มุมมองที่เติบโตของ ‘RM’ แห่งวง BTS ต่อความเท่าเทียมทางเพศ ที่พยายามเรียนรู้และเข้าใจ ‘ผู้หญิง’ แม้เคยพลาดจากเพลงในอดีตที่เข้าข่าย Misogyny แต่ก็ไม่หยุดปรับปรุงและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
“ความจริงที่เขายอมรับอย่างเปิดเผยว่า ‘ผู้หญิง’ ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางสังคมนั้น เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มาก เพราะผู้ชายเกาหลีส่วนมากที่ฉันเห็นๆ มาเขาไม่ยอมรับสิ่งนี้กันหรอก” นี่คือหนึ่งในคอมเมนต์ของผู้หญิงเกาหลีต่อมุมมองของ‘RM’ หรือ‘นัมจุน’ ลีดเดอร์แห่งวง BTS หลังจากที่เขาได้ออกมาไลฟ์พูดคุยกับแฟนๆ ให้หายคิดถึงในช่วงวันหยุดชูซอก ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่นัมจุนเลือกหยิบยกมาพูดถึงคือแรงกดดันทางสังคมเกี่ยวกับเรื่อง ‘การแต่งงาน’ ที่ผู้หญิงเจอกันอย่างเข้มข้น จนไลฟ์บน Weverse ครั้งนี้ กลายเป็นไลฟ์สุดฮีลใจที่ไม่ใช่แค่สาวเกาหลีที่ปลื้มในความคิดเขา และออกมาบอกว่า “ความคิดของเขาเหมือนกับฉันเป๊ะๆ นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะพูดมาตลอด” หรือ “ฉันโคตรรีเลตกับสิ่งนี้” หรือ “ฉันไม่เคยเห็นคนดังชายคนไหนออกมาพูดแบบนี้มาก่อนเลย (พูดในทางที่ดี และนี่เป็นแค่มาตรฐานของฉันนะ)” แต่ยังรวมถึงแฟนๆ ผู้หญิงในอีกหลายๆ ประเทศที่ชื่นชอบในทัศนคติของเขา
เรื่องที่น่าสังเกตคือ การที่ผู้หญิงเกาหลีหลายคนบอกว่าพวกเธอแทบไม่เห็นผู้ชายในชีวิตจริงที่มีทัศนคติแบบนี้ นั่นทำให้ความคิดความอ่านของนัมจุนกลายเป็นความพิเศษหรือบางคนมองเขาว่าเป็นผู้ชาย ‘แรร์ๆ’ ในประเทศ แม้ในความจริงเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศ ควรจะเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญกันโดยปกติ ซึ่งก็สะท้อนภาพสังคมชายเป็นใหญ่ที่ผู้หญิงเกาหลียังต้องเจออยู่ทุกวันนี้ไปกลายๆ ถึงอย่างนั้นการที่เขาเป็นอีกหนึ่งคนดังชายไม่กี่คนที่ใช้เสียงของตัวเองพูดประเด็นความเท่าเทียมทางเพศต่อสาธารณะ นับว่าเป็นเรื่องน่าชื่นชมจริงๆ เมื่อเสียงของเขาได้สร้างอิมแพคต์อะไรหลายๆ อย่างให้กับทั้งคนที่ติดตามหลักหลายล้านและสังคมโดยรอบได้ไม่มากก็น้อยแน่นอน
โดยในไลฟ์ดังกล่าว นัมจุนได้พูดถึงตัวเองในวัย 32 ปี ที่หากเจอคนที่ใช่ ในจังหวะที่ใช่ เขาก็อาจจะแต่งงานก็ได้ หรืออีกแบบก็จะใช้ชีวิตคนเดียวแบบนี้ก็ได้เหมือนกัน เพราะ “ผมคิดว่ามันไม่มีคำตอบว่าอันไหนถูกแบบตายตัว” และเสริมว่า “ทุกวันนี้ผู้คนเผชิญแรงกดดันว่าต้อง ‘แต่งงาน’ และมีแง่มุมต่างๆ ที่ทำให้เราต้องเก็บเรื่องนี้ไปพิจารณา โดยเฉพาะกับ ‘ผู้หญิง’ ซึ่งได้รับแรงกดดันจากสังคมและสื่อ ไม่ว่าจะเรื่องการมีลูก และเรื่องอื่นๆ ผมอยากให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้กันนะครับ”
“ผมว่านั่นมันไม่ใช่คำตอบที่ถูกนะ ถ้าใครสักคนจะรับมือต่อความเหงาไม่ได้เลยเลือกจะแต่งงาน การแต่งงานมันจะช่วยแก้ไขตรงนั้นได้จริงเหรอครับ? เพราะว่าแต่งงานกันไปแล้ว เราก็อาจมีบางเวลาที่อยากอยู่คนเดียว และคนเราก็มีความไม่แน่นอน ดังนั้นผมว่าเราสามารถอยู่คนเดียวได้ หรือจะเลือกอยู่กับใครสักคนก็ได้เหมือนกัน แต่ถ้าจะแต่งงานเพื่อหลีกหนีภัยความเหงา…ผมไม่ชัวร์แฮะ” ถือเป็นมุมมองที่มีความเป็นมนุษย์ไม่น้อย เมื่อโลกทุกวันนี้ในบางครั้งก็กดดันให้เรามีคู่ การอยู่คนเดียวกลายเป็นเรื่องที่ดูน่าเศร้า ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะโสดหรือมีคู่ก็เป็นช้อยส์ที่เลือกได้ คนเรามีความสบายใจต่างกัน และบางคนอาจต้องใช้เวลาในการ ‘เลือก’ คนที่เราสบายใจที่สุด เพราะบางครั้งเลือกเพราะความเหงา ก็อาจไม่เวิร์กเสมอไป
