กรณีศึกษา “นักร้องสดชื่น” ไลฟ์สดปักตะกร้า 4 วัน 200 กว่าล้านต้องเสียภาษีเท่าไหร่
ในช่วง 4 วันที่ผ่านบนแพลตฟอร์ม “Tiktok” เกิดปรากฏการณ์ไลฟ์สดสะเทือนวงการ ไลฟ์คอมเมิร์ซ เมื่อ “นักร้องสดชื่น” ไลฟ์สดรับจ้างปักตะกร้าเรท 50,000บาทต่อ 1 พันออเดอร์ แค่ 4 วันเม็ดเงินสะพัดไปแล้วกว่า 264 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือจากตัวเลขนี้จริงๆแล้ว “นักร้องสดชื่น” รับทรัพย์เข้ากระเป๋าเท่าไหร่และต้องเสียภาษีเท่าไหร่?? กันแน่
จากปรากฏการณ์ไลฟ์สดขายของของ “นักร้องสดชื่น” ที่สุดปังจนเหล่าดารา นักร้อง อินฟลูเอเซอร์เจ้าของแบรนด์ตั้งแต่ตัวท็อปของวงการไปจนถึงแบรนด์น้องใหม่จ่อคิวจ้างและเข้ามาแจมหน้าไลฟ์อย่างคึกคักตลอด 4 วันที่ผ่านมาผ่านแพลตฟอร์ม Tiktok
“การเงินธนาคาร” รวบรวมตัวเลขยอดขายรวมตั้งแต่วันที่ 9-12 ตุลาคม 2568 หรือ ยอดรวมถึงเช้าวันที่ 13 ตุลาคม ทะลุ 263 - 264 ล้านบาท (เป็นยอดรวมของสินค้าทั้งหมดที่ขายได้ในไลฟ์) ดังนี้:
- วันที่ 1 (9 ต.ค.): ประมาณ 24 ล้านบาท
- วันที่ 2 (10 ต.ค.): ประมาณ 33 ล้านบาท
- วันที่ 3 (11 ต.ค.): ประมาณ 80 ล้านบาท
- วันที่ 4 (12 ต.ค. - เช้า 13 ต.ค.): ประมาณ 126 ล้านบาท
ทั้งนี้คาดการณ์ว่ารายได้เข้ากระเป๋า “นักร้องสดชื่น” โดยประมาณมากกว่า 50 ล้านบาท (รายได้ส่วนนี้มาจากการรับค่าจ้างไลฟ์สด หรือส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขายตามที่ตกลงกับเจ้าของแบรนด์ต่างๆ ซึ่งคิดค่าไลฟ์ในอัตรา 50,000 บาทต่อ 1,000 ออเดอร์)
ตัวอย่างค่าจ้าง/ส่วนแบ่ง: กรณีไลฟ์ขายผลิตภัณฑ์ของ “พิธีกรชื่อดัง” ที่ทำยอดขายได้ 19 ล้านบาท “นักร้องสดชื่น” ได้รับค่าจ้าง 3 ล้านบาท
ในส่วนของ "ภาษีที่ต้องเสีย" เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและไม่มีตัวเลขที่แน่นอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เนื่องจาก:
1. รายได้ที่ต้องนำมาคิดภาษี: คือ รายได้สุทธิ ของ“นักร้องสดชื่น” (ไม่ใช่ยอดขายรวม 260 กว่าล้านบาท) ซึ่งหมายถึงเงินที่ได้รับจริงจากการไลฟ์ (เช่น ค่าจ้าง, ส่วนแบ่งกำไร) หักลบด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ตามจริงและตามที่กฎหมายกำหนด
2. ประเภทภาษี: รายได้จากการรับจ้างไลฟ์สดหรือส่วนแบ่งกำไร ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- หาก “นักร้องสดชื่น” จัดตั้งเป็นบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก็จะต้องเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล ด้วย
เนื่องจากรายได้ส่วนตัวมากกว่า 50 ล้านบาท ตามที่คาดการณ์จะถือว่าอยู่ในอัตราภาษีสูงสุดของประเทศไทย คือ 35% สำหรับบุคคลธรรมดา (หากไม่มีการหักลดหย่อนหรือค่าใช้จ่ายใดๆ) แต่การคำนวณจริงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ของกรมสรรพากร
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น การเงินธนาคารจะยกเป็น "เคสตัวอย่างจำลอง" โดย Gemini AI เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เฉพาะรายได้จากการไลฟ์สด 4 วัน โดยใช้ตัวเลขรายได้สุทธิ ที่“นักร้องสดชื่น” ได้รับจริง (มากกว่า 50 ล้านบาท ตามที่คาดการณ์) โดยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะใช้แบบขั้นบันได และสูงสุดที่ 35% (สำหรับผู้ที่มีเงินได้สุทธิเกิน 5,000,000 บาทต่อปี)
สมมติฐาน:
1. รายได้พึงประเมิน (เงินได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย/ลดหย่อน): ใช้ตัวเลขรายได้ที่เข้ากระเป๋า“นักร้องสดชื่น”โดยประมาณจากข่าว คือ 50,000,000 บาท (ห้าสิบล้านบาท)
2. ประเภทเงินได้: ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) คือเงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ หรือการอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้
3. ค่าใช้จ่าย: หากเป็นเงินได้ 40(8) จะเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ ตามจริง หรือ หักแบบเหมา 60% (ส่วนใหญ่การไลฟ์สดขายของมักจะใช้หักเหมา 60% หรือตามจริงหากมีค่าใช้จ่ายสูง) ในที่นี้จะเลือกการหักเหมา 60%
4. ค่าลดหย่อน: เพื่อให้เป็นเคสเฉพาะ จะไม่รวม เงินได้และค่าลดหย่อนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยื่นภาษีประจำปี (เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนคู่สมรส, บุตร, ประกันชีวิต ฯลฯ) เพื่อให้การคำนวณสะท้อน "เงินได้จากไลฟ์ 4 วัน" มากที่สุด
ดังนั้นจากการคาดการณ์ “นักร้องสดชื่น” มีรายได้ที่เข้ากระเป๋าจากการไลฟ์สด 4 วัน มากกว่า 50 ล้านบาท ใช้ตัวเลขสมมติที่ 50,000,000 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สมมติฐาน: ใช้การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% สำหรับเงินได้ประเภทนี้ และไม่นำค่าลดหย่อนอื่นมาพิจารณา (เพื่อดูภาษีจากเงินก้อนนี้เท่านั้น)
1. การคำนวณเงินได้สุทธิ:
- รายได้รวม: 50,000,000 บาท
- หักค่าใช้จ่ายเหมา 60%: 50,000,000×60%=30,000,000 บาท
- เงินได้สุทธิ (เพื่อคำนวณภาษี): 50,000,000−30,000,000=20,000,000 บาท
2. การคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า:
- เงินได้สุทธิ 20,000,000 บาท จะถูกนำไปคำนวณภาษีตามขั้นบันได
- ภาษีสำหรับช่วง 0 ถึง 5,000,000 บาท (รวมทุกขั้น) คือ 1,265,000 บาท
- ภาษีสำหรับส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท (ส่วนที่เหลือ 20,000,000−5,000,000=15,000,000 บาท) คำนวณในอัตรา 35% คือ 15,000,000×35%=5,250,000 บาท
3. ภาษีที่ต้องจ่ายโดยประมาณ:
- ภาษีรวม = 1,265,000+5,250,000
- ดังนั้น ภาษีที่ต้องจ่ายโดยประมาณจากรายได้ก้อนนี้คือ 6,515,000 บาท (หกล้านห้าแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท)
เคสตัวอย่างจำลองการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล
อย่างไรก็ดีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล จะแตกต่างจากบุคคลธรรมดาอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากต้องพิจารณาว่าบริษัทเข้าเกณฑ์ SME หรือไม่ และต้องทราบ กำไรสุทธิทางภาษี ของบริษัท
