พลังประชารัฐ “แตกตัว–ตกขบวน” พรรคเฉพาะกิจสู่ทางรอดสุดท้าย
พลังแห่งอดีตที่เริ่มสลาย – พรรคเฉพาะกิจในภาวะ “แตกตัว”
พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เคยเป็น “เครื่องจักรอำนาจ” ที่ขับเคลื่อนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการเลือกตั้งปี 2562 ด้วยเสียง ส.ส. เขตกว่า 90 ที่นั่ง และบทบาทหัวขบวนกลุ่มอำนาจอนุรักษ์นิยมในระบบการเมืองไทย แต่เพียงไม่ถึง 6 ปี ความยิ่งใหญ่ที่เคยมีค่อยๆ สูญสลายจนกลายเป็นเพียง “พรรคเฉพาะกิจ”ที่รอวันสรุปชะตากรรมในศึกเลือกตั้งปี 2569
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ “บิ๊กป้อม” ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค แม้จะมีข่าวลือหนาหูเรื่องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งถูกจับตามองว่าเป็นตัวเต็งคนใหม่ ปฏิเสธชัดเจนว่า พล.อ.ประวิตรยังคงเป็นผู้นำ
แต่ขณะเดียวกัน พรรคก็เตรียมจัดประชุมใหญ่เพื่อปรับทิศทาง โดยมีรายงานว่าอาจผลักดันให้ พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็น “ประธานที่ปรึกษาพรรค” และเปิดทางให้คนรุ่นใหม่อย่าง “ตรีนุช–ภัครธรณ์” เข้ามาบริหารแทน
แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่สามารถหยุดยั้งกระแส “ไหลออก” ของสมาชิกพรรคได้ ภายหลังการประกาศแน่ชัดของรัฐบาลนายกฯอนุทินว่าจะยุบสภาไม่เกินเดือนมกราคม 2569 สมาชิก พปชร. ต่างพากันแยกย้ายออกจากพรรค “ราวเขื่อนแตก” จากเดิมที่เคยมี ส.ส. 40 คน เหลือไม่ถึง 10 คนในทางพฤตินัย หลายกลุ่มเลือกย้ายไปพรรคที่มั่นคงกว่า ขณะที่บางส่วนตั้งพรรคใหม่เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งด้วยตนเอง
ในเชิงโครงสร้าง พรรค พปชร. ยังคงมีสำนักงานพรรค แต่ขาดการจัดทัพเชิงยุทธศาสตร์ ไม่มีแกนนำระดับจังหวัดคุมพื้นที่เหมือนอดีต ขณะเดียวกัน ฐานเสียงภาคกลาง–อีสานที่เคยเป็นจุดแข็งถูกดูดซับโดยพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง “บิ๊กป้อม” ต้องรับแรงเสียดทานจากทั้งภายนอกและภายใน ขณะที่ภาวะผู้นำทางการเมืองก็ถูกตั้งคำถามว่า “ยังแข็งแรงพอหรือไม่” ในห้วงสุดท้ายก่อนศึกเลือกตั้ง หรือไม่
การเมืองย้ายขั้ว – พลังดูดใหม่ของภูมิใจไทยและกล้าธรรม
การย้ายพรรคของนักการเมืองระดับแกนนำสะท้อนการเปลี่ยนขั้วอำนาจอย่างชัดเจน “กลุ่มภาคเหนือ–อีสาน” ที่เคยอยู่ในมุ้งของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เคลื่อนย้ายออกไปตั้ง “พรรคกล้าธรรม” เพื่อสร้างพรรคทางเลือกของคนกลาง–อนุรักษ์สายใหม่ โดยดึงอดีต ส.ส. พปชร. เช่น สุรชาติ ศรีบุศกร และนิโรธ สุนทรเลขา เข้ามาเป็นทีมแกนนำ ร.อ.ธรรมนัสเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครกว่า 15 คน พร้อมประกาศจะส่งครบเกือบทุกเขตทั่วประเทศ ใช้กลยุทธ์ “ผู้ใหญ่หนุนหลัง–คนท้องถิ่นนำ”
เวลาเดียวกัน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กลายเป็นจุดหมายใหม่ของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ โดยเฉพาะตระกูลรัตนเศรษฐ แห่งนครราชสีมา ที่ส่งสัญญาณชัดเจนด้วยการไปร่วมงานวันเกิด “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่ภูมิใจไทย และเตรียมสมัครเป็นสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ ขณะที่กลุ่มมะขามหวานของนายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีคลัง และลูกชาย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีสาธารณสุข ได้ย้ายเข้าสังกัดพรรคเดียวกันแล้ว
ทิศทางการเมืองลักษณะนี้ทำให้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็น “ศูนย์กลางดูดกำลัง” แทน พปชร. ในอดีต ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายอนุรักษ์จาก “พลังเครือข่ายบิ๊กป้อม” ไปสู่ “เครือข่ายเนวิน–อนุทิน” ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ พล.อ.ประวิตรในฐานะผู้นำพรรคที่ไม่อยู่ในรัฐบาล จึงกลายเป็นผู้เล่นที่ถูกจำกัดบทบาทในเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่พรรคกล้าธรรมกลายเป็นพรรคตัวแปรทางการเมืองใหม่ ที่อาจดึงคะแนนเสียงจากฐานอนุรักษ์เดิมของ พปชร.
