โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เม พรีมายา เปิดใจเจ็บ! ถูกเพื่อนหักหลัง ฮุบคลินิกกำไร 50 ล้านต่อเดือน

อีจัน

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 14.34 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2568 เวลา 06.14 น. • อีจัน

เม พรีมายา” เปิดใจ ปมถูกโกง เพื่อนฮุบธุรกิจคลินิก กำไรเดือนละ 50 ล้าน ทำไมยอมปิดบริษัท รับเป็นบทเรียนราคาแพง

รายการโหนกระแส

เมเล่าว่า ธุรกิจนี้เธอมีส่วนร่วมก่อตั้งกับเพื่อนที่รู้จักกันผ่านโซเชียล โดยตอนนั้นเป็นช่วงที่เธอกำลังโด่งดัง จึงถูกชักชวนให้เปิด “คลินิก” ร่วมกันในฐานะผู้ถือหุ้น 4 คน ได้แก่ เม 30% คุณญา (นามสมมุติ) 30% และคุณหมออีก 2 ท่าน ถือหุ้น 30% และ 10% ตามลำดับ โดยคนทีาได้เข้ามาชักชวนคือ คุณญา

ต่อมาธุรกิจเติบโตขึ้น จึงปรับโครงสร้างใหม่ แบ่งหุ้นเท่ากันคนละ 25% จากเดิมเปิดเพียง 1 สาขา ก็ขยายเพิ่มเป็น 3 สาขา ก่อนจะเหลือเพียง 2 สาขา เนื่องจากผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้า แต่ก็ยังถือว่ามีกำไรตั้งแต่วันแรกที่เปิดกิจการ

รายการโหนกระแส

อย่างไรก็ตาม กระแสดราม่าที่เกิดขึ้นกับเม ทั้งคดีความและเสียงวิจารณ์จากสังคม ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียงของคลินิก หุ้นส่วนจึงยื่นหนังสือขอให้ถอดถอนชื่อเธอออกจากบริษัท เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เมเปิดใจว่า ช่วงเวลานั้นชีวิตเหมือนพังทลาย ธุรกิจหลายแห่งที่เธอมีส่วนร่วมต้องถอยตัวออกมาเช่นกัน เพื่อให้กิจการเดินหน้าต่อได้โดยไม่ติดตัวเธอ พร้อมยอมรับว่าเรื่องนี้คือ “บทเรียนราคาแพง” ที่ไม่คาดคิดว่าจะย้อนมาทำร้ายตัวเองเช่นนี้

รายการโหนกระแส

หลังจากมรสุมชีวิตถาโถม เมจำใจต้องถอดถอนหุ้นออก และนำหุ้นที่ถืออยู่ฝากแบ่งเท่า ๆ กันให้กับหุ้นส่วนทั้ง 3 คน กระทั่งเมื่อคดีความสิ้นสุด เธอจึงกลับไปขอถือหุ้นคืนเหมือนเดิม

แต่ทางหุ้นส่วนกลับยื่นเงื่อนไขมา 2 ทางเลือก —

  • รับหุ้นคืน 25% เท่าเดิม แต่ต้องทำงานโดยห้ามออกหน้า
  • รับหุ้น 12.5% เพื่อรับเพียงเงินปันผลอย่างเดียว

เมและสามี “แซ็ก” ตัดสินใจเลือกข้อแรก เพื่อรักษาสัดส่วน 25% และกลับเข้ามาทำงานตามเงื่อนไข แต่ไม่นานก็มีเงื่อนไขใหม่เพิ่มขึ้นว่า หากเปิดสาขาใหม่ เมและแซ็กจะไม่มีสิทธิ์มีส่วนร่วมในสาขาเหล่านั้น

ทั้งที่ในความเป็นจริง แผนเปิด 3 สาขาใหม่ เป็นแผนการเติบโตที่วางไว้ตั้งแต่ต้น และในช่วงที่เมฝากหุ้นไว้ เธอยังคงช่วยงานอยู่ตลอด ทั้งควักเงินออกค่าซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ดูแลค่าใช้จ่าย รวมถึงเลี้ยงพนักงานอีกด้วย

เมื่อกลับเข้ามา เมจึงตัดสินใจใช้ “ชื่อน้องสาว” แทนตนเองในการถือหุ้น เพราะทางหุ้นส่วนไม่ไว้ใจที่จะใช้ชื่อของ เม อีกต่อไป ประกอบกับหุ้นส่วนทั้ง 3 เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น และไม่ต้องการให้ชื่อของเมเข้ามามีบทบาทเหมือนเดิมอีกแล้ว

จนวันที่ทราบเรื่องสาขาใหม่ เมยอมรับว่ารู้สึกไม่แฟร์อย่างมาก เพราะสาขาเหล่านั้นก็ใช้ทีมพนักงานชุดเดียวกันกับบริษัทเดิม (บริษัท M) แต่กลับไปตั้งบริษัทใหม่ (บริษัท D) โดยที่เมจะไม่ได้รับส่วนแบ่งใด ๆ จากสาขาใหม่เลย