ทั้งนี้พบว่า “นักร้องสดชื่น” มีบริษัทที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง ซึ่งธุรกิจไลฟ์สดขายของมักจะดำเนินการผ่านบริษัทเพื่อความโปร่งใสและประโยชน์ทางภาษี ดังนั้นหากตั้ง เคสตัวอย่างจำลอง การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ 50 ล้านบาท ดังนี้
สมมติฐาน:
1. รายได้ที่บริษัทได้รับ: 50,000,000 บาท (สมมติว่าเป็นรายได้ทั้งหมดที่เข้าบริษัทจากไลฟ์สดก้อนนี้)
2. สถานะบริษัท: สมมติว่าบริษัทเข้าเกณฑ์ SME ตามกฎหมายภาษี (ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30 ล้านบาท)
3. กำไรสุทธิทางภาษี: ในทางบัญชี บริษัทต้องนำรายได้ 50 ล้านบาท หักด้วย ค่าใช้จ่ายจริง ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ (เช่น ต้นทุนสินค้า, ค่าจ้างทีมงาน, ค่าโฆษณา, ค่าเสื่อมราคา ฯลฯ)
ในกรณีนี้ เนื่องจากรายได้รวมเกิน 30 ล้านบาทต่อปี บริษัทจึงไม่เข้าเกณฑ์ SME ในเรื่องรายได้ แต่หากรายได้ 50 ล้านบาทนี้ทำให้รายได้รวมทั้งปีเกิน 30 ล้านบาทไปแล้ว ก็จะถือเป็นนิติบุคคลทั่วไปและจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีแบบ SME และจะต้องเสียภาษีใน อัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิตั้งแต่บาทแรก
ดังนั้นจากการสมมติให้รายได้ที่เข้าบริษัทจากไลฟ์สดคือ 50,000,000 บาท และสมมติให้ภายหลังหัก ค่าใช้จ่ายจริง ของบริษัทแล้วเหลือเป็น กำไรสุทธิทางภาษี 20,000,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายโดยประมาณใช้สูตรคำนวน :
- ภาษีที่ต้องจ่าย = กำไรสุทธิ × อัตราภาษี
- ภาษีที่ต้องจ่าย = 20,000,000×20%
- ภาษีที่ต้องจ่ายโดยประมาณ จากกำไรก้อนนี้คือ 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาทถ้วน)
สรุป
หาก “นักร้องสดชื่น” มีรายได้จากการไลฟ์สด 4 วัน 50 ล้านบาท และเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% เงินได้สุทธิ ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีคือ 20 ล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องเสียโดยประมาณ เฉพาะจากรายได้ก้อนนี้ คือ 6,515,000 บาท (หกล้านห้าแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท)
แต่การจัดตั้งบริษัทจะทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายลดลงอย่างมาก โดยภาษีที่ต้องจ่ายภายใต้เงื่อนไขนิติบุคคลโดยประมาณจากกำไรก้อนนี้คือ 4,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังไม่รวมภาษีที่ต้องจ่ายอีกครั้งหากบริษัทมีการจ่ายเงินกำไรส่วนนี้ออกมาในรูปของ "เงินปันผล" ให้แก่เจ้าของ
โดย กองบรรณาธิการ การเงินธนาคาร
หมายเหตุ: ข้อมูลยอดขายและรายได้อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่เผยแพร่ในช่วงวันที่ 13 ตุลาคม 2568
ข้อจำกัด: ตัวเลขนี้เป็นเพียงการประมาณการและสมมติฐานเพื่อเป็นเคสตัวอย่างเท่านั้น การคำนวณภาษีจริงจะต้องรวมเงินได้ทั้งหมดของปี (ทั้งจากงานในวงการ, ดอกเบี้ย, ปันผล, ฯลฯ) และหักค่าลดหย่อนส่วนตัวทั้งหมดตามสิทธิ์ (ซึ่งจะทำให้เงินได้สุทธิลดลงและภาษีที่ต้องจ่ายจริงแตกต่างไปจากตัวเลขนี้)