ชาวสวนส้มโอเงินล้านชัยภูมิสุดปลื้มตามรอยคำสอนพ่อหลวง ร.9!
ชัยภูมิ – ต่อยอดตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคำสอนพ่อหลวงของแผ่นดินไทย ร.9 วันสวรรคต ปีนี้เป็นปีที่ 9 การทำนาปลูกข้าว –เกษตรผสมผสานปลูกสวนส้มโอ เสริมจนกลายเป็นสุดยอดสินค้า GI ส่งออกติดอันดับโลก สร้างรายได้เสริมปีกว่าล้านบาท
( 13 ตุลาคม 2568 ) ขณะที่ จ.ชัยภูมิ เนื่องในวันที่13 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในปีนี้ผ่านมานานเข้าสู่ปีที่ 9 ของกษัตริย์ไทยในความทรงจำ ยังสถิตในใจชาวไทยทุกคนตราบนิจนิรันดร์
ตามคำสอนพ่อหลวง ร.9 ถึงแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงยังอยู่ในใจชาวไทยทุกคนยังช่วยสร้างความเป็นอยู่ได้อย่างยั่งยืนมายาวนาน ในขณะที่ความรู้สึกของเกษตรกรชาวนาใน อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ ที่ปัจจุบันยังมีความรู้สึกปราบปลื้มในใจเสมอมิรู้ลืม
ที่ปัจจุบันเปิดชีวิตสองตายายสู้ชีวิตพลิกชีวิต ตามคำสอนพ่อหลวง ร.9 มาได้จนปัจจุบัน ตามรอยคำสอนพ่อหลวง ร.9 ด้วยการพลิกผืนนาหันมาปลูกสวนส้มโอทำการเกษตรผสมผสานขายทำเงินสร้างรายได้ต่อปีล่ะกว่าครึ่งล้านบาท
ซึ่งชาวบ้านในอำเภอบ้านแท่น ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยึดอาชีพทำการเกษตร ทำนาปลูกข้าว ปลูกอ้อย ปลูกมันสำประหลัง เป็นหลัก ก่อนที่จะนำคำพ่อหลวง ร.9 มาเป็นแนวทางในการปลูกพืชเกษตรผสมผสานหันมาปลูกสวนผลไม้ที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามฤดูเพิ่มเติมในพื้นที่ มาต่อเนื่องหลายสิบปีจนมาปัจจุบันใน อ.บ้านแท่น กลายเป็นมีสินค้าขึ้นชื่อโด่งดังเป็นสินค้าส่งออกติดอันดับโลก ของส้มโอ GI บ้านแท่น คือ “ส้มโอทองดีบ้านแท่น” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในปี พ.ศ. 2562 และเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศมากที่สุดเป็นต้นมาจนปัจจุบัน
ซึ่งชาวบ้านที่นี่ก็พากันปลูกมานานหลายสิบปี และขยายผลสร้างรายให้กับคนในพื้นที่ได้ดีอย่างยั่งยืนมาต่อเนื่องจนปัจจุบันเช่นเดียวกับที่ สวนส้มโอตาลี ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่25 หมู่1หลุบค่าย ต.สามสวน อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ โดยมี นายลี ปานวิเศษ อายุ 78 ปี และ นางสมัย ปานวิเศษ อายุ 75ปี เจ้าของสวนส้มโอดังกล่าว เปิดเผยว่า ตนเอง มีที่ดินอยู่กว่า 10 ไร่ ระยะแรก ตนเองและภรรยา พากันทดลองปลูกก่อนเพียง 5 ไร่ พอเห็นว่าส้มโอที่ปลูก มีรสหวานอมเปรี้ยว และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนที่อื่นและถูกใจผู้บริโภค โดยมีความหวานและเปรี้ยวจะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ และเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากขึ้นมาต่อเนื่อง
จนขายดีมีรายได้จากการขายส้มโอทำเงินให้ครอบครัวได้ดีขึ้นอีกทาง นอกเหนือจากการปลูกข้าว จึงได้ปลูกเพิ่มอีกเป็น 10 ไร่ และแบ่งที่บางส่วน(ที่เหลือ 5 ไร่) ไว้ปลูกข้าวไว้กินเอง ตามแนวคำสอนในหลวง ร.9 ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับในส่วนของสวนได้มีการปรับสวนเป็นคันดินมีคลองน้ำด้านบนคลองได้ทำการปลูกส้มโอ จำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ทับทิมสยาม นำต้นพันธุ์อีกแห่ง มาจาก อ.ปากพนัง จ..นครศรีธรรมราช ส่วนอีกสายพันธุ์ทองดี และ สายน้ำผึ้ง ได้นำมาจาก จ.จันทบุรี
ส่วนในคลองน้ำรอบสวน ก็ปลูกผัก สวนครัวต่างๆผสมผสานไว้ที่กินได้รวมถึงปล่อยปลาไว้กินเองในครอบครัวบางส่วนที่เหลือ ก็นำไปขายให้กับเพื่อนบ้านพอมีรายได้เสริมได้ใช้จ่ายในครอบครัว ระหว่างที่รอผลผลิตของส้มโอออกสู่ตลาดในทุกปี
ที่ปัจจุบัน พันธุ์ทับทิมสยามสามารถขายได้ อยู่ที่กิโลกรัม(กก.)ละ 50 บาท ขายให้กับลูกค้าในตลาดทั่วประเทศไทยและส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ของสายพันธ์ทองดี และ สายน้ำผึ้ง ในราคา 45 บาท/กก. ที่มีตลาดจากออเดอร์จากต่างประเทศเป็นหลักในทุกปีเป็นจำนวนมากไม่ขาด และส่วนหนึ่งก็มีลูกค้าส่งไปขายส่งแม่ค้าที่ตลาดที่ จ.ขอนแก่น
นอกจากนั้นยังเปิดขายทางออนไลน์ ที่ปัจจุบันมีลูกค้าประจำจะสั่งมาซื้อไม่ขายเป็นประจำทุกปีอีกด้วย โดยปัจจุบันก็มีหลานสาวและหลานชาย ที่กำลังศึกษาอยู่ และหลานที่จบมาแล้ว ก็ยังได้มีรายได้มีอาชีดเสริมมาช่วยขายให้ได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันในช่วงส้มโอออกผลผลิตต่อปี ก็สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวมีรายได้จากการขายส้มโอ้ ได้ในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 500,000 – 1,000,000 บาท
ส่วนในปี 2568 นี้ยังสรุปไม่ได้ต้องรอให้ครบปี ให้ส้มโอตามฤดูออกมาให้หมดก่อนจึงสรุปได้ ซึ่งยอดรายได้ปีนี้ยังไม่ครบปีก็เฉียดล้านนิดๆไปแล้ว และขณะนี้ตนเองและภรรยา ก็มีอายุแก่มากแล้วร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง จากนี้ไปสวนส้มโอที่ตนเองสร้างมากับมือ ก็คงต้องยกให้ลูกหลานสาวเข้ามาดูดำเนินการสานต่อตามรอยคำสอนพ่อหลวง ร.9 เศรษฐกิจพอเพียง จากรุ่นสู่รุ่นต่อไปก็ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย มีพ่อหลวง ร.9 เป็นแนวทางให้ลูกหลานได้สืบทอดอย่างยั่งยืนต่อไปก็ภูมิใจแล้ว