โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน” ร่องรอยแห่งศรัทธาบนเส้นทางความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ส.ค. 2568 เวลา 08.36 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2568 เวลา 08.36 น.
ปราสาทตาเมือนธม (ภาพจาก มติชนออนไลน์, 2 กรกฎาคม 2568)

กลุ่มปราสาทตาเมือนเป็นโบราณสถานที่อยู่บนหน้าสื่อและเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก ตั้งแต่ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้น เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณช่องเขาตาเมือน (ตาเมียง) จุดเชื่อมต่อระหว่างดินแดนเขมรสูงกับเขมรต่ำ ซึ่งมีแนวเทือกเขาพนมดงรักเป็นปราการธรรมชาติ ปราสาทกลุ่มนี้จึงตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมสำคัญแต่โบราณ โดยมีบทบาทหน้าที่ของตนเองอย่างชัดเจน

เรื่องนี้มีการอธิบายไว้ในรายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ตอน “ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน”มี นายทศพร ศรีสมานผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เป็นวิทยาการ ดำเนินรายการโดย นายสิทธิพร บุปผานักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568

รู้จักกลุ่มปราสาทตาเมือน

ผอ. ทศพร เผยว่า กลุ่มปราสาทตาเมือน เป็นกลุ่มปราสาทใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา อยู่ที่บ้านหนองคันนา ต. ตาเมียง อ. พนมดงรัก จ. สุรินทร์ มีอยู่ด้วยกัน 3 หลัง ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือน

ในกลุ่มปราสาทดังกล่าว ปราสาทตาเมือนธม มีขนาดใหญ่ที่สุด (ธม แปลว่า ใหญ่) เป็นศิลปะเขมรโบราณ เป็นเทวสถานที่สร้างถวายองค์พระศิวะ ในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย บนเส้นทางโบราณของคนในอดีต เชื่อว่าใช้ช่องตาเมือนเพื่อการสัญจรมาแล้วหลายร้อยปี หรือเป็นพันปี

กรมศิลปากรเข้าไปศึกษาและสำรวจปราสาทตาเมือนธมและประกาศขึ้นทะเบียนตั้งแต่ พ.ศ. 2478 หลังจากช่วง พ.ศ. 2503-2504 อาจารย์มานิต วัลลิโภดม ได้ไปสำรวจพร้อมบันทึกภาพ-จัดทำแผนผังต่าง ๆ ไว้ เป็นการดำเนินการในช่วงแรก

หลักฐานโบราณคดีบริเวณปราสาทตาเมือนธมคือ ร่องรอยจารึกด้วยอักษรปัลลวะ เรียกว่า “จารึกตาเมือนธม 1”มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษ 12-13 สลักอยู่บนแผ่นหินธรรมชาติ ต่อมาเป็นหลักฐานในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-16 จากอิทธิพลดินแดนเขมรต่ำที่แผ่เข้ามาในบริเวณดังกล่าว ซึ่งตัวปราสาทที่เราเห็นในปัจจุบันก็สร้างขึ้นในช่วงนั้น

ความสำคัญของปราสาทตาเมือนธม คือเป็นปราสาทที่สร้างคร่อมอยู่บนแนวพะลานหิน ปราสาทองค์ประธานซึ่งปกติจะมีศิวลึงค์ประดิษฐานตามคติไศวนิกายเป็นศิวลึงค์ธรรมชาติ เรียก “สวยัมภูลึงค์”คือดัดแปลงหินธรรมชาติทำเป็นตัวลึงค์นั่นเอง

ลักษณะโดยทั่วไป ตัวปราสาทหันหน้าลงทิศใต้ มีบันไดลงพื้นที่ราบด้านล่าง ประกอบด้วยปราสาทประธาน โคปุระ มณฑป มุขกระสัน ภายในอาคารนอกจากสวยัมภูลึงค์แล้วจะมีประติมากรรมรูปโคนนทิหมอบหันหน้าไปหาศิวลึงค์ เป็นสิ่งยืนยันว่าเป็นเทวสถานของพระศิวะ ข้าง ๆ กันมีอาคารบรรณาลัย และปราสาทเล็ก ๆ อีก 2 หลัง สร้างขนาบกัน

ปราสาทตาเมือนโต๊ดคือปราสาทอีกหลังที่อยู่ลึกเข้ามาในดินแดนประเทศไทย และกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนโบราณสถานพร้อมกันกับตาเหมือนธม แต่จะมีขนาดเล็กกว่า (โต๊ด แปลว่า เล็ก) รูปแบบอาคารเป็น “อโรคยาศาล” หรือสถานพยาบาล สร้างขึ้นในสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ 7(พุทธศตวรรษที่ 18) ด้วยสถาปัตยกรรมแบบเดียวกันกับอโรคยาศาลอีก 30 กว่าแห่งที่พบในประเทศไทย

