การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุเป็น 8 ส่วน “พระอัฐิ” พระพุทธเจ้าไปอยู่ไหนบ้าง ?
เป็นที่รู้กันว่า หลังพิธีถวายพระเพลิงพุทธสรีระ มีการแบ่งสันปันส่วน “พระอัฐิ” หรือพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าเป็น 8 ส่วน ให้เหล่ากษัตริย์และพระญาติวงศ์นำไปสักการบูชายังแว่นแคว้นของตน เหตุการณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุเป็นอย่างไร และพระธาตุของพระพุทธองค์ไปอยู่ไหนบ้าง ?
พระอัฐิ
ในคัมภีร์ พระปฐมสมโพธิกถาเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ณ สาลวโนทยาน ใกล้เมืองกุสินารา บรรดามัลลกษัตริย์ผู้ปกครองกุสินาราได้อัญเชิญพุทธสรีระไปประดิษฐานที่มกุฏพันธนเจดีย์ภายในเมือง เพื่อประชุมถวายพระเพลิงพุทธสรีระในวันอัฏฐมีบูชา (แรม 8 ค่ำ เดือน 6)
คัมภีร์ข้างต้นรจนาขึ้นในลังกาเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 สันนิษฐานว่าเผยแผ่เข้ามาในบริเวณที่ปัจจุบันคือประเทศไทยราวพุทธศตวรรษที่ 18 ขณะที่พุทธศาสนาลังกาวงศ์รุ่งเรือง คัมภีร์ดั้งเดิมเป็นภาษาบาลี ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367-2394) กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงพระนิพนธ์แปลเป็นไทย ทรงบรรยายเหตุการณ์ตอนถวายพระเพลิงพระบรมศพไว้ ดังนี้
“แลเตโชธาตุบันดาลติดพระเชิงตะกอนขึ้นเองด้วยอานุภาพแห่งเทพยดา ก็ฌาปนาการพระพุทธอสุภสรีกาย กับทั้งคู่ผ้าทั้งหลายอันหุ้มห่อแลพระหีบแลพระเชิงตะกอนทั่วทั้งสิ้น ยังคงเหลือแต่ผ้าคู่หนึ่งซึ่งห่อหุ้มพระสรีรกายชั้นในนั้นผืนหนึ่ง กับผ้าที่หุ้มภายนอกผ้าทั้งนั้นผืนหนึ่ง บมิได้ไหม้ด้วยเพลิง เพื่ออำนาจพระพุทธาธิษฐาน
กับทั้ง ‘พระเขี้ยวแก้ว’ ทั้ง 4 แล ‘พระรากขวัญ’ ทั้ง 2 กับ ‘พระอุณหิศ’ คือพระอัฐิเบื้องบนพระอุตมังคสิโรตม์ พระธาตุทั้ง 7 พระองค์นี้คงเป็นปรกติอยู่ บมิได้ภินทนาเรี่ยราย
แลพระสรีรธาตุทั้งหลายอันเศษนั้นก็แตกฉานภินทนาการเรี่ยราดทั้งสิ้น”
กล่าวคือ เมื่อถวายพระเพลิงเสร็จสิ้นแล้ว ได้ปรากฏพระบรมสารีริกธาตุจำนวนมาก มีลักษณะสัณฐานและพรรณแตกต่างกัน พระบรมสารีริกธาตุจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ
นวิปปกิณหาธาตุเป็นพระบรมสารีริกธาตุหรือพระสรีรธาตุที่ปรากฏอยู่เฉพาะส่วน ไม่แยกกระจัดกระจายไปร่วมกับพระธาตุส่วนอื่น มี 7 องค์ ได้แก่ พระทาฒธาตุ(พระเขี้ยวแก้ว) 4 องค์ พระรากขวัญ(กระดูกไหปลาร้า) 2 องค์ และพระอุณหิศ(กระหม่อม บ้างเรียกพระนลาฏหรือกระดูกหน้าผาก) 1 องค์
วิปปกิณหาธาตุ เป็นพระบรมสารีริกธาตุที่แยกกระจัดกระจายไป มี 3 ขนาด คือขนาดเล็กเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด ขนาดกลางเท่าเมล็ดข้าวสารหัก และขนาดใหญ่ประมาณเมล็ดถั่วเขียวผ่าครึ่ง สัณฐานมี 3 ลักษณะ คือ เหมือนดอกมะลิตูม เหมือนแก้วมุกดา และเหมือนผงทองคำหรือผงอุไร
แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
พุทธประวัติเล่าว่า นวิปปกิณหาธาตุ 7 องค์ ได้ไปประดิษฐานในที่ต่าง ๆ ดังนี้
- พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวา– พระรากขวัญเบื้องขวาพระอินทร์นำไปประดิษฐานที่ จุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
- พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้ายประดิษฐานที่สถูปเมืองกลิงคราษฎร์ (ปัจจุบันเชื่อว่าอยู่ที่วัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา)
- พระเขี้ยวแก้วเบื้องล่างขวา ประดิษฐานอยู่ที่เมืองคันธารราษฎร์
- พระเขี้ยวแก้วเบื้องล่างซ้าย ประดิษฐานอยู่ที่นาคพิภพ
- พระอุณหิศ – พระรากขวัญเบื้องซ้าย ประดิษฐานอยู่ใน ทุสเจดีย์ในพรหมโลก
แต่หนังสือ ตำราพระธาตุบอกว่า พระอุณหิศกับพระรากขวัญเบื้องขวาได้ประดิษฐานอยู่ที่อนุราธปุระ แคว้นสิงหล
ส่วนวิปปกิณหาธาตุที่กระจัดกระจายและมีจำนวนมากนั้น บรรดามัลลกษัตริย์ได้อัญเชิญกลับเข้ามายังนครกุสินารา ประดิษฐานเหนือบัลลังก์ภายใต้เศวตฉัตร แต่เมื่อข่าวพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานและถวายพระเพลิงแพร่ไปถึงแคว้นต่าง ๆ กษัตริย์และพราหมณ์ 7 ดินแดน ที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าอย่างแน่นแฟ้นต่างประสงค์จะได้พระบรมสารีริกธาตุมาสักการบูชา ได้แก่
