โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ว่าที่เสือตัวที่ 5 สู่คนป่วยแห่งเอเชีย แรงบีบปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ส.ค. 2568 เวลา 01.42 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2568 เวลา 23.25 น.

เศรษฐกิจไทยที่เคยถูกจับตามองในฐานะ “ว่าที่เสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย” นั้น กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยจนกลายเป็นประเทศที่มีการเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน โดยมี GDP เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีไม่เกิน 2% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพและทำให้ไทยกลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ธนาคารโลกจัดให้ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนารายได้ปานกลางระดับต่ำ (รายได้ต่อหัวเกิน 1,036 ดอลลาร์) เมื่อปี 2531 พร้อมความคาดหวังของไทยที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียต่อจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวันและสิงคโปร์ เพื่อเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ แต่ไทยไปไม่ถึงเมื่อต้องเผชิญวิกฤติการเมืองและวิกฤติเศรษฐกิจในทศวรรษ 1990

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมามีปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจและภาคการผลิตของไทย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการสินค้าของตลาดโลก

ทั้งนี้ มีหลายสาเหตุหลักที่ทำให้ไทยตกอยู่ในสถานการณ์เศรษฐกิจจากว่าที่เสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย มาเป็นคนป่วยของเอเชียในปัจจุบัน ได้แก่

1. การปรับตัวที่ไม่ทันต่อโลก ที่ไทยไม่สามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) ซึ่งกระทบอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่พึ่งพาการผลิตแบบ OEM (รับจ้างผลิต) ทำให้สินค้าหลักถูกทดแทนด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เข้ามาแทนที่รถยนต์สันดาป ทำให้ชิ้นส่วนยานยนต์หลายหมื่นชิ้นที่ไทยผลิตอยู่ต้องหายไป

2. ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ด้วยภาคแรงงานที่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไทยสูญเสียความได้เปรียบด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีค่าแรงและค่าพลังงานที่ถูกกว่า

3. สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ จากการที่ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ขาดแคลนแรงงานวัยทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น

4. ติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง จากการที่ไทยยังคงเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางมานานกว่า 30 ปี และไม่ขยับไปไหนเลยเพราะไทยเป็นประเทศ OEM

ดังนั้น วันนี้ สิ่งที่จะต้องไปถึงประเทศที่มีรายได้สูง คือประมาณ 13,925 ดอลลาร์สต่อหอต่อปี (ประมาณ 490,000 บาทต่อหัวต่อปี) ปัจจุบันรายได้ของคนไทยดีขึ้นจากกว่า 5,000 ดอลลาร์ และอยู่ที่กว่า 6,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 250,000 บาทต่อหัวต่อปี) ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมายประเทศรายได้สูงอยู่

5. ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งของคนไทยสูงถึงกว่า 90% ของ GDP และรวมหนี้นอกระบบแล้วสูงถึง 104% ทำให้กำลังซื้อของประชาชนหายไปอย่างสิ้นเชิง และยังเป็นอุปสรรคต่อการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโต ดังนี้

1. เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม จากการที่ไทยเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เคยผลิตแบบ OEM จะต้องปรับตัวไปสู่ ODM (รับจ้างผลิตพร้อมออกแบบ) และพัฒนาแบรนด์ของตนเองเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า พร้อมกับนำเทคโนโลยี Automation และ AI เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

2. มุ่งสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยรัฐบาลต้องสนับสนุนอุตสาหกรรม New S-Curve ที่เป็นจุดแข็งของประเทศอย่างจริงจัง เช่น อุตสาหกรรม BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งรวมถึงการนำความหลากหลายทางชีวภาพมาต่อยอดเป็นสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และโอกาสใหม่ๆ

3. ปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการ โดยเร่งรื้อถอนกฎหมายที่ล้าสมัยกว่าแสนฉบับ เพื่อลดต้นทุนแฝงและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ

4. แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ รัฐบาลควรหามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ หรือมาตรการ Haircut หนี้ พร้อมกับการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ได้อย่างยั่งยืน

“หากเราไม่เร่งปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านแทนที่จะเป็นผู้ผลิต และอุตสาหกรรมไทยจะไม่เหลืออะไร” นายเกรียงไกร กล่าว

ทั้งนี้ จากการหารือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เสนอมาตรการเพื่อเตรียมความพร้อมในระยะถัดไป อาทิ การปรับเปลี่ยนคู่ค้า และ Supply Chain โลก แบ่งเป็น

1. หาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ทวีปแอฟริกา ที่เป็นตลาดใหญ่ และตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อสูง

2. เร่งเจรจา FTA กับตลาดอื่นๆ เช่น ไทย-EU เพื่อสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการไทย

3. เสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อเอื้อต่อการใช้ Local Content ลดความเสี่ยงภาษี Transshipment และเป็นปัจจัยสำคัญดึงดูด FDI ต่างชาติ

นอกจากนี้ประเทศไทยควรมีแนวทางในการเสริมความสามารถในการแข่งขันใหม่ อาทิ

1. ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะ SMEs ส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มี High value added จาก R&D และนวัตกรรม และยกระดับมาตรฐานสินค้า (Transition)

2. เพิ่ม Productivity ลดต้นทุน โดยอาศัยเทคโนโลยี ยกระดับทักษาะแรงงาน (Up/Re-Skill)

3. กำหนด Priority sectors ที่จะสนับสนุนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ

นอกจากนี้ ไทยต้องจะใช้โอกาสจากนโยบายการค้าสหรัฐในการปรับตัวเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของภาคเอกชน โดยเฉพาะ SMEs ทั้งการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม กำหนด Priority Sectors ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ

รวมทั้งยกระดับกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน และอุตสาหกรรมต้นน้ำเพื่อเพิ่ม local content เพิ่ม Productivity ลดต้นทุน ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม และยกระดับทักษะแรงงานการจ้างงานของแรงงานไทยในประเทศ แรงงานต่างด้าว และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...