แม้พล.อ.ประวิตรจะยืนยันว่า พรรค พปชร. ยังมีเป้าหมายจะส่งผู้สมัคร “เฉพาะเขตชัวร์” เพื่อรักษาฐานเดิมและเก็บคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้ได้อย่างน้อย 60 ที่นั่ง แต่ในความเป็นจริง ศักยภาพของพรรคลดลงอย่างมาก การขาดแกนนำระดับภูมิภาคทำให้โอกาสชนะในพื้นที่สำคัญ เช่น ภาคตะวันออกและภาคกลางตอนบน เหลือเพียงไม่กี่เขตที่มี “ตรีนุช–ขวัญเรือน เทียนทอง” เป็นแกนนำหลักเท่านั้น
ทางรอดหรือทางร่วง – พรรคเฉพาะกิจหลังยุคบิ๊กป้อม
เมื่อพลังประชารัฐเข้าสู่ปีที่ 7 ของการก่อตั้ง พรรคเริ่มถูกนิยามว่าเป็น “พรรคเฉพาะกิจ” ที่เกิดขึ้นจากพันธมิตรทางอำนาจมากกว่าความเชื่อทางการเมือง การอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับ “บารมีส่วนตัว” ของ พล.อ.ประวิตร มากกว่าการจัดองค์กร พรรคไม่มีฐานมวลชนแบบพรรคเพื่อไทย ไม่มีเครือข่ายเศรษฐกิจ–ชุมชนแบบภูมิใจไทย และไม่มีพลังสื่อสารกับคนรุ่นใหม่เหมือนก้าวไกล
ภายในพรรค พปชร. พยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่โดยเน้นนโยบายเชิงเศรษฐกิจ เช่น “ค่าแรงขั้นต่ำ 425 บาท” เพื่อสื่อสารว่าพรรคยังยืนข้างประชาชน แต่เสียงสะท้อนจากพื้นที่กลับไม่มั่นใจในความพร้อมทางนโยบายและการเงินของพรรค นักวิชาการการเมืองหลายรายชี้ว่า พปชร. กำลังกลายเป็น “พรรคดาวตก” ที่ค่อยๆ หายไปจากสมรภูมิการเมือง เหมือนพรรคชาติพัฒนาในอดีต ที่เหลือเพียงเครือข่ายท้องถิ่นเล็กๆ
สิ่งที่น่าจับตาคืออนาคตหลังการเลือกตั้ง หากพรรค พปชร. ได้ที่นั่งน้อยกว่า 10 ที่นั่ง บทบาทของพรรคจะถูกกลืนโดยพรรคใหญ่ ขณะที่ พล.อ.ประวิตรอาจเลือกวางมือทางการเมืองอย่างเป็นทางการและรับบท “ผู้ให้คำปรึกษาทางยุทธศาสตร์” ในพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ มีการคาดการณ์ว่าหากภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พปชร. อาจเข้าร่วมเพื่อรักษาอิทธิพลในระดับหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติ พรรคอาจไม่มีน้ำหนักต่อรองทางการเมืองเหลืออยู่
ทางรอดของพลังประชารัฐอาจอยู่ที่การ “ยกเครื่องใหม่ทั้งระบบ” เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามามีบทบาท หากยังใช้โครงสร้างอำนาจแบบเดิม พรรคอาจเหลือเพียงชื่อในบัญชีเลือกตั้งปี 2569 และหายไปจากสารบบการเมืองไทยหลังจากนั้น บทเรียนของ พปชร. จึงเป็นเครื่องสะท้อนความจริงว่า พรรคที่ตั้งขึ้นด้วยอำนาจรัฐ หากขาดรากฐานมวลชน ย่อมอยู่ได้ไม่นานเมื่อสูญเสียอำนาจกลาง
พลังประชารัฐในวันนี้ไม่ใช่พรรคใหญ่ที่เคยกุมอำนาจรัฐอีกต่อไป แต่คือพรรคเฉพาะกิจที่กำลังเผชิญวาระสุดท้ายทางการเมือง หากไม่เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและผู้นำ รุ่นใหม่จะกลืนพรรคเก่าจนหมดสิ้น