พระเจ้าอชาตศัตรู แห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ, กษัตริย์ลิจฉวี แห่งกรุงเวสาลี แคว้นวัชชี, กษัตริยศากยะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ, กษัตริย์ถูลิยะ แห่งแคว้นอัลลกัปปะ, กษัตริย์โกลิยะ แห่งแคว้นรามคาม, พราหมณ์แห่งแคว้นเวฏฐทีปกะ และ กษัตริย์มัลละแห่งนครปาวา
ปรากฏว่าฝ่ายมัลลกษัตริย์ปฏิเสธคำขอ กษัตริย์และพราหมณ์ทั้ง 7 ดินแดน จึงยกทัพมาประชิดนครกุสินารา เกือบจะเกิดสงครามชิงพระบรมสารีริกธาตุกันแล้ว แต่ได้พราหมณ์นาม “โทณะ” ซึ่งเป็นอาจารย์ของบรรดากษัตริย์ทั่วชมพูทวีป และเป็นที่เคารพนับถือของกษัตริย์และพราหมณ์ 7 ดินแดน มาช่วยห้ามปรามเหตุวิวาทดังกล่าว ทั้งอาสาเป็นผู้แบ่งพระอัฐิธาตุพระพุทธเจ้าออกเป็น 8 ส่วนเท่า ๆ สำหรับทุกฝ่าย
มีเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยว่า ระหว่างการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ บรรดากษัตริย์และพราหมณ์พากันเศร้าโศกรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ไม่ได้เฝ้าสังเกตตอนโทณพราหมณ์ “ตวงพระธาตุ”พราหมณ์เฒ่าจึงลอบหยิบพระเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวาซ่อนไว้ในผ้าโพกศีรษะ
เมื่อพระอินทร์ทรงทราบด้วยทิพยจักขุญาณ จึงเสด็จลงมาอัญเชิญพระธาตุไปประดิษฐานในสุวรรณโกศ บรรจุในพระจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ดังที่กล่าวไปตอนแรก พอเสร็จสิ้นภารกิจ โทณพราหมณ์ไม่พบพระธาตุที่ตนซุกซ่อน จึงขอเอาทะนานทองที่ใช้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุสถูปไว้สักการบูชาแทน
ฝ่ายกษัตริย์โมริยะแห่งโมรีนครซึ่งทราบข่าวปรินิพพานภายหลัง และขอพระบรมสารีริกธาตุบ้าง ก็ไม่ทันการเสียแล้ว เลยได้เพียงพุทธสรีรางคารที่เป็นเถ้าถ่านจากการถวายพระเพลิงไปสักการะ จึงเป็นอันว่ากษัตริย์และพราหมณ์ได้พระบรมสารีริกธาตุไปก่อพระสถูปบรรจุตามสถานที่ต่าง ๆ ได้แก่
- พระสถูปกรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ส่วนแบ่งของพระเจ้าอชาตศัตรู
- พระสถูปกรุงเวสาลีแคว้นวัชชี ส่วนแบ่งของกษัตริย์ลิจฉวี
- พระสถูปกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ส่วนแบ่งของกษัตริย์ศากยะ
- พระสถูปแคว้นอัลลกัปปะส่วนแบ่งของกษัตริย์ถูลิยะ
- พระสถูปแคว้นรามคามส่วนแบ่งของกษัตริย์โกลิยะ
- พระสถูปแคว้นเวฏฐทีปกะส่วนแบ่งของเวฏฐทีปกพราหมณ์
- พระสถูปนครปาวา ส่วนแบ่งของกษัตริย์มัลละ
- พระสถูปนครกุสินาราส่วนแบ่งของกษัตริย์มัลละ
รวมถึงพระสถูปที่สร้างขึ้นโดยเกี่ยวเนื่องกับการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ 2 แห่ง คือ พระสถูปโมรีนคร บรรจุพุทธสรีรางคาร และพระสถูปบรรจุทะนานทองที่นครกุสินารานั่นเอง
สถูปทั้ง 8 แห่งนับเป็นเจดียสถานซึ่งสร้างบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเป็นครั้งแรกในพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เพราะล้วนเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง มิใช่ดินแดน “เหนือโลก” เหนือการรับรู้ของมนุษย์ทั่วไปอย่างสวรรค์ นาคพิภพ หรือพรหมโลก
อ่านเพิ่มเติม :
- สถานที่ “ปรินิพพาน” ของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง
- วันอัฏฐมีบูชา ความศรัทธาก่อนการสูญสิ้นใน “ปฐมสมโพธิกถา”
- “งานพระบรมศพของพระพุทธเจ้า” เป็นอย่างไร จัดถึง 6 วัน?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
กรมศิลปากร. (2559). พระบรมสารีริกธาตุ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.
พุทธรักษา. การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ. มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2552. จาก https://www.dhammahome.com/webboard/topic11263.html
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 กันยายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุเป็น 8 ส่วน “พระอัฐิ” พระพุทธเจ้าไปอยู่ไหนบ้าง ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com