มสาวเกือบ 43 ล้านคนทั่วประเทศ นักวิจัยถามผู้เข้าร่วมว่าพวกเขาเคยใช้แชทบอท AI เพื่อขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกเศร้า โกรธ ประหม่า หรือเครียดหรือไม่ ทีมวิจัยพบว่า 19% รายงานว่าเคยทำเช่นนั้น ซึ่งเทียบเท่ากับคนหนุ่มสาวกว่า 8 ล้านคนทั่วประเทศ ในบรรดาผู้เข้าร่วมที่ใช้แชทบอทเพื่อสนับสนุนด้านอารมณ์ หลายคนรายงานว่าทำเช่นนั้นซ้ำๆ โดยมากกว่า 4 ใน 10 ใช้แชทบอทอย่างน้อยเดือนละครั้ง สิ่งที่น่าสนใจคือ คนหนุ่มสาวที่เพิ่งหารือเรื่องสุขภาพจิตของตนกับแพทย์มีแนวโน้มที่จะรายงานว่าใช้แชทบอท AI มากกว่า ซึ่งบ่งชี้ว่าเครื่องมือเหล่านี้มักถูกใช้ควบคู่ไปกับแหล่งสนับสนุนแบบดั้งเดิม

สำหรับสาเหตุที่คนหนุ่มสาวหันมาใช้แชทบอท คำตอบนั้นค่อนข้างชัดเจน เครื่องมือเหล่านี้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ตอบสนองทันที ดูไม่ตัดสิน และสามารถให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว สำหรับวัยรุ่นที่อายที่จะหารือเกี่ยวกับปัญหาของตนกับพ่อแม่ ครู หรือที่ปรึกษา การพิมพ์คำถามลงในแชทบอทอาจรู้สึกง่ายกว่าการเริ่มบทสนทนากับบุคคลอื่น

สำหรับวัยรุ่นหลายคน การพิมพ์ข้อความถึงแชทบอทอาจง่ายกว่าการเปิดใจพูดคุยกับพ่อแม่ ครู หรือแม้แต่นักจิตวิทยา โดยเฉพาะเมื่อกำลังรู้สึกอับอาย กังวล หรือไม่มั่นใจว่าจะถูกเข้าใจหรือไม่

AI ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาได้

ผลการศึกษาพบว่าผู้ใช้มากกว่า 90% รู้สึกว่าคำแนะนำจาก AI มีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกว่า "ได้รับการรับฟัง" ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพจิตจะดีขึ้นจริง

แชทบอท AI ถูกออกแบบมาให้สื่อสารอย่างเป็นมิตร เห็นอกเห็นใจ และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ จึงอาจสร้างความรู้สึกสบายใจได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าการสนทนากับ AI เพียงอย่างเดียวสามารถรักษาภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตที่ซับซ้อนได้

การดูแลสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพยังคงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถประเมินอาการ วางแผนการรักษา และติดตามผลอย่างเหมาะสม

ข้อจำกัดที่ไม่ควรมองข้าม

แม้ AI จะมีศักยภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่

  • อาจให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้อง
  • อาจเข้าใจบริบทของผู้ใช้ผิดและให้คำแนะนำที่ไม่เหมาะสม
  • มีแนวโน้มตอบสนองในสิ่งที่ผู้ใช้อยากได้ยิน มากกว่าสิ่งที่ควรได้รับฟัง
  • ไม่สามารถประเมินภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพจิตได้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ

ที่น่ากังวลคือ หากผู้ใช้มีภาวะซึมเศร้ารุนแรง ความคิดทำร้ายตนเอง หรือมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย การพึ่งพา AI เพียงอย่างเดียวอาจทำให้การเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมล่าช้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงได้

วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่บอกใครว่ากำลังใช้ AI

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้เกือบสองในสามไม่เคยบอกพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลใกล้ชิดว่ากำลังใช้ AI เพื่อขอคำปรึกษาด้านอารมณ์

สิ่งนี้ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ทราบว่า AI กำลังมีอิทธิพลต่อวิธีคิด การตัดสินใจ และการรับมือกับปัญหาของเด็กและเยาวชนมากเพียงใด

ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอว่า พ่อแม่ควรพูดคุยเรื่องการใช้ AI กับลูก ๆ เช่นเดียวกับการพูดคุยเรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ด้วยความเข้าใจและไม่ตัดสิน

AI มีบทบาทเชิงบวกได้ หากใช้อย่างเหมาะสม

แม้จะมีข้อจำกัด แต่ AI ก็สามารถเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ได้ เช่น

  • ช่วยฝึกการสื่อสารหรือเตรียมบทสนทนาที่ยาก
  • แนะนำเทคนิคผ่อนคลายความเครียดเบื้องต้น
  • ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิต
  • ช่วยค้นหาแหล่งบริการด้านสุขภาพจิตที่เหมาะสม
  • สนับสนุนผู้ที่กำลังรับการรักษากับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์อยู่แล้ว

สิ่งสำคัญคือ การใช้ AI ควรเป็นเพียง "ผู้ช่วย" ไม่ใช่ "ผู้รักษา"

พ่อแม่ควรทำอย่างไร

ผู้ปกครองสามารถสนับสนุนลูกได้โดย

  • เปิดใจพูดคุยเกี่ยวกับการใช้ AI
  • รับฟังโดยไม่ตำหนิหรือวิจารณ์
  • สอนให้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากหลายแหล่ง
  • อธิบายว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
  • สร้างบรรยากาศที่ทำให้ลูกกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา

การเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพใจและการขอคำปรึกษาเมื่อจำเป็น จะช่วยให้เด็กมองว่าการขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องปกติและเป็นจุดแข็งของชีวิต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

มัดรวมเรื่องที่หนุ่มๆ ไม่ควรพลาด

โฟกัส Front Row! เช็กลิสต์หนุ่มคนดัง ร่วมชมโชว์ Dior Men’s Summer 2027

Hello Magazine Thailand

AI ช่วยผู้ชายมีลูกยาก ค้นหาสเปิร์มที่ซ่อนอยู่ จนสามารถมีลูกได้สำเร็จ

TNN ช่อง16

รวม 4 ปัญหาสุขภาพผู้ชายที่พบบ่อย พร้อมสัญญาณเตือน วิธีป้องกัน และแนวทางรักษา

Bumrungrad International
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...