ยุคอินฟลูฯ Red Ocean 'XiaoHongShu-Lemon8' โอกาสใหม่ของครีเอเตอร์
1-2 ปีที่ผ่านมา ใคร ๆ ก็ผันตัวเป็น KOLs หรือ “อินฟลูเอนเซอร์” ทั้งแบบฟูลไทม์และพาร์ตไทม์ ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ในปีนี้ กลายเป็นน่านน้ำสีเลือด (Red Ocean) ที่ต้องขับเคี่ยวกันอย่างหนัก เพื่อช่วงชิง “เวลา” ในการรับชมคอนเทนต์ที่มีอยู่เท่าเดิม และเป็นตัวเลือกแรก ๆ ในการจ้างงานของแบรนด์
ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ยังสะเทือนฐานที่มั่นของครีเอเตอร์ที่เป็น “คน” จนนำไปสู่วาทกรรม “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” ที่กลายเป็นประเด็นร้อน และถกเถียงกันอย่างดุเดือดบนโลกโซเชียล
“อวสานอินฟลูฯ” จริงไหม ?
“สุวิตา จรัญวงศ์” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจ้างงานอินฟลูเอนเซอร์มองว่า อุตสาหกรรมอินฟลูเอนเซอร์ยังห่างไกลกับคำว่า “อวสาน” แต่ต้องยอมรับว่ามีกลุ่มที่เสี่ยงอยู่ คือ “ครีเอเตอร์สายไลฟ์ขายของ” เพราะมี AI Avatar ที่สามารถไลฟ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่ต้องพักเข้ามาทำงานแทนแล้ว
แต่สำหรับคอนเทนต์ประเภท “รีวิว” ยังต้องการความน่าเชื่อถือของมนุษย์ ยิ่งเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น “คน” ยิ่งต้องการรับสารจาก “มนุษย์-เนื้อแท้” (Authenticity) ส่งผลให้การทำ Branding via Creators ที่ไม่ใช่แค่การสร้างความแตกต่าง แต่ต้องบอกเล่าอย่างมี “Human Connection” กลายเป็นเทรนด์สำคัญของปีนี้อีกด้วย
จากข้อมูลสถิติ Influencer Economy Worldwide บนเว็บไซต์ Statista.com ระบุด้วยว่า มูลค่าตลาดครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลก มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20-30% ต่อปี โดยในปี 2024 มีมูลค่าอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (7.7 แสนล้านบาท) และในปี 2025 มีโอกาสแตะ 3.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ล้านล้านบาท)
“ภาพรวมของอุตสาหกรรมอินฟลูเอนเซอร์ยังคงเติบโต แต่ปีนี้เจอความท้าทายอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการมีบทบาทของ AI หรือแม้แต่การเข้ามาของหน้าใหม่ ซึ่งต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ที่คนเทิร์นเป็นครีเอเตอร์แบบฟูลไทม์มากที่สุด รวมถึงยังมีผลพวงจากการเลย์ออฟ หรือเกษียณก่อนเวลาที่เร่งให้คนต้องรีบหาอาชีพใหม่ ซึ่งการเป็นครีเอเตอร์ก็เป็นทางเลือกที่คนรู้สึกว่าง่ายที่สุด ทำให้ในปีนี้เห็นครีเอเตอร์วัย 40-50 ปี เข้ามาเยอะเป็นพิเศษ”
แบรนด์เข้มจ่าย “อินฟลูฯ”
“สุวิตา” กล่าวต่อว่า ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แบรนด์ยังรัดเข็มขัดเรื่องการใช้จ่ายกับอินฟลูเอนเซอร์อย่างเข้มข้น และมีวิธีการลงเงินที่ต่างไปจากเดิม เช่น จากที่เคยจ้างอินฟลูเอนเซอร์ทำ 2 คลิป คลิปละ 10,000 บาท ก็เปลี่ยนมาเป็น “ซื้อขาด” 1 คลิป ราคา 30,000 บาท แล้ว “ใช้ซ้ำ” (Repurpose) ยิงแอดวนไปเรื่อย ๆ แทน
ที่สำคัญ แบรนด์ไม่ได้มองเรื่อง “จำนวนผู้ติดตาม” เป็นปัจจัยสำคัญในการจ้างงานอีกแล้ว แต่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคผ่านอินฟลูเอนเซอร์ “สายเฉพาะ” (Subculture) ที่อาจมีผู้ติดตามไม่เยอะ แต่ฐานแฟนเหนียวแน่น ต่างจากเมื่อก่อนที่แบรนด์ต้องการร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน เพราะช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ให้ “โก้” ขึ้น
“ทิศทางในการใช้เงินของแบรนด์ที่เปลี่ยนไป ทำให้เทลสกอร์ที่มีอีกขาเป็นเอเยนซี่ต้องปรับตัวตามไปด้วย เช่น แบรนด์สามารถจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระดับ Macro (ผู้ติดตามหลักแสนถึงหลักล้าน) ได้โดยตรง เราก็ไปโฟกัสที่การรวมกองทัพ Nano และ Micro (ผู้ติดตามหลักพันถึงหลักหมื่น) มาเสิร์ฟให้ หรือถ้าแบรนด์อยากทำกิจกรรม อีเวนต์ และเวิร์กช็อป เราก็ช่วยทำให้แม้จะไม่ใช่โฟกัสหลักก็ตาม”
