จับโป๊ะ! พนง.ธนาคารสาว จองคิว-จองเงิน 24 ล้าน พบเอี่ยวแก๊งคอลฯ
ความผิดปกติของพนักงานสาวธนาคารแห่งหนึ่ง เพียง 3 วันเตรียมเงินสดรวม 24 ล้านบาท รอให้ลูกค้าเพิ่งเปิดบัญชีใหม่ ถอนออกจากสาขาของธนาคาร จึงประสานชุดสืบนครบาลช่วยตรวจสอบกระทั่งพบว่าพัวพันบัญชีม้าแก๊งคอลเซนเตอร์
ช่วงเดือนสิงหาคม 2568 พนักงานธนาคารแห่งหนึ่งได้บอกเล่าพฤติการณ์ของพนักงานสาวคนหนึ่งที่มีความอาวุโสในสาขาของธนาคาร ไม่ได้มีหน้าที่ในการรับฝากถอนเงินสด แต่บอกให้พนักงานคนอื่นคอยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าบางคนในการถอนเงินสด รวมถึงคำพูดบางประโยคที่ทำให้พนักงานธนาคารสาขาเดียวกันเอะใจ
อีกทั้งความผิดปกติของลูกค้าที่เพิ่งเปิดบัญชีใหม่ ยืนรอขอถอนเงินสดออกบัญชีทันทีหลังจากมีเงินโอนเข้ามาในบัญชี รวมทั้งพนักงานธนาคารที่มีความอาวุโส มีการจัดคิวและจองเงินไว้ 3 ครั้ง จำนวน 24 ล้านบาท เพื่อรอลูกค้าถอนเงินสดจากบัญชี
ธนาคารจึงสงสัยพฤติการณ์ของพนักงานธนาคารคนนี้ จึงประสาน จึงประสาน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. , พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม , พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. ตรวจสอบพฤติการณ์ต้องสงสัยโดยธนาคารให้ความร่วมมือในการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน
“การสืบสวนพบพนักงานธนาคารบางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยพบความผิดปกติจากการจองเงินสดจำนวนมากเพื่อรอให้บุคคลมาถอนเงิน ตำรวจจึงเข้าตรวจสอบสืบสวนสอบสวนจากบัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ กระทั่งทราบบัญชีม้านิติบุคคลที่มีเชื่อมโยงกัน อีกทั้งทางธนาคารได้ให้พนักงานธนาคารคนนี้ออกจากงานแล้ว ทั้งนี้พนักงานไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่ได้ผลประโยชน์รูปแบบอื่น เช่น การรับประทานอาหารในร้านหรูหรือของใช้แบรนด์เนม” พล.ต.ต.โชติวัฒน์ ระบุ
จากการสืบสวนสอบสวนของชุดสืบนครบาล และ บก.น.4 ยังพบว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้มีรายชื่อเป็นหุ้นส่วนในหลายบริษัท สลับตำแหน่งกันระหว่างนิติบุคคลต่าง ๆ รวมถึงมีการ จดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 1 วัน ก่อนนำไปใช้เปิดบัญชีธนาคาร และมักจะทดสอบการทำงานของบัญชีด้วยการโอนเงินจำนวนน้อยไปยังบัญชีมูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศลที่อยู่ในกระแส เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
เมื่อพบว่าบัญชีสามารถรับและโอนเงินได้ตามปกติ กลุ่มผู้ต้องหาจะใช้บัญชีเหล่านี้ในการรับเงินจากการหลอกลวงประชาชน ทั้งในรูปแบบ การข่มขู่ให้โอนเงิน หลอกลงทุน หรือหลอกให้ร่วมธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้ทำหน้าที่ถอนเงินและผู้ควบคุมผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง
ข้อมูลในระบบรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (TPO) พบว่ามีคดีที่เกี่ยวข้องกับบัญชีนิติบุคคลทั่วประเทศรวม 291 เรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 160 ล้านบาท โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครพบ 16 เรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 39 ล้านบาท
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานว่า ปัจจุบันสามารถจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ได้ง่าย หากทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยตรวจสอบเพียงเอกสารเบื้องต้น ทำให้ขบวนการมิจฉาชีพฉวยโอกาสเปิดบริษัทม้าเป็นจำนวนมาก โดยขณะนี้พบว่ามีบริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดในประเทศไทยกว่า 800,000 แห่ง และกว่า 60% ของบริษัทที่จดทะเบียนออนไลน์อาจเข้าข่ายเป็น บัญชีม้า
ชุดสืบนครบาล จึงย้ำเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการทำธุรกรรมกับนิติบุคคลที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่ หรือมีที่ตั้งไม่ชัดเจน เช่น บ้านร้างหรืออาคารไม่มีผู้อยู่อาศัย รวมถึงควรตรวจสอบข้อมูลบริษัทเบื้องต้นได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD Data Warehouse เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ยังคงเคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชายแดนไทย.