โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรณีศึกษา “นักร้องสดชื่น” ไลฟ์สดปักตะกร้า 4 วัน 200 กว่าล้านต้องเสียภาษีเท่าไหร่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ต.ค. 2568 เวลา 14.42 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2568 เวลา 07.13 น.

ในช่วง 4 วันที่ผ่านบนแพลตฟอร์ม “Tiktok” เกิดปรากฏการณ์ไลฟ์สดสะเทือนวงการ ไลฟ์คอมเมิร์ซ เมื่อ “นักร้องสดชื่น” ไลฟ์สดรับจ้างปักตะกร้าเรท 50,000บาทต่อ 1 พันออเดอร์ แค่ 4 วันเม็ดเงินสะพัดไปแล้วกว่า 264 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือจากตัวเลขนี้จริงๆแล้ว “นักร้องสดชื่น” รับทรัพย์เข้ากระเป๋าเท่าไหร่และต้องเสียภาษีเท่าไหร่?? กันแน่

จากปรากฏการณ์ไลฟ์สดขายของของ “นักร้องสดชื่น” ที่สุดปังจนเหล่าดารา นักร้อง อินฟลูเอเซอร์เจ้าของแบรนด์ตั้งแต่ตัวท็อปของวงการไปจนถึงแบรนด์น้องใหม่จ่อคิวจ้างและเข้ามาแจมหน้าไลฟ์อย่างคึกคักตลอด 4 วันที่ผ่านมาผ่านแพลตฟอร์ม Tiktok

“การเงินธนาคาร” รวบรวมตัวเลขยอดขายรวมตั้งแต่วันที่ 9-12 ตุลาคม 2568 หรือ ยอดรวมถึงเช้าวันที่ 13 ตุลาคม ทะลุ 263 - 264 ล้านบาท (เป็นยอดรวมของสินค้าทั้งหมดที่ขายได้ในไลฟ์) ดังนี้:

  • วันที่ 1 (9 ต.ค.): ประมาณ 24 ล้านบาท
  • วันที่ 2 (10 ต.ค.): ประมาณ 33 ล้านบาท
  • วันที่ 3 (11 ต.ค.): ประมาณ 80 ล้านบาท
  • วันที่ 4 (12 ต.ค. - เช้า 13 ต.ค.): ประมาณ 126 ล้านบาท

ทั้งนี้คาดการณ์ว่ารายได้เข้ากระเป๋า “นักร้องสดชื่น” โดยประมาณมากกว่า 50 ล้านบาท (รายได้ส่วนนี้มาจากการรับค่าจ้างไลฟ์สด หรือส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขายตามที่ตกลงกับเจ้าของแบรนด์ต่างๆ ซึ่งคิดค่าไลฟ์ในอัตรา 50,000 บาทต่อ 1,000 ออเดอร์)

ตัวอย่างค่าจ้าง/ส่วนแบ่ง: กรณีไลฟ์ขายผลิตภัณฑ์ของ “พิธีกรชื่อดัง” ที่ทำยอดขายได้ 19 ล้านบาท “นักร้องสดชื่น” ได้รับค่าจ้าง 3 ล้านบาท

ในส่วนของ "ภาษีที่ต้องเสีย" เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและไม่มีตัวเลขที่แน่นอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เนื่องจาก:

1. รายได้ที่ต้องนำมาคิดภาษี: คือ รายได้สุทธิ ของ“นักร้องสดชื่น” (ไม่ใช่ยอดขายรวม 260 กว่าล้านบาท) ซึ่งหมายถึงเงินที่ได้รับจริงจากการไลฟ์ (เช่น ค่าจ้าง, ส่วนแบ่งกำไร) หักลบด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ตามจริงและตามที่กฎหมายกำหนด

2. ประเภทภาษี: รายได้จากการรับจ้างไลฟ์สดหรือส่วนแบ่งกำไร ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  • หาก “นักร้องสดชื่น” จัดตั้งเป็นบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก็จะต้องเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล ด้วย

เนื่องจากรายได้ส่วนตัวมากกว่า 50 ล้านบาท ตามที่คาดการณ์จะถือว่าอยู่ในอัตราภาษีสูงสุดของประเทศไทย คือ 35% สำหรับบุคคลธรรมดา (หากไม่มีการหักลดหย่อนหรือค่าใช้จ่ายใดๆ) แต่การคำนวณจริงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ของกรมสรรพากร

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น การเงินธนาคารจะยกเป็น "เคสตัวอย่างจำลอง" โดย Gemini AI เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เฉพาะรายได้จากการไลฟ์สด 4 วัน โดยใช้ตัวเลขรายได้สุทธิ ที่“นักร้องสดชื่น” ได้รับจริง (มากกว่า 50 ล้านบาท ตามที่คาดการณ์) โดยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะใช้แบบขั้นบันได และสูงสุดที่ 35% (สำหรับผู้ที่มีเงินได้สุทธิเกิน 5,000,000 บาทต่อปี)

สมมติฐาน:

1. รายได้พึงประเมิน (เงินได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย/ลดหย่อน): ใช้ตัวเลขรายได้ที่เข้ากระเป๋า“นักร้องสดชื่น”โดยประมาณจากข่าว คือ 50,000,000 บาท (ห้าสิบล้านบาท)

2. ประเภทเงินได้: ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) คือเงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ หรือการอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้

3. ค่าใช้จ่าย: หากเป็นเงินได้ 40(8) จะเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ ตามจริง หรือ หักแบบเหมา 60% (ส่วนใหญ่การไลฟ์สดขายของมักจะใช้หักเหมา 60% หรือตามจริงหากมีค่าใช้จ่ายสูง) ในที่นี้จะเลือกการหักเหมา 60%

4. ค่าลดหย่อน: เพื่อให้เป็นเคสเฉพาะ จะไม่รวม เงินได้และค่าลดหย่อนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยื่นภาษีประจำปี (เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนคู่สมรส, บุตร, ประกันชีวิต ฯลฯ) เพื่อให้การคำนวณสะท้อน "เงินได้จากไลฟ์ 4 วัน" มากที่สุด

ดังนั้นจากการคาดการณ์ “นักร้องสดชื่น” มีรายได้ที่เข้ากระเป๋าจากการไลฟ์สด 4 วัน มากกว่า 50 ล้านบาท ใช้ตัวเลขสมมติที่ 50,000,000 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สมมติฐาน: ใช้การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% สำหรับเงินได้ประเภทนี้ และไม่นำค่าลดหย่อนอื่นมาพิจารณา (เพื่อดูภาษีจากเงินก้อนนี้เท่านั้น)

1. การคำนวณเงินได้สุทธิ:

  • รายได้รวม: 50,000,000 บาท
  • หักค่าใช้จ่ายเหมา 60%: 50,000,000×60%=30,000,000 บาท
  • เงินได้สุทธิ (เพื่อคำนวณภาษี): 50,000,000−30,000,000=20,000,000 บาท

2. การคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า:

  • เงินได้สุทธิ 20,000,000 บาท จะถูกนำไปคำนวณภาษีตามขั้นบันได
  • ภาษีสำหรับช่วง 0 ถึง 5,000,000 บาท (รวมทุกขั้น) คือ 1,265,000 บาท
  • ภาษีสำหรับส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท (ส่วนที่เหลือ 20,000,000−5,000,000=15,000,000 บาท) คำนวณในอัตรา 35% คือ 15,000,000×35%=5,250,000 บาท

3. ภาษีที่ต้องจ่ายโดยประมาณ:

  • ภาษีรวม = 1,265,000+5,250,000
  • ดังนั้น ภาษีที่ต้องจ่ายโดยประมาณจากรายได้ก้อนนี้คือ 6,515,000 บาท (หกล้านห้าแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท)

เคสตัวอย่างจำลองการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

อย่างไรก็ดีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล จะแตกต่างจากบุคคลธรรมดาอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากต้องพิจารณาว่าบริษัทเข้าเกณฑ์ SME หรือไม่ และต้องทราบ กำไรสุทธิทางภาษี ของบริษัท