เขายังพูดถึงการมีลูกด้วยว่า “เลี้ยงตัวเองว่าเหนื่อยแล้วนะครับ ผมจะไปรับผิดชอบชีวิตใหม่ที่ต้องอยู่บนโลกนี้อีกยังไงดี?” ซึ่งก็ย้ำว่า “ในเกาหลีเนี่ย ผมคิดว่าคนเจนฯ เรา เริ่มจากคนเกิดปี 1990s น่าจะเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่มองการแต่งงานเป็นทางเลือกแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนควรได้ดำเนินชีวิตในแบบของตัวเอง” ทำให้มีเหล่าเนติเชนเข้ามาเห็นด้วย เช่น “ใช่เลย แค่ดูแลตัวเองก็ยากพอแล้ว การแต่งงานมีลูกยิ่งยากขึ้นไปอีก” / “การแต่งงานแค่เพราะเหงานี่อันตรายมากเลยอะ” / "ผู้คนไม่เข้าใจแม้แต่ตัวเอง แต่พวกเขากลับแต่งงานและมีลูก…แน่นอนว่ามันจบลงด้วยความยากลำบาก” / “การแต่งงานไม่ได้อยู่ในลิสต์ที่ฉันจะเลือกด้วยซ้ำ ดังนั้นปล่อยให้ฉันใช้ชีวิตของตัวเองเถอะ”
ถึงอย่างนั้นนัมจุนก็ย้ำว่าแต่ละคนมีประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน คนแต่งงานแล้วก็มีประสบการณ์ของตัวเอง คนโสดก็มีประสบการณ์ของตัวเอง ทั้งหมดก็เป็นแค่ประสบการณ์ที่แต่ละคนเจอ ทำให้เราอาจจะไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกกันและกันได้อย่างถ่องแท้ แต่เราเลือก ‘เคารพ’ กันได้
มีคอมเมนต์บางส่วนที่เกิดขึ้นหลังจากไลฟ์นี้ที่เราคิดว่า บ่งบอกถึงการเติบโตทางความคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศของนัมจุนได้ดี เพราะแม้ในวันนี้เขาจะพยายามเรียนรู้และเข้าใจ ‘ผู้หญิง’ แต่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เคยผิดพลาดหรือไม่เข้าใจ ทว่าเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนเราสามารถ ‘ปรับปรุง’ เพื่อเป็นตัวเองที่ดีขึ้นได้ โดยคอมเมนต์ชื่นชมเขาได้แก่ “หลังจากเกิดประเด็นใหญ่เกี่ยวกับเนื้อเพลงในอดีตของเขา ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับประเด็นผู้หญิง และแม้กระทั่งปรึกษาอาจารย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง เห็นได้ชัดว่าความคิดของเขามันโตขึ้นมาก” หรือ “RM เคยทำให้ผิดหวังมากๆ เพราะประเด็นเนื้อเพลงในอดีต แต่ยิ่งเห็นเขาบ่อยๆ ฉันก็รู้สึกว่าเขาเติบโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่พร้อมพัฒนาและเรียนรู้”
โดยหากย้อนไปช่วง 10 ปีที่แล้ว เนื้อเพลงในเพลง Joke, Converse High และ War of Hormone ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ามองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศและยังเข้าข่าย Misogyny หรือ มีความเกลียดชังในผู้หญิง ซึ่งทำให้แฟนๆ บางส่วนผิดหวังเป็นอย่างมาก และ Bighit Entertainment ก็ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับความผิดพลาดและขอโทษต่อสาธารณชน เมื่อเวลาผ่านไปตัวนัมจุนได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดตรงนั้นและแก้ไขมันให้ดีขึ้น อย่างในปี 2021 หลังจากที่ BTS ได้ไปกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ และเปิดคอนเสิร์ตกลาง UN เขาก็ได้ให้สัมภาษณ์กับ ABC News ถึงเรื่อง Gender Equality ที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ UN ขับเคลื่อน
เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ส่วนตัวแล้ว ผมถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับความเกลียดชังผู้หญิงในปี 2015 และ 2016 ซึ่งนำไปสู่การที่ผมได้ให้อาจารย์ด้านสตรีศึกษาช่วยรีวิวเนื้อเพลงต่างๆ ของผม ประสบการณ์ครั้งนั้นเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้หันกลับมาทบทวนตัวเองและตั้งคำถามต่อว่ากำลังไม่สนใจในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศอยู่หรือเปล่า ซึ่งผมต้องการให้ความสนใจ เรียนรู้ และพัฒนาในท็อปปิกนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ”