ปราสาทตาเมือนโต๊ดเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเส้นทางราชมรรคา เพื่อเชื่อมโยงดินแดนต่าง ๆ ในพระราชอำนาจของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ดังมีจารึกว่าทรงสร้างอโรคยาศาลถึง 102 แห่งทั่วราชอาณาจักรในสมัยของพระองค์ ซึ่งปราสาทตาเมือนโต๊ดถือเป็นอโรคยาศาลหลังแรก (ในดินแดนที่ปัจจุบันคือไทย) ที่เชื่อมเมืองพระนครกับเมืองพิมาย

สุดท้ายคือ ปราสาทตาเมือน หลังที่อยู่ลึกสุดในดินแดนไทย เป็นโบราณสถานที่เรียกว่า “วหนิคฤหะ” หรือบ้านมีไฟ สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เช่นกัน มีจารึกเล่าเรื่องเส้นทางราชมรรคาพร้อมพระราชบัญชาให้สร้างบ้านมีไฟจากเมืองพระนครมายังพิมาย 17 หลัง โดยพบในไทย 9 หลัง กัมพูชาอีก 8 หลัง ปราสาทตาเมือนเป็นบ้านมีไฟหลังแรกในดินแดนไทยอีกเช่นกัน และกรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งบูรณะไปบ้างแล้ว

บทบาทหน้าที่ในฐานะ วหนิคฤหะ ของปราสาทตาเมือนคือเป็นศาสนสถานประจำที่พักคนเดินทาง หรือจุดพักแรมนั่นเอง โดยตัวอาคารจะมีช่องหน้าต่างให้คนเดินทางสังเกตเห็นแสงไฟที่ส่องสว่างอยู่ข้างใน

เนื่องจากสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้ทรงนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน และพบโบราณวัตถุเนื่องในมหายาน เช่น ประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปราสาทตาเมือนโต๊ดกับตาเมือนจึงถือเป็นพุทธสถานพุทธมหายานเหมือนกัน แต่มีหน้าที่ต่างกัน

งานบูรณะโดยกรมศิลปากร

ผอ. ทศพร เล่าว่า ตั้งแต่ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทเหล่านี้เป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 และ อ. มานิต พร้อมด้วย อ. จำรัส เกียรติก้อง เข้ามาสำรวจตรวจสอบแล้วบันทึกข้อมูลไว้ ถือเป็นแม่แบบที่เป็นประโยชน์ต่อทีมบูรณะที่เข้ามาทำงานในรุ่นหลัง ๆ เป็นอย่างมาก

หลังจากทางกองทัพภาค 2 ทำถนนเข้าไปถึงพื้นที่ของกลุ่มปราสาท จึงเกิดโครงการเพื่อเตรียมศึกษา ขุดแต่ง และสำรวจ ปราสาทกลุ่มข้างต้น โดยสำนักศิลปากรที่ 6 นครราชสีมา (ปัจจุบันคือสำนักศิลปากรที่ 10) เมื่อ พ.ศ. 2532 และเริ่มขุดแต่งอย่างจริงจังใน พ.ศ. 2534

อย่างไรก็ตาม พ.ศ. 2544 ได้เกิดปัญหาชายแดนขึ้น จึงมีคำสั่งให้หยุดการทำงานจนกว่าจะมีความชัดเจน ซึ่งระหว่างนั้นสำนักศิลปากรก็พัฒนาไปหลายส่วนแล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์ สภาพตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบที่เราเห็นในปัจจุบันจึงเป็นผลจากการที่กรมศิลปากรบูรณะไปบ้างแล้วนั่นเอง

ผอ. ทศพร เผยด้วยว่า งานของสำนักศิลปากรที่ 10 ในปีนี้ (2568) ยังมีโครงการสำคัญ ๆ อีกหลายโครงการ เช่น การขุดค้นแหล่งโบราณคดี “โนนพลล้าน” ซึ่งจะพิสูจน์ความเก่าแก่ของชุมชนโบราณในเขตเมืองนครราชสีมา งานบูรณะและพัฒนาโบราณสถาน “พระนอน” ที่วัดธรรมจักรเสมาราม อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา

รวมไปถึงโครงการอนุรักษ์โบราณสถาน “ปราสาทบ้านบุใหญ่” อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา ที่กรมศิลปากรตั้งใจจะพัฒนาทักษะนายช่างในกำกับด้วยการใช้วิธี “อนัสตีโลซิส” เพื่อบูรณะปราสาทผ่านโครงการดังกล่าวด้วย

ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ทิ้งท้ายว่า สำหรับโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่พบจากกลุ่มปราสาทตาเมือน เช่น จารึก รูปเคารพ หรือชิ้นส่วนประดับตัวสถาปัตยกรรม ส่วนใหญ่เก็บรวบรวมไว้ที่พิพัธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์ สามารถไปเยี่ยมชมกันได้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 สิงหาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน” ร่องรอยแห่งศรัทธาบนเส้นทางความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...