ทั้งนี้พบว่า “นักร้องสดชื่น” มีบริษัทที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง ซึ่งธุรกิจไลฟ์สดขายของมักจะดำเนินการผ่านบริษัทเพื่อความโปร่งใสและประโยชน์ทางภาษี ดังนั้นหากตั้ง เคสตัวอย่างจำลอง การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ 50 ล้านบาท ดังนี้

สมมติฐาน:

1. รายได้ที่บริษัทได้รับ: 50,000,000 บาท (สมมติว่าเป็นรายได้ทั้งหมดที่เข้าบริษัทจากไลฟ์สดก้อนนี้)

2. สถานะบริษัท: สมมติว่าบริษัทเข้าเกณฑ์ SME ตามกฎหมายภาษี (ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30 ล้านบาท)

3. กำไรสุทธิทางภาษี: ในทางบัญชี บริษัทต้องนำรายได้ 50 ล้านบาท หักด้วย ค่าใช้จ่ายจริง ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ (เช่น ต้นทุนสินค้า, ค่าจ้างทีมงาน, ค่าโฆษณา, ค่าเสื่อมราคา ฯลฯ)

ในกรณีนี้ เนื่องจากรายได้รวมเกิน 30 ล้านบาทต่อปี บริษัทจึงไม่เข้าเกณฑ์ SME ในเรื่องรายได้ แต่หากรายได้ 50 ล้านบาทนี้ทำให้รายได้รวมทั้งปีเกิน 30 ล้านบาทไปแล้ว ก็จะถือเป็นนิติบุคคลทั่วไปและจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีแบบ SME และจะต้องเสียภาษีใน อัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิตั้งแต่บาทแรก

ดังนั้นจากการสมมติให้รายได้ที่เข้าบริษัทจากไลฟ์สดคือ 50,000,000 บาท และสมมติให้ภายหลังหัก ค่าใช้จ่ายจริง ของบริษัทแล้วเหลือเป็น กำไรสุทธิทางภาษี 20,000,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายโดยประมาณใช้สูตรคำนวน :

  • ภาษีที่ต้องจ่าย = กำไรสุทธิ × อัตราภาษี
  • ภาษีที่ต้องจ่าย = 20,000,000×20%
  • ภาษีที่ต้องจ่ายโดยประมาณ จากกำไรก้อนนี้คือ 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาทถ้วน)

สรุป

หาก “นักร้องสดชื่น” มีรายได้จากการไลฟ์สด 4 วัน 50 ล้านบาท และเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% เงินได้สุทธิ ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีคือ 20 ล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องเสียโดยประมาณ เฉพาะจากรายได้ก้อนนี้ คือ 6,515,000 บาท (หกล้านห้าแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท)

แต่การจัดตั้งบริษัทจะทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายลดลงอย่างมาก โดยภาษีที่ต้องจ่ายภายใต้เงื่อนไขนิติบุคคลโดยประมาณจากกำไรก้อนนี้คือ 4,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังไม่รวมภาษีที่ต้องจ่ายอีกครั้งหากบริษัทมีการจ่ายเงินกำไรส่วนนี้ออกมาในรูปของ "เงินปันผล" ให้แก่เจ้าของ

โดย กองบรรณาธิการ การเงินธนาคาร

หมายเหตุ: ข้อมูลยอดขายและรายได้อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่เผยแพร่ในช่วงวันที่ 13 ตุลาคม 2568

ข้อจำกัด: ตัวเลขนี้เป็นเพียงการประมาณการและสมมติฐานเพื่อเป็นเคสตัวอย่างเท่านั้น การคำนวณภาษีจริงจะต้องรวมเงินได้ทั้งหมดของปี (ทั้งจากงานในวงการ, ดอกเบี้ย, ปันผล, ฯลฯ) และหักค่าลดหย่อนส่วนตัวทั้งหมดตามสิทธิ์ (ซึ่งจะทำให้เงินได้สุทธิลดลงและภาษีที่ต้องจ่ายจริงแตกต่างไปจากตัวเลขนี้)

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...