เอสซีจี ประเมินมรสุมเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อถึงปี 69 แม้ “ทรัมป์” จูบปาก “สี จิ้นผิง”
เอสซีจี ประเมินมรสุมเศรษฐกิจโลกยังยืดเยื้อถึงปี 2569 แม้ทรัมป์จูบปาก สี จิ้นผิง สงครามการค้ายังไม่สงบ ประกาศเดิน 4 กลยุทธ์เสริมแกร่ง คาดปี 68 EBITDA ใกล้เคียงปี ก่อนที่ 53,946 ล้านบาท
วันที่ 30 ตุลาคม 2568 นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) กล่าวในงานแถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 โดยได้คาดการณ์สถานการณ์ไตรมาส 4 ปี และแนวโน้มปี 2569 ว่า มรสุมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยรอบนี้จะยืดเยื้อและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ
”แม้ว่าในวันนี้สองผู้นำมหาอำนาจโลก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน มีข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี แต่วันข้างหน้าไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสถานการณ์จะเป็นอย่างไร”
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ไตรมาส 4 มืดมัวไปหมดมรสุมเศรษฐกิจโลกยังยืดเยื้อ ทั้งการแบ่งขั้วเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้าขยายตัว เงินบาทแข็งค่า การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว และเศรษฐกิจไทยชะลอตัว
“ผมชื่นชมทีมเศรษฐกิจรัฐบาลผลักดันมาตรการได้ดี แต่มีเวลาสั้นเกินไป และปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังเหนื่อย มองไปประเทศในอาเซียน เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ยังขยายตัว ดังนั้นเอสซีจีจะโฟกัสตลาดต่างประเทศ”
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่าเอสซีจี ได้เร่งปรับตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งรักษาวินัยทางการเงิน ลดต้นทุน รวมศูนย์การผลิตเพื่อลดความซ้ำซ้อน ปรับโครงสร้างธุรกิจ ตลอดจนพัฒนาสินค้า Smart Value–HVA–กรีน ตอบโจทย์ตลาดทุกระดับ และขยายตลาดใหม่ ทำให้มีกระแสเงินสดแกร่ง ผลการดำเนินงานธุรกิจมั่นคง
เอสซีจีคาดการณ์กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย(EBITDA) ปี 2568 ใกล้เคียงปี 2567 ที่ทำได้ 53,946 ล้านบาท
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเปราะบางและคาดการณ์ยาก เอสซีจีเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์การปรับตัวอย่างทันท่วงทีที่ผ่านมา คือ “ภูมิคุ้มกันที่ถูกทาง” เห็นได้ผลการดำเนินงานและ EBITDA ที่แข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้า 4 กลยุทธ์หลัก เสริมแกร่งธุรกิจ รับมือเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อ ดังนี้
กลยุทธ์ที่ 1 : รักษาวินัยทางการเงินต่อเนื่อง บริหารกระแสเงินสดที่มั่นคง ใช้เงินทุนหมุนเวียนอย่างระมัดระวัง เดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินงานธุรกิจ ลดต้นทุนด้วย AI & Robotics เช่น เอสซีจี เดคคอร์ นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI เข้ามาช่วยตรวจคุณภาพผลิตภัณฑ์ ควบคุมกระบวนการผลิต และบริหารคลังสินค้า ลดต้นทุนได้ถึงกว่า 20% ต่อปี
กลยุทธ์ที่ 2 : รวมศูนย์การผลิตเพื่อลดความซ้ำซ้อน เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ในธุรกิจของเอสซีจีที่ดำเนินงานในอาเซียน บริหารต้นทุนการผลิตและส่งออก เช่น เอสซีจี สมาร์ท ลีฟวิง ควบรวบไลน์ผลิตกระเบื้องหลังคาคอนกรีตที่จังหวัดลำพูน ลดต้นทุนได้ 10 ล้านบาท/ปี
กลยุทธ์ที่ 3 : รุกตลาดเวียดนาม ฐานการผลิตใหม่เพื่อส่งออกตลาดโลก เวียดนามเติบโตโดดเด่น GDP ขยายตัวกว่า 7% จากมาตรการรัฐและการลงทุนต่อเนื่อง เอื้อต่อธุรกิจอสังหาฯ-ก่อสร้าง-บริโภค และมีต้นทุนการผลิตแข่งขันได้ทั้งพลังงาน แรงงาน และโลจิสติกส์ เอสซีจีจึงเร่งขยายฐานในเวียดนาม โดยเพิ่มกำลังการผลิตปูนคาร์บอนต่ำ 8,000 ตันต่อวัน เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังอเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป พร้อมขยายการผลิตและส่งออกเซรามิกจากเวียดนามสู่ตลาดโลก
ขณะที่โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (LSP) ปรับแผนการผลิตเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบก๊าซโพรเพน ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันในช่วงที่สภาวะราคาวัตถุดิบผันผวน ส่วนโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSPE) ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องตามแผน คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จ ปลายปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว
กลยุทธ์ที่ 4 : ขยายพอร์ตสินค้า บริการ ราคาคุ้มค่า Smart Value – HVA - กรีน ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เอสซีจีขยายกลุ่มสินค้าและบริการ Smart Value “คุณภาพดี–ราคาคุ้มค่า” ทั้งกลุ่มสินค้างานโครงสร้างและวัสดุตกแต่ง เร่งเพิ่มกำลังผลิตสินค้ากรีนและสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products-HVA)
ด้านผลประกอบการเอสซีจี ไตรมาส 3 ปี 2568 กำไรที่ไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจีซี และรายการปรับโครงสร้างธุรกิจ 774 ล้านบาท ขณะที่มีขาดทุนสำหรับงวด 669 ล้านบาท
สำหรับงวด 9 เดือน ปี 2568 มีกระแสเงินสด (EBITDA) แข็งแกร่งที่ 44,511 ล้านบาท
ไตรมาส 3 ปี 2568 เอสซีจีสามารถรักษากระแสเงินสด (EBITDA) แข็งแกร่งที่ 14,191 ล้านบาท มีกำไร 774 ล้านบาท
สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนปี 2568 มีกระแสเงินสด (EBITDA) 44,511 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไร 17,767 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 159% มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 370,870 ล้านบาท ลดลง 3%
ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา เอสซีจีเดินหน้ามาตรการเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เงินทุนหมุนเวียนลดลง 21,571 ล้านบาท หนี้สินสุทธิลดลง 32,226 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินลดลง 193 ล้านบาท คิดเป็น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 4.7 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 3 อยู่ที่ 50,662 ล้านบาท สะท้อนผลของการบริหารจัดการที่มีวินัยและรอบคอบ
นายธรรมศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า “ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ยังยืดเยื้อ เอสซีจีประเมินว่าความท้าทายจะยังคงต่อเนื่องถึงปีหน้าแต่มั่นใจว่า มาตรการที่ดำเนินมาอย่างเข้มข้นตลอดปีที่ผ่านมานั้นมาถูกทางแล้ว ทั้งการเสริมวินัยทางการเงิน ปรับโครงสร้างธุรกิจ และขยายสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นฐานสำคัญให้เอสซีจียืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง“