สอน.คุมเข้ม อ้อยสดงดเผา ชงรัฐบาลใหม่ชดเชยตันละ 69 บาทเท่าเดิม
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมไร่อ้อยต้นแบบ จ.อุดรธานี และโรงงานน้ำตาลมิตรภูหลวง จ.เลย เพื่อให้เห็นว่าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น เป็นหัวใจของเศรษฐกิจเกษตรอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนของไทย
โดยประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 10 ล้านไร่ ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 300,000 ครัวเรือน และโรงงานน้ำตาล 58 แห่งทั่วประเทศ สร้างรายได้กว่า 180,000 ล้านบาทต่อปี จากการส่งออกน้ำตาลทราย ซึ่งไทยถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ อันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เช่น เอทานอล กระดาษจากชานอ้อย และไฟฟ้าชีวมวล
อ้อยเข้าหีบเฉียด 100 ล้านตัน
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า งานในตอนนี้ สอน.จะทำการติดตาม ลงตรวจสอบให้ทุกอย่างโปร่งใส อุตสาหกรรมอ้อยไทยจะต้องยั่งยืน เพื่อสะท้อนแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยมาตรการที่เน้นประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืน โดย สอน.คาดการณ์ปริมาณอ้อยในฤดูการผลิตปี 2568/2569 จะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบจำนวน 94 ล้านตัน
ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนได้คาดการณ์ปริมาณไว้กว่า 100 ล้านตัน ถ้าย้อนกลับไปดูในช่วงฤดูการผลิตปี 2567/2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มาตรการสร้างแรงจูงใจแก่ชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% และแก้ปัญหาการเผาอ้อยที่เข้มข้นที่สุด เป็นจังหวะเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เมื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีภารกิจใหญ่ในการยกระดับมาตรการสิ่งแวดล้อมและขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเกษตร
ซึ่งการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เดือนตุลาคม 2567 ได้มีมติสำคัญกำหนดให้ การเผาอ้อยในฤดูหีบปี 2567/2568 ต้องไม่เกิน 25% หลังจากที่ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการเผาอ้อยยังสูงอยู่ที่กว่า 30% สร้างแรงกดดันทั้งต่อปัญหา PM 2.5 และภาพลักษณ์การผลิตน้ำตาลในตลาดโลก โดยรัฐบาลประกาศจ่ายเงินสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อย ในอัตรา 69 บาทต่อตัน เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและผลักดันอย่างเป็นทางการ โดยสามารถจ่ายให้กับอ้อยที่ส่งเข้าโรงงานถึง 67 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นกว่า 97-98% ของทั้งหมด ทำให้ปีนี้อ้อยสดมีสัดส่วนสูงกว่าที่ผ่านมาอย่างชัดเจน
การเมืองเปลี่ยน กม.อ้อยสะดุด
อย่างไรก็ดี การประชุม กอน. ในวันที่ 24 กันยายน 2568 มีการนำเสนอและพิจารณาวาระสำคัญ คือ การจ่ายเงินสนับสนุนชาวไร่อ้อยในอัตรา 69 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ควบคู่กับการเสนอมาตรการใหม่เพิ่มเติม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรตัดอ้อยสดมากขึ้น ลดปัญหาการเผาที่เรื้อรังมานาน ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเตรียมหารือถึงแนวทางขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล รวมถึงการกำหนด “เงื่อนไข” ที่เกษตรกรจำเป็นต้องปฏิบัติ หรือ “ทำความดี” เพื่อขอรับการสนับสนุนในรอบใหม่
ขณะที่ความคืบหน้า ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับใหม่ ได้ถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ กอน.แล้ว แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก 3 กระทรวง ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละปีมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี ทำให้ดำเนินการล่าช้า เรื่องอัตราส่วนแบ่งผลประโยชน์ระหว่างโรงงานและชาวไร่อ้อยยังคงอัตราเดิม โดยชาวไร่อ้อยได้รับ 70% จากราคาอ้อย ขณะที่โรงงานน้ำตาลได้รับ 30% จากผลตอบแทนการผลิต
ไร่อ้อยขอรัฐหนุนเงินทุน
วัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อพามาดูไร่อ้อย เพราะ สอน.อยากให้เห็นว่า มันมีจริง ๆ ไร่อ้อยต้นแบบที่ดี ซึ่งหนึ่งในไฮไลต์ของการเดินทาง คือ การเยี่ยมชมไร่วิชากุล ของ คุณโสภิษดา วิชากุล ผู้ได้รับรางวัลชาวไร่อ้อยดีเด่นที่มีการบริหารจัดการการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ประจำปี 2567 บนพื้นที่กว่า 430 ไร่ ถือเป็นไร่อ้อยต้นแบบที่มีการจัดการไร่อ้อยตั้งแต่การวางแผนปลูก
มีการสลับพืชหมุนเวียนระหว่างพักแปลง การบำรุงรักษาดินและพันธุ์อ้อย ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวอ้อยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น เครื่องปลูกอ้อยความเร็วสูง (Hi-Speed Planter), การใช้โดรนพ่นปุ๋ยทางใบ และการปลูกพืชพักดิน เช่น ปอเทือง ถั่วลิสง และข้าว เพื่อบำรุงดินและลดการใช้สารเคมี
ด้านนางสาวโสภิษดากล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนด้านเครื่องมือและเครื่องจักร รวมถึงจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อให้ชาวไร่สามารถเข้าถึงเครื่องจักรได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนเงินช่วยเหลืออ้อยสด และลดขั้นตอนการอนุมัติจ่ายเงินเพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
รับซื้อใบอ้อยใช้ผลิตไฟฟ้า
นายใบน้อยกล่าวว่า นอกจากนี้ได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงงานน้ำตาลมิตรภูหลวง จังหวัดเลย ของกลุ่มมิตรผล โรงงานแห่งนี้มุ่งพัฒนากระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับมาตรการรักษ์โลก เช่น การรับซื้ออ้อยสด ลดการเผาอ้อย ใช้กระบวนการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีสีเขียวและพลังงานทดแทน เช่น การนำใบอ้อย และการนำชานอ้อยไปผลิตเป็นไฟฟ้า รวมถึงการจัดการน้ำด้วยระบบบำบัดน้ำเสียและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่
สำหรับช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตปี’67/68 กลุ่มมิตรผลสามารถรับอ้อยเข้าหีบรวมกว่า 3,259,988 ตัน ในจำนวนนี้เป็น อ้อยสด 2,954,201 ตัน คิดเป็นประมาณ 91% ของอ้อยทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นของการใช้ระบบอ้อยสดต่อเนื่องในแต่ละปี หากเปรียบเทียบกับอดีตพบว่า ช่วงก่อนหน้านี้สัดส่วนอ้อยสดอยู่เพียงราว 35% ของอ้อยทั้งหมด
ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต คือ มีอ้อยไฟไหม้จำนวนมาก ทำให้คุณภาพผลผลิตลดลง และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของนโยบายส่งเสริมอ้อยสด ซึ่งช่วยลดการเผาอ้อย ลดฝุ่น PM 2.5 และเป็นไปตามเป้าหมายด้านการลดมลพิษสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย
“มิตรผล” สกัดอ้อยเผา
สำหรับกลุ่มมิตรผลได้กำหนดมาตรการเพิ่มปริมาณอ้อยสดและลดอ้อยไฟไหม้ในปี 2568/2569 โดยมีมาตรการหลัก 6 ข้อ คือ 1.ขับเคลื่อนมาตรการแก้ปัญหาอ้อยไฟไหม้ร่วมกับภาครัฐในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2.ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและกลุ่มอาสาในพื้นที่ที่มีการเผาอ้อย เน้นการแจ้งเตือน จับกุม และปรับจริง ตั้งแต่ธันวาคมจนปิดหีบ 3.รณรงค์ให้ตัดอ้อยสดผ่านเครือข่ายแรงงานตัดอ้อยในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม
4.ตั้งด่านตรวจอ้อยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และควบคุมการสัญจรเข้าโรงงาน พร้อมกำหนดค่าปรับพิเศษหากนำอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงาน 5.รอตัดอ้อยสด 100% และ 6.รับซื้อใบอ้อยอัดก้อนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนการเผา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สอน.คุมเข้ม อ้อยสดงดเผา ชงรัฐบาลใหม่ชดเชยตันละ 69 บาทเท่าเดิม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net