โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ไทย-กัมพูชาต้องการฮุบ'แร่ธาตุหายาก' (Rare-earth) ที่ชายแดนไว้ต่อรองกับสหรัฐฯ

The Better

อัพเดต 11 ส.ค. 2568 เวลา 08.15 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2568 เวลา 07.58 น. • THE BETTER

สื่อต่างประเทศในภาษาจีนจำนวนหนึ่งชี้ว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องเส้นพรมแดนหรือปราสาทเก่าๆ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือ 'แร่ธาตุหายาก' (Rare-earth) ที่มีอยู่มากมายในบริเวณจังหวัดพระวิหาร ของกัมพูชา

เช่นสื่อรายหนึ่งชี้ว่า "อาจกล่าวได้ว่าปัญหาในครั้งนี้มีความซับซ้อนมากกว่าครั้งก่อน เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กิจการภายในประเทศและต่างประเทศ และเกมภูมิรัฐศาสตร์ ทำไมน่ะหรือ? ประการแรกคือการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ"

สื่อรายนี้อ้างรายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาปี พ.ศ. 2567 ที่กัมพูชาจัดทำขึ้น "ระบุว่าพื้นที่พิพาทปราสาทพระวิหารไม่ใช่พื้นที่ที่ยากจนและแห้งแล้งแต่อย่างใด เพราะเบื้องล่างมีแร่หายากชนิดหนัก เช่น ดิสโพรเซียมและเซอร์โคเนียม มูลค่ากว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (การประเมินมูลค่านี้ค่อนข้างเกินจริงไปเล็กน้อย เนื่องจากรายงานการสำรวจของไทยประเมินไว้ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)"

(สื่อภาษาจีนอีกแหล่งหนึ่งอ้างว่า จากการสำรวจทางธรณีวิทยาเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหารมีแหล่งแร่หายากคุณภาพสูงอย่างน่าอัศจรรย์ ในพื้นที่ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณแร่หายากมากกว่า 100,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รายงานยังระบุด้วยว่าปริมาณธาตุหายากในพื้นที่สูงถึง 8.7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 2% อย่างมาก พื้นที่นี้อุดมไปด้วยธาตุหายากหนักเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ดิสโพรเซียมและเซอร์โคเนียม"

ทั้งนี้ แร่ธาตุเหล่านี้เป็นวัตถุดิบหลักสำหรับยานยนต์พลังงานใหม่ "และระบบนำวิถีขีปนาวุธ และเป็นเส้นทางชีวิตทางยุทธศาสตร์ที่ชาวอเมริกันใฝ่ฝัน"

ดังนั้น "พวกอเมริกันถึงกับทำเครื่องหมายสถานที่แห่งนี้เป็นสีแดงบนแผนที่ และเขียนรายงานพิเศษอ้างว่าเป็นแหล่งแร่ธาตุสำคัญทางเลือก ด้วยเหตุนี้ ทุนตะวันตกจึงรีบรุดเข้ามาเมื่อได้กลิ่น ซึ่งรวมถึง Toyota และกลุ่ม UMS ของกัมพูชาที่ลงนามในสิทธิการทำเหมืองแต่เพียงผู้เดียว และ BASF ของเยอรมนีที่แอบติดต่อกับกลุ่มบริษัท XXX ของไทย" สื่อดังกล่าวระบุ

และชี้ว่า "กล่าวอีกนัยหนึ่ง ใครก็ตามที่ควบคุมพื้นที่พิพาทปราสาทพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชา จะมีสิทธิ์ในการพัฒนาแร่ธาตุสำคัญเหล่านี้"

บทความนี้ได้วิเคราะห์ปัจจุบัน แร่ธาตุหายากชนิดหนักเป็นแร่ธาตุที่ร้อนแรงที่สุดในโลก จีนได้บีบคั้นตะวันตกด้วยการอาศัยความได้เปรียบในการผูกขาดในการทำเหมืองและแปรรูปแร่ธาตุหายาก

"ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือกัมพูชา ใครก็ตามที่ควบคุมแร่ธาตุหายากในพื้นที่พิพาทปราสาทพระวิหารจะมีอำนาจต่อรองกับสหรัฐอเมริกา" บทความระบุ และเสริมว่าการการใช้สิ่งนี้ต่อรองจะมีน้ำหนักมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทรัมป์ใช้มาตรการภาษีเพื่อโจมตีประเทศต่างๆ "แร่ธาตุหายากจึงเป็นเครื่องมือต่อรองที่สำคัญเกินกว่าที่ไทยและกัมพูชาจะมองข้ามไปได้"

(สื่ออีกแห่งหนึ่งวิเคราะห์ว่า "นับตั้งแต่ทรัมป์เปิดฉากสงครามภาษี จีนและสหรัฐอเมริกาได้ร่วมกันใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าและมาตรการตอบโต้การคว่ำบาตรอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อวันที่ 4 เมษายน ปีนี้ กระทรวงพาณิชย์และสำนักงานศุลกากรจีนได้ประกาศร่วมกันควบคุมการส่งออกธาตุหายากระดับกลางและหนัก 7 ประเภท ได้แก่ ซาแมเรียม แกโดลิเนียม อะลูมิเนียม ดิสโพรเซียม ลูทีเทียม สแกนเดียม และอิตเทรียม นโยบายนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่อย่างรวดเร็วตลอดห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ราคาโลหะหายากต่างๆ พุ่งสูงขึ้นถึง 210% ทำให้โลหะหายากมีมูลค่ามากกว่าทองคำ ด้วยเหตุนี้ แร่หายาก 100,000 ตันจากปราสาทพระวิหารจึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของไทยและกัมพูชา"

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ สื่อดังกล่าวจึงชี้ว่า "เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการต่อรองนี้ ไทยและกัมพูชาจึงต่อสู้กัน"

และตั้งคำถามว่า "วันที่ 28 พฤษภาคม ปีนี้ เกิดเหตุยิงปืนนัดแรกที่ไหน?" คำตอบไม่ชัดนักแต่ก็มีคำบอกใบ้อยู่ที่ กัมพูชาเพิ่งประกาศการค้นพบแร่ธาตุหายากในสามเหลี่ยมมรกต

สื่อนี้ได้ตั้งคำถามว่า "เนื่องจากมีการค้นพบว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารมีทรัพยากรแร่ธาตุหายากมหาศาลและเกี่ยวข้องกับพื้นที่พิพาทที่หลงเหลือจากประวัติศาสตร์ เหตุใดทั้งสองฝ่ายจึงไม่สร้างสันติภาพและร่วมมือกันพัฒนา?"

คำตอบก็คือคือรัฐบาลทั้งสองได้แตกแยกกันอย่างสิ้นเชิงแล้วจากกรณีฮุน เซน เปิเผยคึลิปเสียงของแพทองธาร ชินวัตร โดยที่ต้นเหตุมาจากการที่ฝ่ายไทยทำการกวาดล้างธุรกิจสแกมเมอร์หนักขึ้น อันเป็นแหล่งเงินแหล่งทองของ ฮุน เซน
รายงานโดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo -เจ้าหน้าที่กึ่งทหารกัมพูชายืนเฝ้าปราสาทพระวิหาร ใกล้ชายแดนไทย ในจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางเหนือประมาณ 543 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นบนหน้าผาในช่วงต้นศตวรรษที่ 11 ในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แห่งกัมพูชา ตั้งอยู่บนพื้นที่อันตระการตา (ภาพโดย TANG CHHIN SOTHY / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...