นอกจากนี้ในหนังสือ Beyond the Story: 10-Year Record of BTS ที่วางขายในปี 2023 เขาก็ยังพูดถึงประเด็นนี้ไว้ในนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งล้วนเป็นการยอมรับความผิดพลาดของตัวเองอย่างแท้จริงเพื่อที่จะเดินหน้าไปต่อ ซึ่งเขาก็ได้ ‘ขอบคุณ’ ความผิดพลาดนั้นที่ทำให้เขาโตมาเป็นเขาในวันนี้ ดังคำกล่าว “เพราะผมถูกวิจารณ์ตั้งแต่เนิ่นๆ ผมเลยรับรู้ปัญหาของผมได้เร็ว”
“ผมได้รับคอมเมนต์และคำวิจารณ์เกี่ยวกับเนื้อแร็พที่ผมเขียน ในช่วงเวลานั้นมีเหตุการณ์ฆาตกรรมที่สถานีกังนัมด้วย ดังนั้นจากมุมมองของผู้หญิง ผมคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่น แต่ผมต้อง speak out ในเรื่องนี้ให้มากยิ่งขึ้น มีคนที่ผมรู้จักคนหนึ่งกล่าวว่า ถ้าเราเรียกสถานการณ์ความเท่าเทียมว่า ‘0’ ขณะที่ความอยุติธรรมบนโลกนี้มีอยู่ ‘+10’ คนที่เผชิญความไม่ยุติธรรมจริงๆ ก็คงไม่มีทางเลือกนอกจากเน้นย้ำถึงการ ‘-10’ ไม่ใช่แค่ ‘0’ เพื่อให้เราไปถึงความเท่าเทียม คำพูดนี้มันเข้าไปอยู่ในใจผมจริงๆ”
RM ในวันนี้กลายเป็นไอดอลชายและลีดเดอร์คนเก่งแห่ง BTS ที่แฟนๆ รักและชื่นชมในมุมมองที่กล้าสวนทางความคิดตามขนบของผู้ชายในประเทศบางส่วน แม้เขาจะเคยล้มเรื่องเพศแต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าคนเราจะไม่สามารถเรียนรู้และพัฒนาความคิดของตัวเองให้ดีขึ้นได้ ซึ่งในวันนี้เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะยังไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศได้จริงๆ ท่ามกลางการกดดันให้ผู้หญิงต้องมีลูก เป็นแม่บ้าน หรือกระทั่งข่าวความรุนแรงทางเพศ และความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ยังมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในประเทศ ที่หากคนทุกเพศ คนทุกตำแหน่งทางสังคม ค่อยๆ ช่วยกันตระหนักรู้และผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา เราจะสร้างสังคมที่เป็นมิตรได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เกาหลีใต้ แต่เราหมายถึงทุกประเทศและทุกสังคมที่กำลังเกิดปัญหาต่างๆ อยู่เช่นกัน
อ้างอิง:
https://www.chosun.com/english/kpop-culture-en/2025/10/06/4Z36AZS7LNDLBB3CAXCB2A3BRQ/
https://weverse.io/bts/live/3-211177347
https://www.koreaboo.com/news/bts-rm-comments-marriage-childbirth-trigger-intense-reactions/
https://youtu.be/NWwPyY7OHig?si=FZy1QCMAXcT0zcWo
บทความต้นฉบับได้ที่ : มุมมองที่เติบโตของ ‘RM’ แห่งวง BTS ต่อความเท่าเทียมทางเพศ ที่พยายามเรียนรู้และเข้าใจ ‘ผู้หญิง’ แม้เคยพลาดจากเพลงในอดีตที่เข้าข่าย Misogyny แต่ก็ไม่หยุดปรับปรุงและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
- มุมมองที่เติบโตของ ‘RM’ แห่งวง BTS ต่อความเท่าเทียมทางเพศ ที่พยายามเรียนรู้และเข้าใจ ‘ผู้หญิง’ แม้เคยพลาดจากเพลงในอดีตที่เข้าข่าย Misogyny แต่ก็ไม่หยุดปรับปรุงและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
- เกาหลีเหนือดำเนินคดีกับผู้หญิงที่เสริมหน้าอก โทษฐาน “กระทำตนฟุ้งเฟ้อและส่งเสริมทุนนิยมซึ่งขัดต่อวิถีของผู้หญิงภายใต้ระบอบสังคมนิยม”
- “เห็นแก่ตัว” วาทกรรมที่มาพร้อมน้ำท่วมทุกๆ ปี เมื่อคนเหนือน้ำไม่อยากจมนาน คนท้ายน้ำก็ไม่อยากรับน้ำต่อ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com