เจาะสาย “อินฟลูฯ” มาแรง
สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่มาแรงมาก ๆ ในช่วงนี้จะล้อไปกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสายสัตว์เลี้ยง (Pets) ที่ยังมีเม็ดเงินเข้ามาเป็นจำนวนมาก สอดคล้องกับพฤติกรรมที่คนเลือกที่จะเลี้ยงสัตว์แทนการมีลูก หรือสาย Longevity ก็มาแรงมากขึ้น เพราะคนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และการมีชีวิตวัยเกษียณแบบอยู่ดีมีสุข
นอกจากนี้ กลุ่มครีเอเตอร์ LGBTQ+ ในบริบทของ Rainbow Economy ยังกลายเป็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะสะท้อนถึงการเปิดกว้าง และการยอมรับความหลากหลายของสังคม ซึ่งแบรนด์ที่ร่วมงานกับครีเอเตอร์กลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ทั้งเชิงธุรกิจ และการสร้าง Emotional Bonding กับผู้บริโภค Gen Z และ Millennials ด้วย
ส่วนสายอื่น ๆ ที่อยู่มานาน แต่ยังมีความสำคัญมาก ๆ ก็เช่น สายท่องเที่ยว (Tourism) และความงาม (Beauty) จำเป็นต้องปรับตัว สร้างความหลากหลาย และใส่ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อให้คอนเทนต์เกิดความแปลกใหม่ เพราะถ้ายังทำแบบเดิมไปเรื่อย ๆ มีโอกาสโดนคัดออกจากตลาดสูงมาก
“XiaoHongShu” น่านน้ำใหม่
ในฝั่งแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในหมู่ครีเอเตอร์ “สุวิตา” บอกว่า TikTok ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ YouTube โดดเด่นเรื่อง Long-form Content และเข้ามาลุยตลาด Social Commerce จริงจัง ส่วน Instagram เหมาะกับคอนเทนต์ “Trend Setter” โดยเฉพาะคอนเทนต์ประเภท Story ที่สร้าง Engagement ได้สูง
สำหรับแพลตฟอร์มใหม่ที่น่าจับตา และถือเป็นน่านน้ำใหม่ของครีเอเตอร์ คือ 1.XiaoHongShu ที่แม้จะอยู่ในระยะ Early Stage แต่มาแรงมาก ๆ โดยกลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงในจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มักใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อหารีวิวเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว และที่พัก
“ปัจจัยที่ทำให้ XiaoHongShu ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้ต่างชาติ เพราะแพลตฟอร์มมีคอนเทนต์ผสมทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ถือว่าใช้งานง่ายกว่าแพลตฟอร์มจีนอื่น ๆ เช่น โต่วอิน (Douyin) เป็นต้น”
อันดับ 2.คือ Lemon8 แพลตฟอร์มเน้นคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ ที่รวมผู้ใช้ Gen Z เป็นจำนวนมาก แม้ครีเอเตอร์แต่ละคนจะมีฐานผู้ติดตามไม่เยอะ แต่แบรนด์ให้ความสนใจ เพราะเป็นศูนย์รวมของคนที่สนใจเรื่องต่าง ๆ จริง ๆ ทำให้ในปีนี้ เทลสกอร์ตัดสินใจแตกกิ่งของ Lemon8 ออกมาโดยเฉพาะ เพราะเป็นที่ต้องการของแบรนด์มาก
“สัดส่วนของของครีเอเตอร์ Lemon8 ที่อยู่กับเรายังน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ แต่เริ่มเห็นการเติบโตที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ”
ผู้บริหาร Tellscore ทิ้งท้ายด้วยว่า ครีเอเตอร์ยุคนี้ต้องเปิดใจในการสร้างรายได้หลาย ๆ ทาง และต้องเริ่มคิดถึงการส่งคอนเทนต์ออกไปนอกประเทศ โดยเริ่มสร้างคอนเทนต์ภาษาอังกฤษ หรือจีน เพื่อเปิดน่านน้ำใหม่ ๆ ให้กับตนเอง เพราะขณะนี้เป็นยุคของ Cross-Border ที่ทุกอย่างข้ามพรมแดนถึงกันหมดแล้ว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยุคอินฟลูฯ Red Ocean ‘XiaoHongShu-Lemon8’ โอกาสใหม่ของครีเอเตอร์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net