รายการโหนกระแส

เมื่อเมทราบเรื่องการเปิดบริษัทใหม่ จึงตัดสินใจนัดหุ้นส่วนเข้าประชุม เพื่อเคลียร์กันอย่างตรงไปตรงมาว่าจะ “แบ่งการจ่ายเงินอย่างไร” เนื่องจากทั้งสองบริษัทใช้พนักงานและทรัพยากรร่วมกัน แต่กลับถูกแยกเป็นสองนิติบุคคล การพูดคุยวันนั้นไม่สามารถหาข้อสรุปได้ และจบลงด้วยบรรยากาศที่ไม่ดีนัก

ต่อมา เมได้รับหลักฐานจากลูกค้าที่มาใช้บริการ พบว่ามีการโอนเงินจองเข้าบัญชี บริษัท M แต่เมื่อถึงวันที่เข้ารับบริการจริง กลับมีการโอนยอดใหญ่เข้าบัญชี บริษัท D แทน ทั้งที่ค่าใช้จ่ายด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นฝ่ายบริษัท M ที่ลงทุนทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น เมยังถูกจำกัดสิทธิ์ ไม่สามารถเข้าถึงบัญชีของบริษัทได้ และถูกตัดออกจากกลุ่มสื่อสารภายในทุกช่องทาง ทำให้แทบไม่มีอำนาจใด ๆ ในการรับรู้หรือบริหารจัดการอีกต่อไป

รายการโหนกระแส

หลังจากที่เมถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าถึงเอกสารและการบริหารในบริษัท จึงส่งเรื่องขอตรวจสอบบัญชีตามกำหนดนัดหมาย แต่กลับไม่ได้รับอนุญาต แถมยังถูกแจ้งความ จนตำรวจบุกมาจับในข้อหาบุกรุก ทั้งที่เธอเป็นผู้ถือหุ้นโดยชอบธรรมและมีสิทธิ์เข้าบริษัทได้ เมจึงนำเอกสารยืนยันให้ตำรวจดู จนเจ้าหน้าที่ต้องปล่อยกลับไป แต่ในวันเดียวกันกลับถูกแจ้งเพิ่มอีก 2 ข้อหา คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และหมิ่นประมาท

เมเผยว่า ตลอดการตรวจสอบยังพบความไม่โปร่งใส มีหลักฐานชัดเจนว่าเงินจากบริษัท M ถูกโยกไปใช้จ่ายกับบริษัท D ซึ่งตั้งขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อคลินิกเดียวกัน แต่ไม่แบ่งผลประโยชน์กลับมาให้บริษัท M อีกทั้งยังพบว่า บริษัท D เปิดสาขาให้บริการลูกค้าโดยที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

ในรายการ “โหนกระแส” เมได้โต้แย้งทุกประเด็นที่ฝั่งบริษัท D ชี้แจง ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างเรื่องการปิดสาขาเพราะชื่อเสียงเมเสื่อมเสีย ซึ่งไม่จริง เพราะสาขาถูกปิดไปก่อนหน้าดราม่าแล้ว รวมถึงการใช้ชื่อเสียงและทรัพย์สินของบริษัท M ไปผูกกับบริษัท D ที่เมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

สิ่งที่เมย้ำชัด คือ ประเด็นหลักที่ต้องการความกระจ่าง ได้แก่

  • การกลับเข้ามาถือหุ้น ทำไมถูกบังคับให้เลือกภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม
  • การถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าถึงข้อมูลและบัญชีบริษัท
  • เหตุผลที่ถูกแจ้งข้อหาบุกรุก ทั้งที่เป็นผู้ถือหุ้นโดยชอบธรรม
  • การโยกเงินจากบริษัท M ไปใช้ในบริษัท D
  • การปิดกิจการโดยไม่แจ้งผู้ถือหุ้น ซึ่งผิดตามขั้นตอนทางกฎหมาย
  • การเปิดสาขาของบริษัท D โดยไม่มีใบอนุญาต
  • การนำชื่อเสียงและทรัพย์สินของบริษัท M ไปใช้โดยไม่โปร่งใส

เมบอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอพยายามเจรจากับผู้ถือหุ้นทั้ง 3 ฝ่ายอย่างสันติ ไม่เคยได้รับข้อมูลบัญชี ไม่เคยได้รับการตอบรับมาตลอดกว่า 1 ปี แม้จะเสนอทางออกหลายครั้ง ทั้งการขายหุ้นหรือการซื้อหุ้นต่อ แต่กลับไม่ได้รับการตกลง กลับถูกยื่นเรื่องปิดบริษัทโดยไม่แจ้งเธอรับรู้ เหมือนเป็นการบีบให้ออกไปเอง

“วันนี้สิ่งที่เมต้องการไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือ ‘ความยุติธรรม’ ในฐานะผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง หากจะมีเมหรือไม่ในธุรกิจ มันก็ควรแฟร์กับเราที่สุด”

เธอทิ้งท้ายว่า ตัวเองยังพร้อมจะเจรจา เพื่อให้เรื่องจบลงด้วยข้อตกลงที่เป็นธรรม แต่หากไม่เป็นไปตามนั้น เรื่องนี้ก็อาจต้องเดินเข้าสู่เส้นทางกฎหมาย พร้อมยืนยันว่า “มีหลักฐานจริงทุกอย่าง” และขอบคุณกำลังใจที่ส่งเข้ามา

“สุดท้าย ไม่รู้เรื่องนี้จะจบอย่างไร แต่สิ่งที่เมอยากได้จริง ๆ คือการปิดฉากทั้งหมดอย่างเป็นธรรมที่สุด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...